การทำงานดีไม่จำเป็นจะต้องป่าวประกาศ สักวันเจ้านายคงเห็นเอง

1. ก็เพราะมีนิสัยส่วนตัว “ชอบเกี่ยงงาน” น่ะสิ! สาเหตุแรกนี้ตอบแบบกำปั้นทุบดินก็เพราะว่าพนักงานมีนิสัยไม่ดี เกียจคร้าน ชอบเอาเปรียบเพื่อนฝูง สรุปว่าต้องโทษ DNA ที่อาจสืบทอด หรือแตกเหล่าจากบรรพบุรุษอันเป็นเหตุผลทางชีววิทยาผนวกกับจิตวิทยา

2. เพราะองค์กรไม่มีระบบการจัดแบ่งงานที่ชัดเจน หลายองค์กรมีปัญหานี้ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญมากที่ทำให้เกิดปัญหาตามมาหลายประการ ไม่ใช่เฉพาะการเกี่ยงงานเท่านั้น องค์กรแบบไทยๆ บางองค์กรชอบใช้วิธีบริหารแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย ช่วยเหลือกันไป จึงมักไม่กำหนดหน้าที่รับผิดชอบไว้ชัดเจน เพราะเกรงว่าถ้ากำหนดไว้จำเพาะเจาะจงมากไป จะทำให้พนักงานยึดกับคำพรรณนางาน (Job Description) แบบไม่ยืดหยุ่น คือจะไม่ยอมทำอะไรนอกเหนือไปจากคำพรรณนางานนั้นเลย

การที่งานจะสำเร็จลงได้ก็เพราะพนักงานมีสำนึกรับผิดชอบ มีน้ำใจ และมีความสามัคคีกลมเกลียวกันเป็นพื้นฐาน แต่ถ้าสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมขององค์กรไม่ส่งเสริมให้พนักงานมีความกลมเกลียวและไว้ใจเชื่อใจกันมากพอ  นำไปสู่ความขัดแย้งในที่สุด

3. เกี่ยงงานเพราะนายทะเลาะกัน เคยพบไหมคะ? บางทีลูกน้องก็ไม่ได้รังคัดรังแคซึ่งกันและกันหรอก แต่เพราะผู้บังคับบัญชาอีกแผนกไม่ถูกกับแผนกของตน ดังนั้น พอนายไม่ชอบหน้ากันก็เลยสั่งให้ลูกน้องเน้นแต่งานเฉพาะแผนกของตน อะไรๆ ที่เคยเอื้อเฟื้อกันและกันก็ให้เลิกเสีย แบบนี้เขาเรียกว่า นายไม่ดีเสียเอง

4. เกี่ยงงานเพราะทำดีไปก็ไร้ประโยชน์ สาเหตุนี้ก็พบบ่อยค่ะ ความจริงเรื่องนี้พอสาวเข้าไปลึกๆ ก็พบว่าปัจจัยต้นเหตุก็อยู่ที่ผู้บริหารและนโยบายของบริษัทนั่นเอง นายบางคนขาดประสิทธิภาพ ความถี่ถ้วนที่จะมองเห็นว่าลูกน้องคนใดสร้างผลงานจริง คนใดไม่มีผลงาน แต่ถนัดเอาหน้าเก่ง ดังนั้น พอถึงเวลาประเมินผลจึงประเมินผลผิดพลาด ทำให้คนมีผลงานไม่ได้รับรางวัลที่สมควร ส่วนคนผลงานน้อยกลับได้รางวัลไป เมื่อผลการประเมินเป็นเช่นนี้ คนมีผลงานก็เลิกทำงานเพราะท้อใจ หันมาเอาดีทางเกี่ยงงานดีกว่า ส่วนคนที่เกี่ยงงานแล้วได้ดี ก็ยิ่งฝึกปรือวิทยายุทธ์การเกี่ยงงานให้ฉกาจฉกรรจ์ยิ่งขึ้น เลยไม่ต้องมีใครทำงานกันเลย!

5. เกี่ยงงานเพราะเคยสบายมามากแล้ว  พอมารับงานใหม่ ๆ บ้างเกิดอาการไม่อยากทำทันที

 

                การทำงานดีไม่จำเป็นจะต้องป่าวประกาศ   สักวันเจ้านายคงเห็นเอง