ย้อนความหลัง ครั้งอดีตนานมาแล้ว ผมมักใช้ชีวิตยามว่าง จมปลักอยู่กับการอ่านหนังสือ.... ในความหลากหลายของหนังสือที่อ่าน.มีวรรณกรรมและนิยายที่ผมติดงอมแงม นอกจากนิยายจีนของ น.นพรัตน์และ ว.ณ เมืองลุงแล้ว เพชรพระอุมากับสามก๊ก ก็ทำเอาผม..อ่านจนพระออกบิณฑบาตช่วงเช้า หลายครั้งหลายครา ด้วยกัน เพชรพระอุมานั้น..ผมอ่านได้เพียง ๒๒ เล่มเท่านั้น คือ ตอนไพรมหากาฬ ๕ เล่ม,ดงมรณะ ๔ เล่ม,อาถรรพ์นิทรานคร ๔ เล่ม,ป่าโลกล้านปี ๕ เล่ม และสุดท้าย ตอนแงซายจอมจักรา ๔ เล่ม ส่วนอีกภาคหนึ่ง ..ดูเหมือนว่า มี ๕ ตอน ๒๔ เล่ม ผมยังไม่เคยอ่าน แม้แต่หน้าเดียว เหตุที่ชอบอ่านหนังสือของคุณฉัตรชัย วิเศษสุวรรณภูมิ หรือพนมเทียน ก็เนื่องจากเป็นนวนิยาย ที่ให้ ทั้งความบันเทิงเริงใจ ควบคู่ไปกับ การสอดแทรกความรู้ เกี่ยวกับการดำรงชีพในป่า อย่างปลอดภัย... อีกเรื่องหนึ่ง ..เป็นวรรณกรรมจีน..อิงประวัติศาสตร์ ช่วงปลายสมัยราชวงศ์ฮั่น ถึงราชวงศ์จิ้น ในราวปี พ.ศ.๗๖๓-๘๒๓ ที่รู้จักกันในชื่อ สามก๊กได้แก่ จ๊กก๊กของเล่าปี่ วุยก๊กของโจผีลูกชายโจโฉ และง่อก๊กของซุนกวน... สุดท้าย...ทั้ง ๓ ก๊ก ถูกรวมเป็นหนึ่งเดียวกันโดย..สุมาเอี๋ยน หรือ พระเจ้าจิ้นหวู่ตี้ ผู้ตั้งราชวงศ์จิ้น สามก๊ก เป็นวรรณกรรมที่ให้ข้อคิด แง่คิด วิธีคิด วิธีปฏิบัติ ในหลายแง่มุมอย่างมากมาย ตลอดจนสะท้อนให้เห็นถึงความมีจริยธรรม คุณธรรมและจิตสำนึกดีของตัวละคร ที่แตกต่างกันไป...พอจะนำมาประยุกต์ใช้ เป็นแนวทางการครองตน ครองงาน ในสังคมปัจจุบันได้อย่างมาก ยกตัวอย่างเช่น.... ตอนเล่าปี ดั้นด้นเข้าป่า ท่ามกลางความหนาวเย็น เพื่อไปหา จูกัดเหลียง หรือขงเบ้ง ที่มีอายุเพียง ๒๖ ปี ให้มาช่วยงานบ้านเมือง ที่กระท่อมเชิงเขา โงลังตั๋ง เล่าปี ต้องเดินทางไปด้วยตนเอง..ถึง ๓ ครั้ง ..แต่ก็ไม่พบ ขงเบ้ง แม้แต่.ครั้งเดียว ทั้งที่ตนเองก็เป็นผู้ที่มีอายุมากกว่า และเป็นถึงพระเจ้าอาของ พระเจ้าเหี้ยนเต้ ซึ่งถ้าคนอื่น ขงเบ้งถูกตัดหัว..เสียบประจานไปนานแล้ว แต่ด้วยนิสัย.อดทน นอบน้อม ไม่ถือตัว/อวดเบ่ง.. เห็นแก่ประโยชน์สุขของประชาราษฏร์ ....ของเล่าปี่ ทำให้ขงเบ้ง..ใจอ่อน เลื่อมใสและเกิดความศรัทธา ..ยอมละทิ้งไร่นา ช่วยเล่าปี่ รบกับโจโฉ.... วรรณกรรมในวรรคนี้..สะท้อนแง่คิดว่า...ผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือผู้ทำตนให้เล็กที่สุด ผู้ที่เล็กที่สุด ก็จะกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด ผู้ที่มีเกียรติ คือผู้ที่ให้เกียรติคนอื่น......................... แล้วบ้านเมืองไทยเวลานี้ล่ะ...