กอร์ปศักดิ์ สั่งสศช.ทบทวนแผนแม่บทพัฒนาอุตฯ ใหม่
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
วันที่ 17 กันยายน 2552 14:28
กอร์ปศักดิ์ สั่งสศช.ทบทวนแผนพัฒนาอุตสาหกรรมฯใหม่ หลังพบว่าเน้นการลงทุนมากเกินไปจนละเลยปัญหาสิ่งแวดล้อม
นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี ระบุการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศในช่วงที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันเน้นการลงทุนภาคอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก จนละเลยปัญหาสิ่งแวดล้อม จึงให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ทบทวนแผนแม่บทการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศใหม่ โดยให้เสร็จภายในสิ้นปีนี้
ทั้งนี้ จะต้องมีความชัดเจนว่าอุตสาหกรรมใดจะสามารถลงทุนในพื้นที่ใดได้บ้าง กระทบถึงปัญหาคุณภาพน้ำใต้ดินหรือไม่ ซึ่งรวมถึงการจัดเตรียมพื้นที่ที่จะรองรับการลงทุนภาคอุตสาหกรรมหนักต่อไป โดยพิจารณาด้วยว่าเซาท์เทิร์นซีบอร์ด จะเป็นที่ลงทุนอุตสาหกรรมหนักต่อไปอีกหรือไม่ หลังจากการลงทุนในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมภาคตะวันออก หรือ อีสท์เทิร์นซีบอร์ด ไม่สามารถรองรับการลงทุนโครงการใหม่ๆ ได้อีกต่อไป ซึ่งตนประเมินว่าโครงการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมในเขตมาบตาพุด โครงการที่ได้รับการอนุมัติรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) ไปแล้ว มูลค่าเงินลงทุนรวมกันประมาณ 280,000 ล้านบาท น่าจะเป็นชุดสุดท้ายที่สามารถลงทุนได้ เพราะโครงการลงทุนใหม่ ๆ แม้จะตั้งใจลงทุน แต่เชื่อว่า โครงการจะไม่ได้รับอนุมัติเรื่อง EIA เนื่องจากพื้นที่ถูกใช้จนเต็มที่แล้ว
นายกอร์ปศักดิ์ กล่าวว่า รัฐบาลสั่งการให้ สศช.ทบทวนแผนแม่บทการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศใหม่โดยตั้งโจทย์ให้ สศช.ว่า ให้คงไว้ซึ่งการส่งออกของภาคอุตสาหกรรมต่อไปไม่ลดลง แต่ให้เพิ่มสัดส่วนการเติบโตเศรษฐกิจของประเทศจากภายในประเทศให้มากขึ้น และประชาชนเกิดความสุขมากขึ้น ไม่ใช่ว่ามุ่งเน้นแต่การส่งออกให้มีรายได้มากขึ้นแต่ความสุขของคนไทยน้อยลง เพราะถูกแทนทีด้วยการลงทุนตั้งโรงงานที่มีปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมตามมา ซึ่งแม้เม็ดเงินลงทุนมาก แต่ประเทศไทยต้องกล้าที่จะปฏิเสธโครงการลงทุนเหล่านี้ ซึ่งในส่วนของตนเองแล้ว ไม่เห็นด้วยกับโครงการลงทุนเหล็กต้นน้ำที่นักลงทุนญี่ปุ่นต้องการลงทุนในพื้นที่ภาคใต้ อย่างไรก็ตาม หากโครงการลงทุนเหล็กต้นน้ำจะไปลงทุนตั้งโรงงานในพื้นที่อื่นๆ ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งยวดที่จะต้องสอบถามความต้องการของประชาชนในพื้นที่ก่อนว่าจะเห็นด้วยหรือไม่ ยอมรับโครงการลงทุนหรือไม่
นายกอร์ปศักดิ์ กล่าวว่า โครงการลงทุนเหล็กต้นน้ำ โครงการปิโตรเคมี โรงกลั่นน้ำมัน โรงงานเม็ดพลาสติก แม้เม็ดเงินลงทุนโครงการเหล่านี้จะสูงและสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนก็ระบุว่า นักลงทุนยังต้องการลงทุนอีกมาก ก็ยังมีสิ่งต้องระวัง เพราะภาคอุตสาหกรรมไม่ว่าจะทำระบบให้สมบูรณ์แบบเพียงใด มีโอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุเช่น ระบบไฟฟ้าขัดข้อง ก็อาจมีการรั่วไหลของสารเคมีต่างๆ จนกลายเป็นปัญหาต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในระยะต่อไปในที่สุด หากเป็นไปได้ ประเทศไทยควรซื้อสิ่งเหล่านี้จากต่างประเทศไทย
นายกอร์ปศักดิ์ กล่าวว่า ประเทศผู้นำอุตสาหกรรมอย่างญี่ปุ่น และเกาหลี เดินหน้าลงทุนภาคอุตสาหกรรม เดิมทีมุ่งเน้นลงทุนเพื่อผลิตสินค้าส่งออกไปยึดตลาดให้ได้มากที่สุดแล้วค่อยเข้ามาดูแลด้านสิ่งแวดล้อมในภายหลัง เนื่องจากการลงทุนด้านสิ่งแวดล้อมมีราคาแพง และขณะนี้ได้มีนโยบายออกไปลงทุนในต่างประเทศที่มีระดับการพัฒนาที่ต่ำกว่า ซึ่งในส่วนของตนไม่ต้องการให้ประเทศไทยดำเนินนโยบายอุตสาหกรรมของประเทศในลักษณะนี้ เพราะประชาชนรุ่นต่อไปจะได้รับผลกระทบ
นายกอร์ปศักดิ์ กล่าวว่า ขณะนี้เป็นที่ชัดเจนว่าโครงสร้างเศรษฐกิจจำเป็นต้องพัฒนาให้สอดคล้องกับปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่ประเทศไทยคงไม่เปลี่ยนทิศทางโดยลดการส่งออกลง แต่เชื่อว่าหากประเทศไทยหาจุดที่เข้มแข็งมีความเก่ง แข่งขันได้ก็จะเน้นดำเนินการในจุดดังกล่าวให้มากขึ้น ขณะเดียวกัน ก็ให้หาวิธีเพิ่มรายได้ของตนเองขณะนี้มีโครงการประกันรายได้แก่เกษตรกรของรัฐบาลก็จะทำให้ประชาชนมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น รวมถึงระบบภาษีที่เอื้อให้คนทำงานมากมีรายได้มากเสียภาษีลดลง จากที่ปัจจุบันคนไม่ทำงาน มีสมบัติมาก กลับเสียภาษีน้อยกว่า จุดนี้หากมีโอกาสจะแก้ไขต่อไป การลงทุนแหล่งน้ำ 200,000 ล้านบาทของรัฐบาลก็จะส่งผลให้ผลิตของเกษตรกรดีขึ้น มีรายได้เพิ่มขึ้นจุดนี้ก็จะทำให้เกษตรกรสามารถมีกำลังจ่ายได้มากขึ้น ซึ่งในที่สุดก็จะทำให้คนระดับกลางมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น