หมอพื้นบ้านต้นแบบ

        โครงการศึกษาภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพ เพื่อการพึ่งตนเอง ของชมรมหมอพื้นบ้าน สืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี มีข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับ    หมอพื้นบ้านในพื้นที่ 5 ตำบล มีหมอพื้นบ้านที่เข้าร่วมโครงการ 115 คน 4  กลุ่ม  ได้แก่ กลุ่มที่ใช้ยาสมุนไพร 88 ตำรับ กลุ่มที่ใช้วิธีเป่าเพื่อการรักษา  46 ตำรา กลุ่มที่ใช้การนวด 3 คน และกลุ่ม         หมอตำแย 9 คน จัดกลุ่มอาการที่ยังดำรงการรักษาในชุมชนมีชาวบ้านที่เจ็บป่วยไปหารวมถึง             50 อาการ 150 วิธีการรักษา มีการประมาณการเบื้องต้นในกลุ่มที่มีหมอพื้นบ้าน ได้แก่  กลุ่มหมอรักษากระดูกหัก รักษาไข้หมากไม้ รักษางูสวัด และอื่น ๆ นั้นมีคนป่วยไปหาประมาณ 33,000 คนต่อปี        คิดเป็นมูลค่าบริการประมาณ 100,000 บาท ซึ่งหากเทียบเคียงการรักษาในอาการงูสวัดต่อคนป่วย        1 คนนั้น การรักษาแผนปัจจุบัน ค่ายา มูลค่า 1,000 บาท ค่านอนเตียงโรงพยาบาลรวมทั้งค่าใช้จ่ายจากการหยุดงานของคนป่วยและเพื่อนบ้านประมาณ 5,000 บาท หากรักษากับหมอเป่างูสวัดเพื่อรักษาอาการปวดแสบทรมานและกินยาแผนปัจจุบันร่วมด้วย ค่าใช้จ่ายที่ต้องนอนโรงพยาบาลแทบจะไม่ต้องสูญเสียอะไร  การดำเนินงานในปีที่ผ่านมานั้นได้ดำเนินงานชมรมหมอพื้นบ้านได้ทำข้อตกลงในการสนับสนุนค่าตอบแทนให้แก่หมอพื้นบ้านในการเก็บข้อมูลความเจ็บป่วยและการรักษาคนป่วยที่มารับการรักษาจากตน และสร้างการมีส่วนร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบล ทั้ง 5 ตำบล  ได้แก่  ตำบลนาคำ  ตำบลนาไหม  ตำบลบ้านจันทน์  ตำบลบ้านม่วง  ตำบลวังทอง  และระบบสาธารณสุขในตำบล  คือ  สถานีอนามัยทั้ง  5  ตำบล  ได้แก่  ตำบลนาคำ  ตำบลนาไหม  ตำบลบ้านจันทน์  ตำบล  บ้านม่วง  ตำบลวังทอง  โดยจะรวบรวมข้อมูลการรักษาในแต่ละเดือนนำเสนอให้ทั้ง 2 องค์กรได้รับรู้     โดยมีชมรมทำหน้าที่ผู้รวบรวมและประสานงานข้อมูล ได้เริ่มทดลองดำเนินงานในเดือนตุลาคม 2551 ที่ผ่านมา ในการดำเนินงานในปีที่ 2 นี้ จะได้ดำเนินงานต่อเนื่องและขยายผลโดยการกระตุ้นให้     หมอพื้นบ้านและชุมชนในตำบลอื่น ๆ ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน และนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์           ทั้งคุณภาพและปริมาณ ในประเด็นอาการที่มีคนป่วยมารักษามากอย่างน้อย 5 ประเด็น โครงการในปีที่ 2 นี้ ชมรมได้เตรียมการสร้างเยาวชนในท้องถิ่นที่ด้อยโอกาสให้เข้ามามีส่วนร่วมในการสืบทอด   ภูมิปัญญาโดยทดลองจัดรูปแบบการทำงานให้เยาวชนได้ร่วมเรียนรู้  ได้แก่  แนวทางการเก็บข้อมูลด้านภูมิปัญญาท้องถิ่นสุขภาพ , การจัดเวทีหมอพื้นบ้านสัญจร , การจัดสำรวจฐานทรัพยากรในพื้นที่ (คน-หมอพื้นบ้าน ตำรา-ใบลาน ป่าสมุนไพร) พร้อมทั้งการอ่านใบลาน ทั้งนี้ภายใต้การจัดการโครงสร้างและองค์กรชมรมให้เข้มแข็งและมีการบริหารจัดการที่ดี

