บริบทของการมาเป็นหมอพื้นบ้าน

ทำเนียบหมอพื้นบ้านนี้เป็นการรวบรวมข้อมูลของหมอพื้นบ้านในจังหวัดอุดรธานี จากการดำเนินงานโครงการระหว่างปี 2549 – 2552 จากโครงการต่าง ๆ ได้แก่ โครงการเสวนาหมอพื้นบ้าน  อำเภอกุมภวาปี ปี 2551 , โครงการ เสวนาหมอพื้นบ้าน งบจาก สภาผู้นำแห่งชาติ ปี 2552  , โครงการ จัดการความรู้เพื่อการพึ่งตนเองด้านสุขภาพ ปี  2551 ซึ่งทำเนียบนี้จะมีข้อมูลความเป็นมาของหมอพื้นบ้าน  บริบทการมาเป็นหมอเพื่อให้เกิดความเข้าใจว่าทำใมชาวบ้านที่ไม่ได้มีมากเหมือนหลาย ๆ คน แต่ก็รักคนอื่น  บันทึกนี้จะเน้นความเป็นหมอ ซึ่งจะไม่มีตำรับ ตำรายา

อำเภอกุมภวาปี

นาย      ก้อน     บุรีวัลย์

ประวัติส่วนตัว

            เป็นผู้พิการตาบอดทั้งสองข้าง  ประวัติครอบครัว นายก้อน บุรีวัลย์ (ตาบอดทั้งสองข้าง) อยู่กับภรรยา นางปริณี   บุรีวัลย์ (ตาบอดทั้งสองข้าง) มีลูกด้วยกัน 1 คน  เห็นว่าตัวเองเลี้ยงเขาไม่ได้จึงยกลูกให้คนอื่นไปเลี้ยงปัจจุบันอยู่กับภรรยาสองคน อาศัยอยู่กับ นายชวน โยธาวงษ์ ซึ่งเป็นพี่ชายของนางปริณี  เรียนรู้จากน้าสาวซึ่งเป็นหมอพื้นบ้าน อยู่อำเภอ คง จ. โคราช เริ่มนวดมาตั้งแต่อายุ 13-14 ปี

 

นาย      คำพันธ์              บุตรไชย

วันเกิด 05-ก.พ.-88

ประวัติส่วนตัว           

อยู่ด้วยกัน 2 คน ไม่มีบุตร เคยรับเลี้ยงบุตรบุญธรรม 1  คน เสียชีวิตแล้ว ฐานะพอกินพอใช้ เป็น หมอเป่า เช่น เป่างูสวัด  คางทูม  ไข้กินของผิด แรงจูงใจในการมาเป็นหมอพื้นบ้าน  พ่ออยากให้สืบทอดประเพณีและวิชาความรู้เพื่อให้ดูแลรักษาลูกหลานต่อไปเริ่มบวชเรียนตอนอายุ 20  ปี  และเริ่มเรียนวิชาหมอชาวบ้านไปด้วยอย่างเป็นจริงเป็นจัง เพราะตอนเล็ก ๆ ได้ติดตามพ่อไปรักษาคนและงานพิธีกรรมต่าง ๆ อยู่เสมอ เรียนมาจากพ่อแท้ ๆ นายพรมมา  บุตรไชย ได้เสียชีวิตไปนานแล้วอยู่ที่บ้านดอนแคน ตำบลดอนแคน( บ้านเดิมของนายคำพันธ์)

            วิธีเรียน ท่องตามตำรา เรียนตัวต่อตัว และให้ฝึกฝนและปฏิบัติจริง เวลาติดตามพ่อไปรักษาและงานพิธีกรรมต่าง ๆ  ใช้ระยะเวลาเรียนประมาณ  1-2 เดือน แต่เรียนแบบปฏิบัติจริง ๆ ประมาณ  1-2 ปีจนเกิดความชำนาญ

            โรคที่รักษา  โรคเริม งูสวัด คางทูม  ไข้กินของผิด  กระดูกหัก กระดูกร้าว เด็กเล็ก ๆ ที่ป่วยบ่อยหรือร้องไห้บ่อย