ต่างคน ต่างใหญ่..ต่างคน ต่างไม่ให้เกียรติ ไม่มีความจริงใจต่อกัน..เอาประโยชน์ส่วนตน.เป็นที่ตั้ง..โดยไม่คำนึง ไม่ตระหนักผลประโยชน์โดยรวมของชาติบ้านเมือง..ทั้งๆที่ปากก็พูดและท่องกัน อย่างลอยหน้าลอยตา ไม่อายฟ้า อายดิน .ว่า.รักชาติ/รักประชาชน(จริงๆโว๊ย)..สันดานที่เผย.ออกมาอย่างนี้..ท่าทางคงจะต้องรบกัน.ให้บ้านเมืองมันเดือด..อีกนานแน่ๆ.. หรือว่า..จะรอให้.. สุมาเอี๋ยน. ส่งกำลังมาปราบ.ถึงจะเกิดความรัก ความสามัคคี.รวมก๊ก..รวมสี .ให้เป็นหนึ่งเดียวได้ .หรือไง?..พี่น้อง สามสัก ๑๔ ก.ย.๒๕๕๒
นิสัย.อดทน นอบน้อม ไม่ถือตัว/อวดเบ่ง.. เห็นแก่ประโยชน์สุขของประชาราษฏร์ ....ของเล่าปี่
ทำให้ขงเบ้ง..ใจอ่อน ยอมละทิ้งไร่นา ช่วยเล่าปี่ รบกับโจโฉ....
วรรณกรรมในวรรคนี้..สะท้อนแง่คิดว่า...ผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือผู้ทำตนให้เล็กที่สุด ผู้ที่เล็กที่สุด ก็จะกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด ผู้ที่มีเกียรติ คือผู้ที่ให้เกียรติคนอื่น.........................
รู้สึกเสมอค่ะ ว่าเราทำตัวให้เล็กลงได้ แต่อาจจะเป็นเพราะความรู้ที่มีท่วมหัว ปริญญาที่ได้มายิ่งใหญ่ หรืออำนาจที่ถ่วงคอไว้ทำให้โน้มอ่อนลงมาไม่ได้ ก็เป็นได้ค่ะ น่าเห็นใจนะคะ
ผู้ยิ่งใหญ่ต้องทำตัวให้เหมือนต้นข้าวที่ออกรวงแล้วต้องค้อมตัว ข้าวรวงใดชูช่อแสดงว่าข้าวรวงนั้นลีบ
สามก๊กเป็นวรรณกรรมที่น่าสนใจมาก ผมอ่านไม่จบสักที แสดงว่ายังคบได้อยู่ ฮ่าๆ
คนตัวเล็ก พอไปขอให้ใครช่วย ก็มักจะมีคนยื่นมือเข้าช่วยเหลือ แถมช่วยด้วยใจ "เอ็นดูมัน"
ไม่เหมือนคนตัวใหญ่ คนช่วยเพราะกำลังอำนาจ ที่ใหญ่โต
ขอบคุณค่ะ
ไว้เตือนสติอึ่งอ่างที่ชอบทำตัวพอง
สวัสดีค่ะคุณสามสัก
บันทึกนี้ให้ข้อคิดดีจริง ๆ เลยค่ะ
^^
คุณสามสักมีทุกรสชาติเลยนิ..เป็นเพราะชอบอ่านเรื่องราวหลากหลายเลยมีหลายเหลี่ยมมุม ให้ค้นหา ...
ส่งสุมาเอี๋ยนมาเร็วๆค่ะ อิอิ
อ่านเพชรพระอุมา น่าจะครบทุกเล่มนะ แต่สามก๊กนี่พยายามอ่าน (ไว้คุยกับคนที่บ้าน) แต่ใจไม่ชอบ
เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจ
เรื่องราวของ "ต้มถั่วเผารากถั่วในกระทะถั่วร้องไห้ เคยร่วมรากไม้ไฉนเร่งฆ่าฟัน"
เป็นอย่างดี
Moral Project
Youths moral rising
Volunteer village
Buddhist way of life schools
United morality
Moral Media
Moral University Project
self-sufficiency economy
Moral & self-sufficiency village