ชีวิตเกือบสามปีที่ผ่านมาวันนี้เป็นวันที่ “เหนื่อย” จริง...
วันนี้เราไม่ได้ทำงานอะไร ไม่ได้ก่ออิฐ ไม่ได้คุมงาน ไม่ได้ออกแรง แต่เรา “เหนื่อยใจ” มาก ๆ
เกือบสามปีที่ผ่านมานี้น่ะเหรอ มันไม่มีคุณค่าอะไรเลยใช่ไหม...?
เกือบสามปีที่ผ่านมานี้ที่ดำรงตนอยู่ใน “ศีล” มันไม่มีคุณค่าเทียบเท่ากับ “คนทุศีล” เลยใช่ไหม...?
ถ้าเรารักษาศีลแล้วไร้คุณค่าเยี่ยงนี้เราจะสู้ “เสียสละ” ลำบากรักษาศีลอย่างนี้ไปทำไม เพราะทำ ๆ ไปก็เป็นเพียงความเสียสละที่ “สูญเปล่า...”
วันนี้เราเหนื่อยกับงาน งานที่ต้องสู้กับคนที่มาเอาเปรียบเรา
เขามาเอาเปรียบ แล้วเราอยู่ในฐานะที่ต้องปกป้องและรักษาผลประโยชน์ของส่วนรวม แต่ตอนนี้สิ่งที่เราตั้งหน้า ตั้งตา ตั้งใจสู้กับ “ไร้ค่า” ไม่มีคุณค่าสู้กับคนที่จ้องจะมาเอาเปรียบเราได้...
นี่แหลนะ คือ หัวใจของนักสู้ที่รู้ ๆ อยู่ว่าสู้ไปก็ “ตายเปล่า...”
แล้วเราจะสู้ไปทำไมเหรอ ทำตัวตามน้ำไปดีกว่ามั๊ง สู้ไปก็เจ็บตัวฟรี เหนื่อยฟรี “สูญเปล่า...”
ใช้เงินฟุ้งเฟ้อ สุรุ่ย สุร่าย ซื้อของแพง ๆ จ่ายเงินค่าช่างแบบมือเติบ รู้สึกว่าทำแบบนี้ก็ไม่ต้องสู้รบปรบมือกับใคร
สิ่งที่เราฝึกฝนมาก็ไม่ได้อะไร เพราะ “ความยุติธรรม” ไม่สามารถใช้เป็น “บรรทัดฐาน” ตัดสินใจในเรื่องอะไรต่ออะไรมิได้เลย...
ความยุติธรรมที่ถูกฝึกฝนให้คิด ให้ยืน ให้อยู่ เพราะเราสู้เพื่อความยุติธรรมแล้วผลลัพธ์ที่ตอบกลับมานั้นเป็นอย่างนี้หรือ...?
เราจะอยู่ไปทำไม สู้ออกไปหาผลประโยชน์ใส่ตัวดีกว่ามั๊ง...!
เกือบสามปีที่ผ่านมานี้เราทำงานฟรีไม่ได้ตังค์สักกะบาท
คนที่ทำงานฟรีนี้ไม่มีคุณค่าเลยเมื่อเทียบกับช่างทั้งหลายที่มาหาทำงานเพื่อ “หาเงิน...”
นั่นน่ะสิเน๊อะ ความท้อแท้มันเป็นเยี่ยงนี้ เราจะ “โง่” สู้ทำความดีไปทำไม
เพราะทำไปก็ “ไร้ประโยชน์”
ความเสียสละที่สูญเปล่า เป็นความโง่เขลาของการ “ตัดสินใจ”
สังคมนี้ ชีวิตนี้จะอยู่และสู้ไปทำไม เพราะไร้ซึ่ง “ความยุติธรรม” อันแท้จริง...

สู้แล้ว...จิตเราเจริญขึ้น...ก็น่าสู้นะเจ้าคะ
สู้แล้ว...จิตคนอื่น...จะเจริญขึ้นหรือเจริญลง...นั่นก็ช่างเขาเถิด
เพียงแต่น้อมรับและขอบพระคุณ...เขาที่ทำให้เราได้มองเห็นการต่อสู้ของเรา...
...
ไม่มีอะไรที่สูญเปล่า...
ในเส้นทางของนักต่อสู้...