            ชาวบ้านเรียกว่า  “รัง” คนป่วยที่พักฟื้นที่บ้านและคนแท้งลูก

            พีธีกรรม  เป็นผู้นำพิธีกรรมในงานพิธีต่าง ๆ ในชุมชน การช้อนขวัญหรือการเรียกขวัญหรือเรียกว่าการียกขวัญ

            สำหรับผู้ตกใจหรือเกิดอุบัติเหตุ และพิธีการจับ-ไล่ผีปอบ ผีพาย ต่าง ๆ ในอดีต

            โรคที่ชำนาญหรือรักษาบ่อย โรคเริม งูสวัด คางทูมและเด็กเล็ก ๆ อายุประมาณ 1 เดือน – 1 ปี ที่มีอาการ “รัง”   รักษาบ่อยที่สุดแต่การรักษาเกี่ยวกับกระดูกหัก กระดูกร้าว จะถนัดที่สุด

            การคะลำของหมอต้องคะลำดังนี้

            1.         ไม่กินหอย เนื้อสัตว์ 10  อย่าง และไม่กินผักบางประเภท ที่ถือว่าอาจจะผิดครูหรือผิดวิชา

            2.         ไม่กินของเหลือต่อจากคนอื่น

            3.         ไม่ลอดราวตากผ้า

            4.         ไม่ลบหลู่ครูบาอาจารย์  และวิชาของตนเองและของผู้อื่น

            ค่ายกครู – ค่าคาย ดอกไม้ 5 คู่ เทียนขาว 5 คู่ เงิน 6 บาท

            ค่าปลงคาย  แล้วแต่คนป่วยจะให้เป็นค่าปลงคายเท่าไหร่จะมากหรือน้อย หมอรักษาไม่กำหนด

 

 

นาง      เครือ    เนตรภักดี

วันเกิด 01-ธ.ค.-07

ประวัติส่วนตัว

            มีประสบการณ์การเป็นหมอพื้นบ้านมานาน 15 ปี   ได้ค่าตอบแทนตามกำลังศรัทธา  ได้ร่ำเรียนจากนายถวิล  เนตรภักดี เป็นตำรายาฝน ตำราการนวด เรียนจากหลวงพ่อพัน เมื่อปี 2550 เป่าเด็กกันผี

 

นาย      เจน      โคจร

วันเกิด 10-ส.ค.-74

ประวัติส่วนตัว                 

เกิดที่บ้านปะโค มีลูกทั้งหมด 11 คน เสียชีวิตแล้ว 2 คน ยังอยู่ 9 คน หญิง 4 คน ชาย 5 คน อาศัยกินนำลูก  ทุกวันนี้เอาหลานกับเลี้ยงหมา เลี้ยงไก่       เรียนปัวคนแขนหัก ขาหัก ตำราหลวงปู่จันทา โดยพ่อใหญ่มังเอาให้ (สมัยนั้นมีลูก 2 คนแล้ว ประมาณ  พ.ศ.2492 ปัวคนมามากพอสมควร) ปัว – อุบัติเหตุ คอไข่ ปากเปื่อย ปวดท้อง ออกร้อน จะได้รักษาคนขาหัก มากที่สุดขาหัก – คนไข้จะเข้าเฝือกมาก่อนจะมาหาอยู่บ้าน

 

นาย      เจริญ    บุญทัน

วันเกิด 24-ม.ค.-89

ประวัติส่วนตัว

            ผมพูดถึงเรื่องความเป็นมาของหมอยาที่รักษาคนมาด้วยวิธีเป่า คือคน ๆ นี้เป็นพ่อของผมเองครับ ชื่อคุณพ่อสุบิน  บุญทัน  คุณพ่อมีวิชาเป่าพิษ  คนที่ถูกงูกัดมาคุณพ่อได้เป่าถอนพิษและรักษาให้หายได้  โดยไม่ต้องไปหาหมอที่โรงพยาบาล  ได้รักษาคนที่ถูกงูกัดมาที่ผมเห็นนั้นประมาณสิบกว่าคนได้รักษากันหายหมด  โดยใช้วิธีเป่าอย่างเดียว เป่าประมาณสามวันคือหกครั้งก็หายปกติ  อยู่มา  พ.ศ.  2513  คุณพ่อของผมป่วยคุณพ่อก็เลยถามว่าใครอยากวิชาเป่าพิษงูบ้าง ผมก็ตอบคุณพ่อว่าผมเอง  พอช่วงนั้นผมอายุได้  21 ปี  คุณพ่อก็ถ่ายทอดวิชาเป่าพิษงูให้ผมโดยผมต้องตั้งคายเรือน มีอุปกรณ์ของคายดังต่อไปนี้ มีผ้าขาวหนึ่งผืน   ผ้าถุงหนึ่งผืน เหล้าหนึ่งก้อง(เท่ากับหนึ่งกั๊กในปัจจุบัน)ไข่หนึ่งฟอง เงิน  12  สตางค์  ทุกวันผมเอา  12  บาท  เทียน  5  คู่ ดอกไม้ 5  คู่ เวลาจะเป่าเราต้องตั้งคายก่อนจึงเป่าได้ โดยใช้คาถาท่องแล้วจึงเป่า ที่ผมเรียนต่อจากพ่อมาผมได้รักษาคนที่งูกัดมา  5 คนได้ก็หายกันหมดครับ

