วันที่ 26 สิงหาคม 2552  

       “โอฮาโย”... เสียงทักทายในยามเช้า   วันนี้สงสัยว่าทุกคนจะตื่นเช้ากันนะไม่ใช่อะไรหรอกก็วันนี้เป็นที่ทาง

โรงเรียนจะพาไปชมสถานที่ท่องเที่ยวของตาพระยาว่ามีสถานที่ไหนน่าท่องเที่ยวบ้างแต่ว่าก่อนจะไปไหนคนที่มีหน้าที่ที่จะต้องล้างจานทำอาหารก็ต้องไปทำเวรของตัวเองให้เรียบร้อยก่อน เมื่อทานข้าวกันเรียบร้อยก็จะมีเด็กนักเรียนจำนวนหนึ่งร่วมเดินทางไปกับเราด้วย เมื่อทุกคนพร้อมก็เตรียมตัวออกจากโรงเรียนเวลาประมาณ 09. 00 น. เมื่อรถที่นำทางไปสู่แหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ก็ขับไป พร้อมกับความสนุกสนานเมื่อเด็กๆ ช่วยกันร้องเพลงเพื่อความเพลิดเพลิน ไม่ว่าจะร้องจะเต้นทำให้คนบนรถไม่เหงาและยังสนุกไปกับเด็กๆ ด้วยนะ

 

          เมื่อมาถึงสถานที่ท่องเที่ยวที่แรกของเราก็คือ “อุทยานแห่งชาติตาพระยา”  ทุกคนก็ต้องมารวมตัวกันที่ใต้ต้นไทร เพื่อที่จะเดินทางขึ้นไปชมวิวบนยอดเขาระยะทางก็น่าจะประมาณ  3  กิโลเมตรได้  ก็จะมีวิทยากรมาแนะนำในการเดินทาง  และอธิบายถึงที่มาของอุทยานแห่งชาติตาพระยา  ซึ่งอุทยานแห่งนี้ได้รับตั้งเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติอีกด้วย ไม่มีเพียงแค่นี้ยังมีอุทยานแห่งชาติปางสีดาก็ยังได้รับเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติอีกด้วยและยังมีอีกมากที่ไม่ได้เอ่ยถึง  ซึ่งอุทยานแห่งชาติเหล่านี้ถูกตั้งขึ้นได้ก็สามารถถูกถอนออกจากมรดกโลกได้เหมือนกัน  จึงอยากให้ทุกคนช่วยกันดูแลรักษาไม่ว่าจะเป็นผู้ที่มาจากที่อื่นหรือผู้ที่คอยดูแลอยู่แล้ว หากช่วยกันรักษายังคงสภาพป่าไว้เป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์อยู่แบบนี้ อำเภอตาพระอาจจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญอีกสถานที่หนึ่งก็ได้  และก่อนที่เราจะเดินทางขึ้นไปชมวิววิทยากรก็มีข้อปฏิบัติที่ผู้เดินทางทุกท่านจะต้องปฏิบัติตามก็คือ

 

             1.ห้ามทิ้งขยะ เพราะว่าสัตว์ป่าที่ออกมาหากินอาจจะได้รับประทานถุงพลาสติกที่ทิ้งไว้ทำให้สัตว์ป่าอาจถึงแก่ชีวิตได้ และจะทำให้สัตว์ป่าที่หาดูได้ยาก ก็อาจจะไม่สามารถพบเห็นได้อีกเลย 

             2.ห้ามส่งเสียงดัง เพราะว่าสัตว์ป่าที่กำลังออกมาหากินจะตกใจและอาจจะทำร้ายผู้ที่เดินทางก็ได้

 

          เอ้า!  เมื่อรู้ข้อปฏิบัติแล้วก็ถึงเวลาเดินทางซะที  ผู้นำทางของเรา มีชื่อว่า  น้า เกษม  ซึ่งจะเป็นผู้นำทางพาเราขึ้นเขาไปชมวิวสวยๆ บนยอดเขาแห่งนี้  ในระหว่างการเดินทางก็พบเจอสิ่งต่างๆ มากมาย  เช่น รอยเท้ากระทิง งู ซึ่งเป็นงูตัวเล็กๆ กำลังเกาะอยู่ที่กิ่งไม้ ฯลฯ  แต่ในช่วงการเดินทางนั้น แอบมีคนร่วมทางบางคนเริ่มจะเดินไม่ไหวเอามากๆ นั้นก็คือพี่นกนั้นเอง (สงสัยว่าจะแก่เต็มที่แล้วนะยาย )  เดินตามหลังคนอื่นตลอดเวลาไม่ใช่แค่เธอช้ายังทำให้คนอื่นช้าไปด้วย (ก็ร่างกายของพี่นกรับน้ำหนักตัวเองไม่ไว้ก็เลยมีแรงโน้มถ่วงเยอะ)  โอ้ย!  ถึงแม้จะเหนื่อยจะร้อนแต่ก็ต้องอดทนเพื่อที่จะได้ชมวิวสวยๆ  

 