                ในสถานการณ์ปัจจุบันคณะกรรมการชมรมหมอพื้นบ้านสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นอำเภอ   บ้านดุง  เริ่มมีบทบาทในการประสานงานกับองค์การบริหารส่วนตำบล ทั้ง 5 ตำบล  ได้แก่  ตำบล     นาคำ  ตำบลนาไหม  ตำบลบ้านจันทน์  ตำบลบ้านม่วง  และตำบลวังทอง  รวมทั้งเครือข่าย            สภาประชาชนขององค์การบริหารส่วนจังหวัดอุดรธานี  แต่อย่างไรก็ตามเนื่องจากการบริหารงบประมาณขององค์การบริหารส่วนตำบลซึ่งพร้อมที่จะสนับสนุนให้การดำเนินงานของชมรม ฯ     ซึ่งองค์การบริหารส่วนตำบลขอให้เห็นผลงานการเก็บข้อมูลคนไข้ระยะหนึ่งก่อนเพื่อใช้เป็นฐานคำนวณยอดงบประมาณที่จะใช้ในการสนับสนุน  รวมทั้งในช่วงปลายปี  2551  มีการเปลี่ยนแปลง     ผู้บริการองค์การบริหารส่วนตำบล  (เลือกตั้งตามวาระ)  และผ่านการประชุมวาระงบประมาณไปแล้ว

                ในส่วนของหมอพื้นบ้านต้นแบบ  โครงการได้คัดเลือกกลุ่มอาการที่ชุมชนให้ความสำคัญ   กับวิธีการรักษาแบบพื้นบ้าน  ได้แก่  งูสวัด  ไข้หมากไม้  กระดูกหัก  เพื่อให้มีข้อมูลในการสร้าง  ความมั่นใจให้กับชุมชนว่าการรักษาโดยใช้องค์ความรู้แบบพื้นบ้านสามารถรักษาโรคหรืออาการป่วยได้จริง

                    โครงการศึกษารูปแบบของการจัดระบบสุขภาพท้องถิ่น  ของกลุ่มอาการความเจ็บป่วยที่หมอพื้นบ้านยังดำรงการดูแลรักษาอยู่  เป็นโครงการต่อเนื่องจากโครงการศึกษาภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพเพื่อการพึ่งตนเอง  เมื่อปี  พ.ศ.2551  ซึ่งได้ทำการรวบรวมความรู้ในการวินิจฉัยโรคแบบพื้นบ้านของหมอพื้นบ้าน  และได้กำหนดรูปแบบของค่าตอบแทนสำหรับการเก็บข้อมูลผลการบำบัดรักษาอาการเจ็บป่วยของหมอพื้นบ้าน  จึงมีความตั้งใจที่จะทำให้เกิดรูปธรรมการดำเนินงานและพื้นที่ที่จะได้ใช้ความรู้ที่รวบรวมมาไว้จริง  โครงการนี้มีความตั้งใจ  3  ประเด็นหลัก  ได้แก่

  1. พัฒนาระบบบริหารจัดการองค์กร มีการประชุมคณะกรรมการประจำ / มีเจ้าหน้าที่สนามที่คล่องตัว  ในการช่วยประสานงานและสามารถเติบโตขึ้นเป็นนักพัฒนาของท้องถิ่นตนเองได้
  2. พัฒนาระบบการเก็บข้อมูลการรักษาของหมอพื้นบ้าน โดยให้มีการบันทึกการรักษาโดยหมอพื้นบ้านเองหรือผู้ช่วยหมอ (ผู้ประสานงานในระดับตำบล)
  3. วางรูปแบบการถ่ายทอดผ่านการอบรมหมอยาน้อย