            การรักษาโรคงูสวัด ผมจะเล่าให้ฟังคร่าว ๆ คือวิชาตัวนี้ผมก็เรียนมาจากคุณพ่อเหมือนเดิม วิชาตัวนี้แหละครับที่ผมได้รักษาบ่อยมีคนเป็นโรคนี้มากครับ  ผมรักษาหายมาแล้วประมาณ  20-30 คนครับหายกันหมด โรคตัวนี้ คนไข้จะมาถามผมก่อนนี้คือเป็นอะไรตา  โดยมากโรคอันนี้จะเป็นตุ่มเล็ก ๆ ติดต่อกันเป็นหย่อม ๆ มีสีเม็ดคล้ายกับมีหนองใส ๆ อยู่ตามที่ลับหรือหนังอ่อน ๆ  แล้วมีอาการไข่หรือปวดตามกระดูก นี้แหละครับโรคงูสวัดแน่นอน ผมจะเป่าอยู่ประมาณ  3-4   วันหายครับ  ส่วนคายรักษาตัวหรือโรคนี้ หายแล้วจึงปลงคาย คายตัวนี้ใช้ขัน  5 เงิน 12  บาท  บุญคุณแล้วแต่จะให้เท่าใดก็ได้  โดยมากเราจะให้บุญคุณคนละ  100-200 แล้วแต่เป็นบางคนไม่มีการเรียกร้อง

            การรักษาโรคไฟไหม้น้ำร้อนลวก คาถาตัวนี้ผมก็มาจากคุณพ่อเหมือนกัน ที่ผมเรียนมาได้รักษาหายมามากแล้ว  ใช้วิธีเป่าและทำน้ำมนต์ให้ก็ด้วยที่รักษามาสิบกว่าคนได้ครับ  ส่วนคายรักษาหายจึงเอาเหมือนกับรักษางูสวัด 

การรักษาโรคปวดลูกหนูที่ใต้หูต้นคอ  โรคนี้ผมเป่าด้วยคาถาหายครับ ผมรักษาหายมา  10 กว่าคนเหมือนกัน  โรคนี้คนไข้ก็มาให้ผมดูก่อน ผมก็ถามคนไข้เป็นอะไร เขาบอกว่าปวดหูและไข้ด้วย ต้นคอจะบวมขึ้น  นั่นคือลักษณะของอาการไข้ลูกหนู

            คาถาเหล่านี้คาบอ้อตัวเดียวกัน หมอเป่าต้องไม่ลอดราวตากผ้า ไม่กินหมากโตน หมากน้ำ เด็ดขาด

 

 

นาย      ชวน     โยธาวงษ์

วันเกิด 02-ธ.ค.-81

ประวัติส่วนตัว

เป็นคนบ้านนาดี แต่งงานมีบุตร 4 คน ชาย 2 หญิง 2  จบการศึกษา  ประถมศึกษาปีที่ 4  ประกอบอาชีพ  ทำนา ทำไร่ ทำสวน เลี้ยงสัตว์   ยังไม่มีใบประกอบโรคศิลปะ

