เมื่อสักครู่ไปสะดุดกับบันทึกเรื่อง อาชีพรับจ้างเอาเงินเพื่อทำงานทางด้านจิตวิญญาณ แล้วทำให้คิดต่อได้บางสิ่ง บางเรื่อง...

การรับจ้างทำงานในหน้าที่นี้ "พัฒนาจิตวิญญาณ" นั้นเปรียบเสมือน "ดาบสองคม" และเป็นดาบที่ "คม" มาก...

ก่อนอื่นขอตีความคำว่า "รับจ้าง" ก่อน

นิยามศัพท์เฉพาะ : การรับจ้างหมายถึงการทำงานที่ได้รับผลตอบแทนกลับมาซึ่ง "เงิน"

ซึ่งสามารถตีความได้อีกสองอย่าง คือ อย่างที่หนึ่ง "ทำงานเพื่อเงิน" และสอง ทำงานแล้ว "ได้เงิน"

เรื่องของเรื่องถ้าพูดให้ง่ายเข้าไปอีกก็อยู่ที่ความตั้งใจที่จะไป "ทำงาน"

บางคนตั้งหน้าตั้งตาจะมาใช้อาชีพที่เกี่ยวข้องกับ "จิตวิญญาณ" นี้เพื่อการ "กอบโกย" หารายได้ เอาร่ำ เอารวย ถ้าทำแบบนี้เรียกว่า "ทำงานเพื่อเงิน"

แต่บางคนก็ "ตั้งใจ" มาทำตามหน้าที่ ตั้งใจมาทำความดี ส่วนใครจะให้เงินมา มากน้อยเท่าไหร่ก็ถือว่าเป็น "ผลพลอยได้" อันนี้เรียกว่า "ทำงานแล้วได้เงิน"

ข้อแตกต่างอยู่ที่ตัว "ความโลภ"

คนประเภทแรก "โลภ" ตั้งแต่ยังไม่ได้ทำ

คนประเภทที่สอง ทำไปมาก ๆ อาจจะโลภ

อ้าว...! ตกลงไม่มีสักอย่างเลยหรือนี่

ถูกต้อง ถูกต้อง...

อย่าที่เคยบอกไว้ข้างต้นว่า อาชีพนี้เป็น "ดาบสองคม" และเป็นดาบที่ "คม" มาก ๆ

การงานอะไรที่เกี่ยวข้องอยู่กับ "เงิน" นั้น ถ้าสติไม่มี สตังค์ก็จะอยู่เหนือ "สติ..."

ตอนแรกก็ไม่ แต่พอนาน ๆ ก็นิดหน่อยน่า ไม่เป็นไรน่า เล็ก ๆ น้อย ๆ น่า

เล็ก ๆ น้อยนี้ไม่ใช่ไม่สำคัญนะ ไอ้เล็ก ๆ น้อย ๆ นี่แหละ "สำคัญ"

น้ำที่หยดลงในแม่น้ำที่ละหยดยังทำให้แม่น้ำเต็มได้ นับภาษาอะไร "เงิน" ที่หยดลงในใจแล้วจะไม่ทำให้เรา "สั่นคลอน..."

ต้องระมัดระวังใจของเราให้ดี ต้องตั้งใจให้ดีกับเงินก้อนนี้

เงินก้อนนี้เป็น "เงินร้อน" ร้อนกว่าคนที่ไปเล่นการพนัน เล่นหวยได้มาซะอีกนะ

เพราะเงินนี้เป็นเงินที่แลกด้วย "จิตวิญญาณ" ของคน ความหวังที่เราจะได้ไป "ช่วย" เขา

ถ้าเราเอามาแล้ว ไม่ทำหน้าที่ให้เขา หรือตอนไปเอาแล้วให้เขาไม่เต็มที่ "นรก" จะถามหา...

อ้อ ลืมไป ไม่ใช่นรก "เปรต" ต่างหากจะมี "สาวก" เพิ่มอีกหนึ่งตัว

จะทำอย่างไรไม่ให้อันตรายเหรอ...?

ประการแรกดีที่สุดคือ ไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับเงินเลย อย่างนี้ต้องมา "บวช" สถานเดียว และต้องอยู่ในวัดที่มีข้อวัตรที่เคร่งครัดด้วยนะ

ประการที่สอง คือ "รวยแล้ว..." คือ มีเงินเพียงพอสำหรับตนเองและครอบครัว จากนั้นทำงานเพื่ออุทิศชีวิตนี้เพื่อ "จิตวิญญาณ"

ประการที่สาม คือ ทำแค่ไหน รับแค่นั้น มีแค่ไหน ให้แค่นั้น เราต้องประเมินตนเองว่า เรามีความสามารถทางด้านจิตวิญญาณแค่ไหน แล้วตีราคาตนเองเลยว่า เรามีคุณค่าเท่านี้ ควรรับ "เงิน" เท่านี้

พอจิตใจของตนเอง "สมดุล" คือหาคำตอบให้ตัวเองได้ เมื่อนั้นจิตใจจะไม่ติดค้างใครในการทำงานด้านนี้

จากนั้นเมื่อครั้นต้อง "ปฏิบัติงาน"

ต้องประเมินตนเองว่า "ภาวะธรรม" ของตนเองอยู่ในระดับไหน

หากรู้ว่าตนเองอยู่ในระดับใดก็ให้ถ่ายทอด บอกไปในระดับนั้น

ระวังอย่าเกินนะ ถ้าเกินแล้วจะพาเขาหลงทิศหลงทาง

เกินในที่นี้หมายถึง เรายังไม่เคยไป ยังไปไม่ถึงแล้วก็ไปสอนเขา บอกเขา ก็จะพากันหลงทิศ หลงทางกันไปใหญ่

ตอนนี้หมดเวลาแล้ว อีกไม่กี่นาทีก็จะบ่ายโมง ต้องออกไปทำงานก่อนแล้ว

กินข้าวชาวบ้านเขามาแล้ว ต้องทำงานให้เขา จะมาหลบเลี่ยงไม่ได้เน๊อะ เดี่ยว "เปรต" จะได้ "สาวก" เพิ่มขึ้นเป็นสองตัว...