และได้ดำเนินการ  ดังนี้

พัฒนาระบบบริหารจัดการองค์กร (มีการประชุมคณะกรรมการประจำ / มีเจ้าหน้าที่สนามที่คล่องตัวในการช่วยประสานงานและสามารถเติบโตขึ้นเป็นนักพัฒนาของท้องถิ่นตนเองได้

  • การประชุมได้ดำเนินการเป็นประจำ  โดยคณะกรรมการหมอพื้นบ้านมาเข้าร่วมและพร้อมใจกัน  และในเวทีการประชุมคณะกรรมการสิ่งที่เกิดขึ้นคือภาวะผู้นำของคณะกรรมการที่ไม่ใช่เอาแต่ฟังพี่เลี้ยง พี้เลี้ยงมีหน้าที่ขมวดประเด็นและแนะนำบางครั้ง  คณะกรรมการจะใช้เวลาในการถกบางประเด็นอย่างเข้มข้น (จนต้องจำกัดเวลาว่าประเด็นนี้กี่นาที)
  • เจ้าหน้าที่สนามไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ  แต่ใช้วิธีการเรียนรู้จากการทำงาน โดยให้เข้าร่วมกิจกรรมของเครือข่าย  ที่ผ่านมามีกิจกรรมที่ทำให้พัฒนา  เช่น เป็นวิทยากรกลุ่มให้แก่เครือข่ายภาคอีสานในการทบทวนความรู้การดูแลสุขภาพ 9 ประเด็น (2 ครั้ง ๆ ละ  1 วัน) , เป็นผู้จัดการการประชุมของคณะกรรมการชมรม , ลงบันทึกข้อมูลของ    หมอพื้นบ้าน 200 บันทึก (ตั้งแต่เริ่มโครงการ)
  • อบรมการจัดการองค์กรให้แก่คณะกรรมการชมรมและเจ้าหน้าที่สนาม ทำให้มีทักษะความรู้ในการจัดการองค์กร อย่างไรก็ตามเนื่องจากคณะกรรมการชมรมก็เป็นชาวบ้าน  การทำงานอาจจะไม่เป็นระบบแบบราชการ แต่ก็เป็นระบบเอื้ออำนวยแบบชาวบ้านกันเอง สบาย ๆ ซึ่งน่าจะดีกว่า แต่ก็มีคณะกรรมการบางท่านมักจะบอกว่าไม่เห็นหนังสือเชิญประชุม (อาจจะเริ่มยึดติดเกินไป)

พัฒนาระบบการเก็บข้อมูลการรักษาของหมอพื้นบ้าน โดยให้มีการบันทึกการรักษาโดยหมอพื้นบ้านเองหรือผู้ช่วยหมอ (ผู้ประสานงานในระดับตำบล)

  • ในช่วงแรก หมอพื้นบ้านยังบันทึกข้อมูลการรักษาได้ไม่ครบถ้วน และยังไม่เห็นความจำเป็น แต่เมื่อเริ่มดำเนินการมอบค่าตอบแทนก็มีการตื่นตัวในการบันทึกมากขึ้น
  • จากข้อมูลการดูแลอาการเจ็บป่วยของหมอพื้นบ้านในชุมชน  ทำให้ได้รายละเอียดของการดูแลสุขภาพท้องถิ่นในแบบฉบับของหมอพื้นบ้านที่ชัดเจนขึ้น ทั้งลักษณะอาการความเจ็บป่วย และวิธีการรักษา

วางรูปแบบการถ่ายทอดผ่านการอบรมหมอยาน้อย

  • ได้มีการจัดอบรมตามเนื้อหา โดยมีการนัดหมายและคณะกรรมการชมรมสามารถบริหารจัดการได้ดีพอสมควร