            มีประสบการณ์การเป็นหมอพื้นบ้านมานาน 45 ปี   ได้ค่าตอบแทนตามกำลังศรัทธา ค่าครูคาย เงิน 7 บาท  ได้ร่ำเรียนจากบิดา นายสุข โยธาวงษ์ เมื่อ พศ.2506 ใช้เวลาเรียน 15 วัน เกี่ยวกับ เป่า ต่อขา เป่า คางทูม  หมอไสยศาสตร์ เช่น ไล่ผี  แก้คุณไสย  น้ำมนต์ / คาถา ทำพิธีกรรม สะเดาะเคราะห์ สู่ขวัญ

            แรงจูงใจในการมาเป็นหมอพื้นบ้าน  อยากเรียนเอาไว้ช่วยเหลือลูกหลาน  ที่สำคัญคือสืบทอดมาจากพ่อ  พ่อสอนให้ว่าน่าจะสืบทอดได้

            โรคที่รักษา มีหลายโรค เช่น เป่าปวดหัวดิบ คางทูม เป่าต่อกระดูก เป่าเด็กกำเริด

            การวินิจฉัยโรค  โดยมากคนไข้เป็นจะมาหาบอกเป็นนั้นเป็นนี้ หมอก็ดูอาการ   อย่างปวดหัวดิบอาการของปวดดิบเป็นปวดหัวมีอาการปวดมาก ๆ พอเป่าให้ก็อาการดีขึ้นบางครั้งก็หาย เป่าคางทูม

             การเป่ารักษา เป่าตอนเย็นเป่าก่อนอาหารเย็นทุกครั้ง ท่องคาถาเสมอ

             ตัวยาที่ใช้  ใช้หมาก พลู ปูน แก่นคูณ สีเสียด ถ้าเป่าพวกต่อกระดูก สิ่งที่ขาดไม่ได้คือน้ำมัน

            ข้อคะลำของหมอ ไม่ลอดราวตากผ้า ไม่กินข้าวบ้านงานศพ ไม่ลอดเครือกล้วย

            ค่ายกครู มีขัน 5 กับเงินสามสตางค์

            ค่าปลงคาย ก็แล้วแต่จะให้มากให้น้อย สิ่งที่คนไข้จะขาดเละลืมไม่ได้คือเงิน 3 บาท ผ้าถุงหนึ่งผืน ผ้าแพรวา

 

นาย      ชาลี     สัญจรลัด

วันเกิด 02-ก.ย.-76

ประวัติส่วนตัว

                แต่งงานมีลูก  4  คน  จบการศึกษา  ประถมศึกษาปีที่  4  ประกอบอาชีพ  ทำนา ทำไร่ ทำสวน เลี้ยงสัตว์  ยังไม่มีใบประกอบโรคศิลปะ  รู้จักตัวยาจากคนแก่ในหมู่บ้าน ทำไว้กินเองหรือมีคนต้องการก็ให้ไป  รู้จักหายาประดง  ปวดขา  หาตัวยา ตะไก้  ตะกวาง  ตะไคร้หอม

 

นาย      ดำหริ   โพธิสัตย์

วันเกิด 31-พ.ค.-81

ประวัติส่วนตัว

            แรงจูงใจในการมาเป็นหมอพื้นบ้าน  ได้รับการถ่ายทอดจากบิดาโดยการติดตามเก็บยา วิธีการใช้ยา        ดูจากลักษณะของผู้ป่วยที่มารับการรักษาจากบิดา  (พศ.2503)   บิดาจะสอนว่าโรคนี้ต้องใช้สมุนไพรตัวไหน โรคที่รักษาคือโรคสุกใส , ไข้ปวดกล้ามเนื้อ   ปวดกล้ามเนื้อจากอุบัติเหตุ   - แม่ลูกอ่อน ใช้ยาอบยารมให้มดลูกเข้าอู่ เลือดลมเดินสะดวก  การวินิจฉัย   ดูได้จากลักษณะของผู้ป่วย  มาเปรียบกับความรู้ที่มีต่อโรคนี้ ถามอาการที่เป็น อาการไข้  ค่าคาย ได้แก่ดอกไม้+ เทียน + เงินตามศรัทธา + น้ำ  1  ขัน +  ถามประวัติอาการ ตรวจร่างกาย

            วิธีการรักษาของหมอมีลำดับดังนี้    วินิจฉัยโรค   กำกับคาถา    จัดยา   พ่นยาให้   บอกวิธีกินยา   ข้อปฏิบัติแต่ละโรค  การติดตามอาการถามไถ่จากคนอื่นเพื่อติดตามอาการ

