วัฒธรรมไทยอันล้ำค่าควรรักษาและถ่ายทอดปรัชญาจากวัฒนธรรมสู่รุ่นต่อๆไป

ประเพณีตรุษสงกรานต์

 

ความหมายประเพณีสงกรานต์

                คำว่า  ตรุษสงกรานต์  เป็นชื่อของเทศกาล  ๒ เทศกาล  ที่ประชาชนปฏิบัติสืบๆ กันมา   คือ  เทศกาลตรุษ  เป็นการเฉลิมฉลองส่งท้ายปีเก่า คือ สิ้นเดือน ๔     และกะเทศกาลสงกรานต์  เป็นการเฉลิมฉลองวันขึ้นปีใหม่ คือ ออกใหม่  ๑ ค่ำ เดือน ๕   เป็นวันเปลี่ยนจุลศักราชใหม่   ตามที่ปรากฏในพระราชพิธีสิบสองเดือน  ของ ร.๕  

                คำว่า  สงกรานต์  เป็นคำมาจากภาษาสันสกฤต  หมายถึง  เวลาที่ดวงตะเว็นเคลื่อนจากราศีมีน  สู่ราศีเมษ  เอิ้นว่า  มหาสงกรานต์   โดยกำหนดตามสุริยคติ  กะตก  วันที่  ๑๓  เมษา  วันที่  ๑๔  เมษาเป็นมื้อเนาน้ำ     ส่วนมื้อเถลิงศก / เปลี่ยนจุลศักราช  กะคือ  มื้อวันที่ ๑๕  ของสู่ปีนั่นเอง

สาเหตุของประเพณีสงกรานต์

                มีนิทานซึ่งเป็นเทพนิยายในศาสนาพราหมณ์เกี่ยวกับมื้อสงกรานต์อยู่ว่า   มีลูกชายเศรษฐีผู้หนึ่ง  ซึ่งเป็นผู้รอบรู้ในมงคล ๑๒ ประการ  และเป็นผู้ฉลาดหลักแหลม  ฮู้ทั้งภาษาคนและภาษาสัตว์  ซื่อว่า  ธรรมบาลกุมาร 

                ท้าวกบิลพรม  ซึ่งมีลูกสาวงามอยู่ ๗ นาง   อยากลองภูมิกับธรรมบาลกุมาร   ว่าสิรอบรู้สู่สิ่งอยู่อย่าง  สมกับสิบบ้านซ่าห้าบ้านลือบ่   กะเลยตั้งปัญหาถามกุมาร  ๓  ข้อ   ว่า   ตอนเช้าราศีมนุษย์อยู่หม๋องได๋   ตอนกลางเว็นราศีอยู่หม๋องได๋    ตอนค่ำราศีอยู่หม๋องได๋   โดยให้เอาหัว (ศรีษะ) เป็นเดิมพัน   ให้เวลาไปคึด  ๗  มื้อ

                ธรรมบาลกุมาร  คึดปานได๋กะคึดบ่ออก   จนฮอดเวลา  ๖ มื้อ  กะเลยไปนั่งทอดอาลัยอยู่ใต้ต้นตาล  ว่าเจ้าของต้องแพ้และกะถืกตัดหัวแน่นอนเลย   นั่งบ่โดนกะได้ยินเสียงแหลวขะมึดใหญ่  (นกอินทรีย์)  ผัวเมียคู่หนึ่งคุยกันว่า   มื้ออื่นเซ้าเฮาต้องไปถ้ากินซี้นของธรรมบาลกุมาร  เพราะว่าลาวคงบ่มีทางทวยปัญหาของกบิลพรมได้     ว่าแล้วแหลวโตแม่กะเลยถามโตผู๋ว่า  แล้วปัญหามันมีคำตอบว่าจั่งได๋  ว่าแล้วแหลวผู้ผัวกะเฉลยให้ฟังว่า

                                -  ตอนเซ้า  ราศีอยู่ที่หน้า

                                -  ตอนกลางเว็น  ราศีอยู่ที่เอิ๊ก

                                -  ตอนค่ำ  ราศีอยุ่ที่ตีน

ธรรมบาลกุมารซึ่งฟังภาษาสัตว์ออกกะเลยได้คำตอบ   พอแต่ฮอดมื้ออื่นเซ้าไปตอบกบิลพรมได้ถืกต้อง   กบิลพรมกะเลยต้องถืกตัดหัวตามคำหมั๋นสัญญา

                แต่ว่าหัวกบิลพรมเป็นผู้มีอิทธิฤทธิ์หลาย   ถ้าหากตกลงดิน สิเกิดไฟลามไหม้ไปทั่วหัวระแหง   ถ้าตกลงสมุทรหลวง  น้ำทะเลสิเหยแห้ง    ถ้าหากลอยเวินขึ้นเวหาฟ้าสิผ่า  โลกาเฮาสิเกิดแล้งฝนฟ้าบ่หลั่งฮวย