บทเรียนที่ได้จากโครงการศึกษารูปแบบของการจัดระบบสุขภาพท้องถิ่น  ของกลุ่มอาการความเจ็บป่วยที่               หมอพื้นบ้านยังดำรงการดูแลรักษาอยู่  มีผลการดำเนินงานหมอพื้นบ้านที่ดำเนินการบันทึกข้อมูลผลการรักษาคนป่วย  จำนวน  26  คน  มีข้อมูลคนป่วย  จำนวน  198  กรณีศึกษา  โดยหมอพื้นบ้านที่ประชาชนนิยมไปรักษาด้วยมากที่สุด  คือ  นายสวัสดิ์  พละแสน  ต.วังทอง  โดยมีคนป่วยมารับการรักษา  จำนวน  53  กรณีศึกษา  รองลงมา  คือ  นายสำรวย  ดลวิจิตร  ต.บ้านม่วง  จำนวน  21  กรณีศึกษา  และนายอุ้ย  มะนินศรี  ต.บ้านดุง  จำนวน                    19  กรณีศึกษา

                เมื่อพบว่ามีประชาชนยังนิยมมารักษากับหมอพื้นบ้านอยู่นั้น  แล้วโรคอะไรล่ะที่มารักษา  จากบันทึกการรักษาของหมอพื้นบ้านนำมาวิเคราะห์ทางสถิติพบว่าโรคที่ประชาชนมาให้หมอพื้นบ้านรักษา  คือ  โรคไข้หมากไม้มากที่สุด  รองลงมาคือกระเพาะอาหาร  และหมักหมั้น  (ท้องผูก) 

                มาดูสิว่าหมอพื้นบ้านยอดฮิตและโรคยอดฮิตสัมพันธ์กันยังไง  เมื่อพิจารณาดูว่าหมอพื้นบ้านยอดฮิตคือนายสวัสดิ์  พละแสน  มีคนป่วยมาหาด้วยโรคไข้มากไม้เป็นจำนวนมาก  นายสำรวย         ดลวิจิตร  ก็มีคนป่วยด้วยโรคหมักหมั้น  (ท้องผูก)  มาให้รักษามาที่สุด  และนายอุ้ย  มะนินศรี  ก็มีคนป่วยด้วยโรคกระเพาะอาหารมาหามากที่สุด 

                หมอพื้นบ้านตำบลวังทองมีข้อมูลคนป่วยมากที่สุด  59  ราย  รองลงมา  ต.บ้านม่วง  50  ราย  ต.นาคำ  27  ราย  ต.นาไหม  23  ราย  ต.บ้านดุง  19  ราย  ต.บ้านจันทน์  17  ราย  และ  ต.บ้านตาด       3  ราย 

                เมื่อไปทบทวนกระบวนงานเกี่ยวกับการจ่ายค่าตอบแทนในการเก็บข้อมูลคนป่วย

สถานการณ์

  1. หมอพื้นบ้านมี 2 กลุ่ม กลุ่มที่มีการรักษา จะมีการเก็บข้อมูลมาส่ง ในขณะที่จะมีหมอพื้นบ้านอีกกลุ่มหนึ่งที่มีห่อยาไว้ให้คนป่วยบางครั้งจะมาสั่งเอา เลยคิดว่านั่นมิใช่การรักษา (ยกตัวอย่างเช่นประธานชมรม ไม่เก็บข้อมูลของคนป่วยของตน เพราะบอกว่าเขามาสั่งเอา)
  2. ในกลุ่มที่มีการเก็บข้อมูลคนป่วยนั้น มีหมอที่รักษาไว ใช้เวลาน้อย ทำให้เก็บข้อมูลได้มาก ได้ค่าตอบแทนมาก (ยังเป็นที่สงสัย และเริ่มสงสัย) กับกลุ่มที่ใช้เวลานาน  เริ่มมีการตัดพ้อว่า   “ถ้าไม่ได้ก็คงจะเลิกเก็บ” หรือ “หมอยารักษากว่าจะหายต้องใช้เวลา”
  3. มอบค่าตอบแทนโดยยังไม่ผ่านเวทีรับรอง พึ่งส่งเรื่อง และเชิญหมอมาในวันเดียวกัน