            สมุนไพรที่ใช้ประจำ  มุ่ยแดง มุ่ยด่อน เหมือดปลาซิว เหมือดคนขาว เหมือดแอ เหมือดแก้ว ดูกใส

 

นาย      เตรียม  อุตโรสกุล

วันเกิด 05-ก.ค.-74

ประวัติส่วนตัว

แต่งงานมา 53 ปี มีบุตร 7 คน เป็นชาย 5 คน เป็น หญิง 2 คน มีครอบครัว 6 คน ที่เหลือยังไม่แต่งงาน  เรียนวิชากับพ่อ ตัน ศรีพฤษา สาเหตุที่เรียนเพราะตัวเองเป็นท้องขึ้น (เอ็นท้อง)เจ็บท้อง เส้นกระตุก ดูโรคเป็น คือจับดูที่ท้องจะมีอาการเส้นกระตุก ท้องแข็ง เป็นต้น

 

นาย      ถวิล(สี)            ศรีพันดอน

ประวัติส่วนตัว

            ปัจจุบันมีลูก   2  คน  แต่งงานทั้งสองคน คนแรกอยู่  จ.ร้อยเอ็ด  คนที่สองอยู่กับพ่อแม่เรียนรู้ยาสมุนไพร  จากหลวงพ่อปลัดป้อ วัดบ้านเอียด อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม ลุงไปหาขายยา  เห็นได้เงินดี ก็เลยตัดสินใจเรียน หม้อละ 10  บาท

            โรคที่รักษา   1.รักษาโรคกระเพาะ  ใช้สมุนไพร  7   ชนิด  หนามหมากจับ  ขมิ้นเครือ  หญ้าคา  ฮากหมากฮุงติ่ง  หัวเขียง  หัวนัด  แห้วหมู

 

นาง      ทองใบ ศรีลาอำพร

วันเกิด 07-ก.ค.-07

ประวัติส่วนตัว

            ได้ความรู้มาจากสามีตั้งแต่ปี 2536  อาชีพทำนา เป็น อ.ส.ม. ครอบครัวก็พอมีพอกิน มีลูก 2  คน  อยากช่วยเหลือคนอื่น  เรียนมาจากสามีส่วนสามีก็เรียนมาจากพ่อของสามี เห็นเขาจัดเก็บยาก็ดูและช่วยเก็บให้ด้วย   โรคที่รักษาเกี่ยวกับสมุนไพร คือโรคนิ่วหรือปัสสาวะไม่ค่อยออก

 

นาย      ทองมี   ชัยพล

วันเกิด 28-ม.ค.-81

ประวัติส่วนตัว

            เกิดที่บ้านปะโค วันที่ 28 มค. 2481  หมู่ที่ 1  ตำบล ปะโค  อำเภอกุมภวาปี  จังหวัด อุดรธานี รหัสไปรษณีย์ 41370 แต่งงานมีบุตร 6 คน เป็นชาย 3 หญิง 3  คน แต่งงานหมดทุกคนแล้ว อาชีพทำนา ทำไร่  มาเป็นหมองูสวัด      โดยเรียนจากพ่อเสี่ยม ชัยพล  ตั้งแต่ พ.ศ. 2503 บรรพบุรุษถ่ายทอดไว้ เกี่ยวกับความรู้ เปลือกฝลักกลุ่ม ฝักกาม เอาเปลือกมาฝนทา

 

นาย      ทุ่ม       วังภูมิใหญ่

วันเกิด 10-ต.ค.-80

ประวัติส่วนตัว

            แต่งงานแล้ว  มีบุตร  6  คน  ตาย  1  คน เป็นหมอน้ำมนต์/ คาถา  หมอเป่า เช่น เป่างูสวัด  เป่ากำเริด  ปวดท้อง แรงจูงใจในการมาเป็นหมอพื้นบ้าน  เริ่มเป่าได้ตั้งแต่  34  ปี  ไปเรียนกับพ่อพ่อใหญ่   ข้างบ้าน กับคนที่รู้จักว่าเป็นวิชาเหลือ 5  คน  คะลำ  หมอมีแนวคะลำ  ไม่กินน้องวัว (รกวัว) และควาย  ไม่ลอดที่ตากผ้า สำหรับคนไข้  ห้ามกินสุรา กินอึ่ง  กบ  สำหรับป่วยเป็นพวกเส้น(ปวดตามข้อ) คาย  การปลงคาย  หลังจากหาย แล้วแต่คนไข้จะให้ จะพูดบอกเขาไม่ได้ผิดครุ

