สวนกสิกรรมธรรมชาติคงไพร.....3 บัณฑิต สู่ชีวิตที่พอเพียง

หากผมไม่มีโอกาสไปสัมผัสวิถีเกษตรธรรมชาติ ณ สวนกสิกรรมธรรมชาติคงไพร ผมคงไม่มีโอกาสได้สัมผัสกับแนวคิดการทำเกษตรผสมผสานและการน้อมนำแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงมาปรับใช้อย่างแท้จริง ยิ่งได้มีโอกาสพูดคุยแลกเปลี่ยนกับ 3 บัณฑิตหนุ่มที่พึ่งผ่านร้อนผ่านหนาวมาเพียง 30 ปีต้นๆ ซึ่งถือว่าเป็นคนในยุคที่มีการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีและมีการใช้ชีวิตอยู่ในสังคมที่รับอิทธิพลจากระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่ ผมคงไม่ได้มีโอกาสสัมผัสกับอีกมุมหนึ่งของการใช้ชีวิตที่น่าสนใจ ที่อยากนำมาเล่าสู่ท่านฟังครับ

    

อภิชาติ  สางห้วยไพร บัณฑิตวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น พ่วงด้วยประกาศนียบัตรด้านธุรกิจจากสถาบันในออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ กับประสบการณ์ทำงานในต่างประเทศ 5 ปี และ นรงค์ฤทธิ์  สางห้วยไพร บัณฑิตสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล พ่วงด้วยปริญญานิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่กำลังรอสอบเนติบัณฑิตในเร็วๆ นี้ กับประสบการณ์ 3 ปี ในหน่วยงานภาครัฐ สองพี่น้องที่หันหลังให้กับการทำงานในระบบเศรษฐกิจทุนนิยมและระบบราชการ กลับมาเริ่มต้นปรับที่ดินที่มีอยู่ราว 50 ไร่ ด้วยการวางระบบเกษตรแบบผสมผสานและน้อมนำแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ เริ่มด้วยการขุดบ่อน้ำในพื้นที่สวน เพราะเล็งเห็นปัญหาการขาดแคลนน้ำซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการทำเกษตร เสมือนเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงร่างกาย ปรับคุณภาพดินโดยการ“ห่มดิน” ด้วยฟางข้าวเพื่อทำให้ดินมีชีวิต การรักษาไม้ยืนต้นเดิมที่มีอยู่ในพื้นที่สวน และเสริมพันธุ์ไม้ใหม่ที่เหมาะสมกับพืชเดิมที่มีอยู่ ด้วยแนวคิดการปลูกพืช 5 ระดับ คือ พืชใต้ดิน พืชเลื้อย พืชพ้นดิน พืชยืนต้นระดับกลาง และไม้ยืนต้นระยะยาว ในพื้นที่เดียวกัน โดยอาศัยความรู้ด้านการเกษตรจากเพื่อนไร่ติดกัน เริงฤทธิ์  คงเมือง บัณฑิตสาขาส่งเสริมการเกษตร จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งทำงานเป็นช่างภาพและนักเขียนอิสระให้กับกับนิตยสาร National Geographic ไปพร้อมๆ กับการกลับมาเป็นแนวร่วมในการพัฒนาเกษตรแบบผสมผสานให้เกิดความยั่งยืน

    

ประมาณ 5 ปี กับการค่อยๆ คิด ค่อยๆ ทำ ต่อยอดจากของเดิมที่รุ่นพ่อได้ทำไว้ตั้งแต่หลังเกษียณราชการจากการเป็นครู ของบัณฑิตทั้ง 3 คน ทุกวันนี้ไร่ของทั้ง 2 ครอบครัว ที่มีพื้นที่รวมกันราว 60 ไร่ มีพืชทั้งที่สามารถเก็บเกี่ยวได้ทุกวัน เช่น พืชผักสวนครัว พืชที่เก็บได้ทุกเดือน เช่น กล้วย ผลไม้ต่างๆ รวมถึงปลา เป็ด ไก่ ที่เลี้ยงไว้ส่วนหนึ่ง ไปจนถึงไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ที่สามารถเก็บเกี่ยวได้ในในระยะยาว เช่น ยางพารา สักทอง เป็นต้น

