การมีความสัมพันธ์ทางเพศในวันนี้ ได้แสดงออกอย่างห่างไกลต่อคำสั่งห้าม สั่งใช้ของพระองค์อัลลอฮ(ซ.บ)เป็นอย่างมาก ทั้งนี้เพราะความสัมพถันธ์ทางเพศในวันนี้ไม่ได้เป็นความสัมพันธ์อันบริสุทธ์ระหว่างสามี ภรรยา หรือระหว่างผู้ชายกับผู้หญิง แต่มีการกระทำที่ต่ำต้อยยิ่งกว่าสัตว์ เช่น การร่วมเพศแบบเซ็กส์หมู่ การร่วมเพศระหว่างชายกับชาย และระหว่างหญิงกับหญิง เพื่อสนองตอบอารมณ์ใฝ่ต่ำ หวังจะได้ความสุขสุดยอดอย่างไร้ขีดจำกัด ในประเทศตะวันตกหลายประเทศการกระทำที่ฝืนจากคำสั่งของพระผู้เป็นเจ้า กลายเป็นการถูกยอมรับตามกฎหมาย เช่น คริสต์จักรได้อนุมัติให้แต่งงานกับเพศเดียวกันได้ ชายกับชาย หญิงกับหญิง เหตุของการแผ่กระจายโรคร้ายต่างๆในสังคมมนุษย์ กับภาวะความสัมพันธ์อันบริสุทธิ์เป็นตัวการที่ทำให้ภูมิคุ้มกันโรคในร่างกายของมนุษย์หายไป เอดส์จึงเกิดขึ้นมาจากความสมดุลทางธรรมชาติของคนถูกทำลาย แท้จริงแล้วพระผู้เป็นเจ้า พระองค์อัลลอฮ(ซ.บ)ได้ทรางสร้างร่างกายและจิตใจ มนุษย์ให้สามารถดำรงชีวิตด้วยความผาสุขและสมบูรณ์ได้ หากเขาสนองความต้องการของร่างกายและจิตใจให้สอดคล้องกับความสัมพันธ์อันบริสุทธ์ ที่มีฐานมาจากความศรัทธาอันบริสุทธิ์ กฎมารยาท จริยธรรม อันดีงาม ดังโองการจากพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานอันจำเริญ ในพระพจนาถชื่อ อัร รูม พระบัญญัติที่ 30 พระองค์ตรัสว่า "ดังนั้นสูเจ้าจงผินหน้าของเจ้าสู่ศาสนาที่เที่งแท้ โดยเป็นกฎธรรมชาติของอัลลอฮ ซึ่งพระองค์ทรงสร้างมนุษย์(ให้อยู่ในกฎธรรมชาติ)ไม่มีการเปลี่ยนแปลงในการสร้างของอัลลอฮ นั่นแหละคือ ศาสนาอันเที่ยงตรง แต่มนุษย์ส่วนมากไม่รู้" การสำส่อน มั่วกาม นอกกรอบในอดีตพระองค์ทรงลงโทษดังนี้พระองค์ตรัสไว้ในอัลกุรอาน พระพจนาถชื่อ อัล อิสรออ์ พระบัญญัติที่ 16 ว่า "เมื่อเราปรารถนาที่จะทำลายหมู่บ้านใด เราได้บัญชาให้พวกฟุ่มเฟือยเจ้าสำราญ(ให้จงรักภักดี ปฏิบัติตามโองการต่างๆ)แล้วพวกเขาก็ฝ่าฝืน ดังนั้น พระดำรัส(การลงโทษ)ก็จะเกิดขึ้นกับพวกเขา ฉะนั้นเราได้ทำลายมันอย่างพินาศ"ปัจจุบันใครว่าเอดส์ลดลง เพิ่มขึ้นอย่างมาก พร้อมกับรสนิยมทางเพศที่หลายหลายรูปแบบ ซึ่งไม่เป็นไปตามฟิฏเราะฮแห่งพระผู้ทรงกรุณาปราณี ผู้ทรงเมตตายิ่งเสมอ ขอให้ใครครวญโรคที่มากับความสำส่อนทางเพศ โรคที่มาจากนก และโรคที่มาจากหมู เหล่านี้เป็นสิ่งที่ขัดกับหลักที่พระองค์ประทานไว้ ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงดู สภาพแวดล้อม และความสัมพันธ์ที่ไม่เป็นไปตามศาสนบัญญัติ ที่สำคัญโลกมุสลิมถือว่าเรื่องนี้เป็นรเรื่องเลวร้ายและผู้ปฏิบัติจะต้องเลิกพฤติกรรมดังกล่าวอย่างสิ้นเชิงเป็นข้อห้ามของศาสนาและพระผู้เป็นเจ้ารังเกียจบุคคลที่มีพฤติกรรมปฏิเสธเหล่านี้ ล่าสุดประเทศมุสลิมไม่ว่าจะเป็นมาเลย์ อินดด หันกลับมาแก้กฎหมายเพิ่มโทษที่หนักและรุนแรงขึ้นของบุคคลประเภทนี้ ตามหลักชารีอะห์พระผู้เป็นใช้ให้ตักเตือกเพื่อลุแก่โทษเพื่อเลิกพฤติกรรมนี้หากยังฝืนปฏิบัติ ไม่ยอมเลิก ให้มัดเขากับเสาและใช้ก้อนหินโยน(ปา)ให้เขาตาย