เมื่อเวลาผ่านไปแล้วผ่านไปอีกก็ถึงจุดมุ่งหมายของทุกคนในที่สุด พอเห็นแล้วความเหนื่อยก็หายเป็นปลิดทิ้ง วิวที่นี่สวยมากถึงขั้นว่าไม่มีคำบรรยายถึงความสวยเลยทิวทัศน์จะเหมือนเป็นทะเลแต่เป็นทะเลป่านะ  ป่าไม้เขียวขจีซึ่งบ่งบอกได้ว่าที่ป่าแห่งนี้ยังคงความอุดมสมบูรณ์ของป่าอยู่ เมื่อภาคเหนือมีทะเลหมอกที่นี่ก็มีทะเลป่าไม้ที่เขียวขจีเหมือนกัน  เฮ้อ  ไม่เสียแรงที่ที่อดทนขึ้นมาบนยอดเขานี้  (บริเวณลานจอดรถของผู้ที่มาอุทยานแห่งนี้นั้นเปรียบเสมือนว่าเป็นไข่แดงในไข่ดาวก็ว่าได้) เมื่อชมวิวจนจุใจแล้วก็ถึงเวลาที่จะต้องลงเขาแล้วเด็กที่เดินทางมาด้วยกันเก่งมากถึงแม้จะเหนื่อยแต่ว่าพวกเด็กๆ ก็ยังมีแรงลงกันมาได้ แต่ว่าเวลาลงนี่สนุกกว่าตอนขึ้นเยอะเลยถึงแม้ว่าจะชันบางแต่ก็มาถึงอย่างรวดเร็วและทุกคนก็ลงมาถึงจุดหมายอย่างปลอดภัยกันทุกคนไม่มีใครได้รับอันตรายทั้งสิ้น...

 

      หลังจากนั้นก็ออกจากอุทยานแห่งชาติตาพระยา ไปทานข้าวกันที่เขื่อนห้วยยาง ถือว่าเป็นเขื่อนที่ใหญ่เหมือนกันแต่ก็ไม่ได้เที่ยวชมอะไรแวะมาทานข้าวอย่างเดียว เมนูอาหารก็จะเป็นเมนูปลาแต่ว่ามีแต่อร่อยๆ ทั้งนั้น (พูดถึงแล้วก็หิวอีก) และก็จะมีท่านอาจารย์จากโรงเรียนบ้านลองธรรมชาติมาเยี่ยมซึ่งโรงเรียนนี้ค่ายก็เคยไปสร้างห้องเด็กอนุบาลเหมือนกัน  มีทั้งผักผลไม้มาจากเยอะแยะมากมาย  เมื่อได้ทานอาหารกันอิ่มกันถ้วนหน้า (รึเปล่า!)  ก็จะมีเด็กนักเรียนจะต้องกลับก่อนเพราะว่ารถที่พาเที่ยวมีธุระที่จะต้องไปทำต่อ แต่ลุงเคอิจิและลุงทาคูมิก็กลับพร้อมเด็กเพราะว่ามีบางส่วนที่จะไปเที่ยวละลุต่อแต่ลุงเคยมาแล้วก็เลยไม่ไป

 

             มาถึงที่เที่ยวแล้วก็จะมีรถซึ่งอาจจะเรียกไม่เหมือนกันแต่ขอเรียกว่ารถอีแต๊กก็แล้วกันนะ  จะพาพวกเราไปดูละลุ ซึ่งละลุจะอยู่ในบริเวณที่เป็นเหมือนทุ่งนา แล้วดินบริเวณนั้นจะเป็นดินทรายผสมกับดินเหนียวเล็กน้อย  ละลุนี่อาจจะเกิดจากการทรุดตัวของดินเลยทำให้ดินที่แข็งตัวยังคงรูปร่างเป็นลักษณะนั้นแต่เป็นเรื่องที่แปลกดีเหมือนกันอาจจะหาดูได้ยากก็ได้  เมื่อชมละลุเสร็จแล้วก็ไปดูเค้าขุดพลอยอีกนิดหน่อย แต่ว่าที่เค้าขุดได้แต่ละเส้นนี่แพงมากเหมือนกัน

 

     เมื่อกลับมาถึงโรงเรียน  ระยะทางจากละลุมาถึงโรงเรียนเป็นระยะทางที่ไม่ไกลกันมากใช้เวลาในกรเดินทางประมาณ 20-30 นาทีก็ถึงโรงเรียน  ตอนนี้ดูเหมือนว่าทุกคนคงเหนื่อยมาก  คืนนี้ทุกคนคงหลับกันเร็วแน่ๆ เลย  แต่ว่ามันไม่เป็นอย่างที่คิด หลังจากทานข้าวกันแล้ว  ก็ได้ยินเสียงเหมือนว่าตื่นเต้นมาก คือคนญี่ปุ่นเค้าออกมาดูดาวกัน จนคนที่มาดูแลที่โรงเรียนยังสงสัยเลยว่ามีอะไรกันหรือเปล่า ดูไปได้ไม่นานท้องฟ้าก็เริ่มครึ้มก็เลยเตรียมตัวนอนกันแล้ว แต่ซักพัก  ผอ.ก็เอาเสบียงมาฝากอีก แต่ครั้งนี้เห็นดาวมากกว่าเดิมเพราะท้องฟ้าสว่างขึ้นมาก เห็นดาวหมู่มากแต่ที่น่าใจมากที่สุดคือ เราเห็นกาแลคซีทางช้างเผือกด้วยทำให้คนญี่ปุ่นออกมาดูอีกตื่นยิ่งกว่าเดิม แต่ว่าน่าเสียดายที่เพื่อนอีกสองคนไม่ได้มาดูเพราะว่าหลับแล้วคงจะเหนื่อยมากๆ ก็เลยหลับ วันนี้ ผอ. เอา   “เพิม” มาฝากก็มีลักษณะคล้ายๆ เผือก  กินอิ่มแล้วก็ได้เวลาพักผ่อนเสียทีนะ   “โอยะซุมินาไซ”