นอกจากนั้นในสวนยังปลูกสมุนไพรไว้หลายชนิด ทั้งเพื่อการใช้เอง แบ่งปัน และเป็นแหล่งเรียนรู้ของผู้สนใจ โดยผลผลิตทั้งหมดของสวนนี้จะเป็น “ผลผลิตสีเขียว” ทั้งหมด ปราศจากการใช้สารเคมีทุกชนิด เพราะในสวนมีการทำปุ๋ยอินทรีย์ไว้ใช้เอง บางครั้งมีการไล่แมลงศัตรูพืชบางชนิดจากควันไฟที่เกิดการการเผ่ากิ่งไม้และพืชผลบางส่วนเพื่อสร้างเป็นถ่านคาร์บอนบริสุทธิ์ และกลั่นน้ำส้มไม้เพื่อใช้ประโยชน์ ส่วนการกระจายผลผลิตนั้น เจ้าของสวนกล่าวว่า ผลผลิตทั้งหมดจะเริ่มด้วยการนำมาใช้เองในครอบครัว เพื่อลดค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ที่เหลือจะแบ่งปันไปยังเพื่อนบ้านและชุมชน จนผลผลิตเหลือใช้จึงจะนำเข้าสู่ “ตลาดที่มีสติ” คือ ตลาดที่ไม่เอาเปรียบผู้บริโภค เน้นการแบ่งปันแลกเปลี่ยน มากกว่าการซื้อขายด้วยการตีราคาเป็นค่าเงิน

ทั้งหมดนี้นับว่าเป็นการน้อมนำแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้อย่างสมบูรณ์แบบ คือ ผู้ทำมีทั้งความรู้สมัยใหม่ ผสมผสานกับภูมิปัญญาที่ถ่ายทอดจากคนรุ่นพ่อ ตั้งอยู่บนความพอดี พอประมาณ และสร้างสมดุลของการใช้ชีวิตให้เหมาะสมกับสภาพสังคมปัจจุบัน ผลลัพธ์สุดท้ายจึงไม่เพียงแต่การอยู่ได้ด้วยการพึ่งตนเองเท่านั้น หากแต่เป็นการใช้ชีวิตที่ “อยู่เย็นเป็นสุข” มีร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง จิตใจที่สดชื่น จิตวิญญาณที่เสียสละแบ่งปัน และเกิดปัญญาที่จะช่วยหาทางออกให้กับชีวิต ชุมชน และสังคม ได้อย่างน่าชื่นชม

     

ความฝันเล็กๆ ของ 3 บัณฑิตแห่งสวนกสิกรรมธรรมชาติคงไพร ต.บ้านเพชร อ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ ในอนาคต คือ สร้างสวนเล็กๆ แห่งนี้เป็นศูนย์การเรียนรู้ของชุมชนและผู้ที่สนใจทั่วไป โดยเฉพาะเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่นับวันจะห่างไกลคุณค่าและภูมิปัญญาด้านการเกษตรที่บรรพบุรุษได้สร้างไว้ แม้ว่าคงยากที่จะสวนกระแสสังคมให้คนเหล่านั้นหันกลบมาใช้ชีวิตแบบนี้ แต่อย่างน้อยที่สุดก็เป็นการจุดประกายและเตือนสติให้เห็นคุณค่า และนำแนวคิดบางส่วนไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ในยุคที่สังคมมีความซับซ้อน ก็เป็นที่น่ายินดีแล้ว ซึ่งผมเชื่อความฝันนี้กำลังจะเป็นจริงในอนาคตอันใกล้ อย่างน้อยที่สุด ในวันที่ 23 – 25 ตุลาคม นี้ น้องๆ ชมรมนักอนามัยชุมชน สถานฝึกอบรมและวิจัยอนามัยชนบท คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จะพาเพื่อนๆ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 เข้ามาเรียนรู้แนวคิดดังกล่าว เป็นเวลา 3 วัน 2 คืน ทั้งในส่วนของการทำเกษตรผสมผสาน บนพื้นฐานของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และเรียนรู้วัฒนธรรมชุมชนไปพร้อมๆ กัน เชื่อว่านี่จะเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่จะสานฝันของคนดีที่น่ายกย่องให้เป็นจริงครับ

ด้วยความเคารพรัก