เพราะฉะนั้น  ลูกสาวทั้งเจ็ดของกบิลพรมจั่งได้เอาพานมารองรับเสียรพ่อไปเวียนฮอบเขาพระสุเมรุทุกๆ ปี   โดยผลัดเปลี่ยนกันคนละปี   ในมื้อครบรอบวันมหาสงกรานต์นี่เอง

                ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๓๒  เป็นต้นมา  ทางราชการไทยได้ถือเอามื้อวันที่ ๑ เมษายนเป็นวันขึ้นปีใหม่     ต่อมา พ.ศ.๒๔๘๔  จั่งได้เปลี่ยนเอามื้อ  ๑ มกราคมเป็นมื้อขึ้นปีใหม่ ตามแบบอารยประเทศสากลทั้งหลาย

 

วิธีปฏิบัติในประเพณีสงกรานต์

๑.  พิธีทำบุญตักบาตรและอุทิศส่วนกุศลให้ผู้วายชนม์   (ทำในวันที่  ๑๓  เมษายน)

๒.  การก่อพระเจดีย์ทราย   (การขนทรายเข้าวัด  บ้วนน้ำหมากคากน้ำลาย  คายของเหม็นคากขี้เท่อ  ใส่ดินวัด)

๓.  การบังสุกุลอัฐิบรรพชน    (ซักอนิจจาหาผู้ตาย)

๔.  การสรงน้ำพระพุทธรูป   (เป็นการใช้น้ำเป็นเครื่องสักการะบูชา  สังคมเกษตรจะให้ความสำคัญกับน้ำ)

๕.  การสรงน้ำพระสงฆ์   (บางแห่งกะสรง  ๓  มื้อ   บางแห่งกะสรง  ๗  มื้อ  หรือ ๙   มื้อกะมี)

๖.  การรดน้ำดำหัว   (เป็นการแสดงความกตัญญูกับญาติพี่น้อง   บางแห่งบ่ได้รดน้ำ   กะตักน้ำให้ผู้เฒ่าอาบ)

๗.  การเล่นสาดน้ำสงกรานต์   (เป็นกิจกรรมเน้นความสนุกสนาน   รดน้ำ  ปะแป้ง)

(ควรแก้

                -  การสาดน้ำอย่างรุนแรงใส่ผู้คน  ทำให้แสบตาหรือแจ็บ

                -  การสาดน้ำใส่ยวดยานพาหนะอย่าแรง  จนอาจเสียหลักหรือเกิดอุบัติเหตุได้

                -  การใช้น้ำที่บ่เหมาะสม   เช่น  น้ำคลองสกปรก  หรือน้ำสี   หรือน้ำผสมน้ำแข็ง

                -  การเล่นสาดน้ำบนถนนหนทาง  จนลืมระมัดระวังเรื่องอุบัติเหตุเกี่ยวกับรถรา

๘.  การปล่อยนกปล่อยปลา /  ไถ่ชีวิตโคกระบือ

๙.  การเล่นนักขัตฤกษ์   (เป็นการละเล่นรื่นเริงประจำปี  โดยกะแล้วแต่ท้องถิ่นสินิยมเล่นกัน   เช่น   เล่นสะบ้า  ปาข้าวต้ม  เล่นไม้หิ่ง  ชักกระเย่อ  หรือรำวง     บางหม๋องบางบ่อนกะเอาบุญทอดผ้าป่า  และมีการจ้างหนัง  จ้างหมอลำมาเสพงันกันม่วนกะมี

ประโยชน์ของประเพณีสงกรานต์

                ๑.  เป็นสัญลักษณ์ประจำชาติอย่าหนึ่ง  ต่างชาติรู้จักกันดี

                ๒.  การทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา  เช่น  มีการเคารพพระสงฆ์  มีการทอดผ้าป่าสร้างสิม  สร้างศาลา  หรือบูรณะปฏิสังขรณ์ศาสนวัตถุต่างๆ   ได้เข้าวัดฟังธรรม   จำศีล  ถวายสังฆทาน  ตักบาตรหยาดพกกัน

                ๓.  ส่งเสริมให้ประชาชนมีคุณธรรม

๓.๑  การสรงน้ำพระ   คือ  พุทธรูปและพระสงฆ์  ทำให้พุทธศาสนิกชนได้แสดงออกถึงความศรัทธา

๓.๒  เมื่อพระสงฆ์ได้รับเครื่องสักการะก็ได้ให้พร  เป็นการกล่าวให้อภัยในกรรมที่ศาสนิกชนได้เฮ็ดไปแล้ว

๓.๓  เฮ็ดให้เกิดความสามัคคี  (ผ้าป่า  การโฮมเต้ากัน  การเนาน้ำ)

๓.๔  เป็นการแสดงความกตัญญูกับวงศาคณาญาติ

                ๔.  เป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว  เป็นช่วงที่ชาวต่างชาตินิยมเข้ามาเที่ยวหลายคือกัน