 

ปัญหาการจ่ายค่าตอบแทน

แนวคิดการจ่ายค่าตอบแทน จากแบบบันทึกผู้ป่วยนั้น จ่ายค่าตอบแทน Per Visit (คิดง่าย ติดตามง่าย แต่จะไม่รู้ประสิทธิภาพ ประสิทธิผลของการรักษาของหมอพื้นบ้าน) หรือ Per Success (ถ้าหายถึงส่งแบบบันทึก จะดีกับระบบ เพราะจะมีบันทึกความสำเร็จเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่คนบันทึกต้องซื่อสัตย์ ไม่สักแต่ว่าบันทึกเพื่อเบิก หรืออาจต้องยอมรับการตรวจสอบ)

 

 

ปัญหาอุปสรรค

แบ่งตาม 3 ประเด็นหลักได้แก่

พัฒนาระบบบริหารจัดการองค์กร (มีการประชุมคณะกรรมการประจำ / มีเจ้าหน้าที่สนามที่คล่องตัวในการช่วยประสานงานและสามารถเติบโตขึ้นเป็นนักพัฒนาของท้องถิ่นตนเองได้

  • คณะกรรมการบางท่านพาผู้สังเกตการณ์มาด้วยและคาดหวังว่าจะได้รับค่าพาหนะ ซึ่งต้องทำความเข้าใจว่าไม่ได้อยู่ในโครงการ/กิจกรรม ทำให้ไม่พอใจเล็กน้อย
  • การกำหนดวาระในการประชุมในบางเดือนไม่ชัดเจน
  • มีผู้สังเกตการณ์เข้ามามากเกินไป แทนที่จะเป็นการประชุมหารือของคณะกรรมการ รูปแบบแลยกลายเป็นการประชุมอบรม
  • เน้นการประชุมมากเกินไป ขาดการติดตามชีวิตชีวาในพื้นที่ ซึ่งได้ทำเพียง 1  ครั้ง ที่ บ้านพ่อหนูจี

พัฒนาระบบการเก็บข้อมูลการรักษาของหมอพื้นบ้าน โดยให้มีการบันทึกการรักษาโดยหมอพื้นบ้านเองหรือผู้ช่วยหมอ (ผู้ประสานงานในระดับตำบล)

  • โครงการได้วางระบบไว้ว่าหลังจากหมอเก็บข้อมูลแล้วจะผ่านเรื่องมายังผู้ประสานงานตำบลรวมเรื่องให้เจ้าหน้าที่สนามตรวจสอบความสมบูรณ์ และทุกวันที่ 25 จะรวมเป็นแต่ละตำบลเสนอผ่านให้แก่ อบต. สอ. ได้ทราบความเป็นไป แล้วจึงนำมารับรองในการประชุมคณะกรรมการ แต่ปัญหาที่พบคือ
  • ผู้ประสานงานตำบลส่วนหนึ่งไม่ได้ทำหน้าที่รวบรวมและตรวจทานเบื้องต้นในแบบบันทึกข้อมูลผลการรักษา
  • แบบบันทึกของหมอบางคนบันทึกไม่ละเอียดและมีจำนวนมาก ทั้งที่ทำความเข้าใจแล้วแต่ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข
  • หมออาจจะรวบรวมแล้วนำมาส่งเองกับเจ้าหน้าที่สนาม
  • ยังไม่ได้รวมเสนอผ่าน อบต. / สอ. เพราะมักจะนำมาเสนอในที่ประชุมคณะกรรมการเลย (เข้าลักษณะตกกระไดพลอยโจร)

วางรูปแบบการถ่ายทอดผ่านการอบรมหมอยาน้อย

  • หลังการอบรมแล้วขาดการติดตามใบงานที่มอบให้หมอยาน้อย ขาดกิจกรรมที่ต่อเนื่อง หมอยาน้อยบางคนก็สนใจไต่ถามมายังชมรม แต่เนื่องจากยังไม่มีกิจกรรมลงไปทำให้เริ่มห่าง