 

นาย      นิยม     ชาลีสมบัติ

วันเกิด 25-ก.พ.-83

ประวัติส่วนตัว

            ภรรยาชื่อ นางซ่อนกลิ่น ชาลีสมบัติ มีบุตร 3 คน ชาย 1 หญิง 2 คน

 

นาง      บัวไข   ศรสวัสดิ์

วันเกิด 02-ก.พ.-85

ประวัติส่วนตัว

            แต่งงานแล้วมีบุตร 4  คน  หญิง  1  คน   ยังไม่มีใบประกอบโรคศิลปะ  ที่ได้มาเป็นหมอพื้นบ้านเพราะว่าพ่อตกต้นไม้ ได้รับบาดเจ็บ เคล็ดขัดยอก พอดีญาติคนที่เขานวดเป็นมาเยี่ยมพอดี เขาเลยนวดให้พ่อ พ่อดีขึ้นแต่ไม่หายดีญาติคนเขาจะกลับบ้านเพราะบ้านอยู่ไกล เขาเลยบอกว่าก่อนที่จะกลับเขาจะสอนให้ จะได้นวดให้พ่อได้พี่ก็อยู่ไกลเทียวไปเทียวมามันลำบาก เรียนนวดก็ประมาณหนึ่งเดือน นับตั้งแต่นั้นมาก็ได้นวดให้คนเรื่อยมา  การนวด  ก็มีหลายอย่าง เช่น ปวดเอว ปวดขา เอ็นเข้าตานกเอี้ยง ปวดเมื่อยตามตัว ตามแขน

 

นาย      บุญชู    อินทร์สาสกุล

วันเกิด 07-พ.ค.-74

ประวัติส่วนตัว

            แต่งงานมา 50 ปี เป็นชาย 2 หญิง 3  เรียนวิชากับ นายสี อินทร์สาสกุล เป็นบิดา  การยกครู คือนำขัน 5 มา ขึ้นครู เทียนเล่มบาท 1 คู่ ผ้าขาว 1 วา เงิน 10 สลึง  ข้อคะลำ – ไม่ให้กินผักกับไม่ให้มองบ่น้ำ (สองข้าง)  ไม่ให้มองฟ้า (แหงนมองฟ้า)  ไม่ให้ลอดเคลือกล้วย และไม่ให้ลอดผ้าถุง

 

นาย      บุญล้อม           วิเศษการ

วันเกิด 02-ธ.ค.-94

ประวัติส่วนตัว

            แต่งงานแล้ว หญิง  2 ชาย  2  เป็นหมอเป่า/หมอน้ำมนต์ 

 

นาย      บุญส่ง  เชวงศักดิ์โสภาคย์

ประวัติส่วนตัว

            แต่งงานมีลูก 5  คน  เสียชีวิต 1  คน ได้ช่วยเหลือรักษาเพราะสงสารและทำบุญ(ค่าคายในการรักษา ขันห้า)  การรักษาเมื่อหายแล้วแต่ผู้รักษาหายแล้วจะสงสารให้เงิน(หายก็ต้องใช้ขันห้าปลงคายแล้วแต่ผู้มาปลงคาย)  โรคที่รักษา เกี่ยวกับปวดตามข้อหรือปวดกระดูก

 

นาย      บุญหนา           สิริบุตร

วันเกิด 23-ก.ย.-87

ประวัติส่วนตัว

            ทำนา ทำไร่ ทำสวน เลี้ยงสัตว์  เป็นหมอยาฝนแก้ไข้รากสาด

 

นาย      ประกง บัวอินทร์

วันเกิด 06-มี.ค.-84

ประวัติส่วนตัว

            สนใจการเป็นจ้ำบ้านเรียนมานานแล้ว แต่มาทำเป็นอาชีพเมื่ออายุ 60 ปี มีลูก 4  คน ชาย  2  หญิง 2   :ซึ่งอยากเป็นไว้เพื่อรักษาคนอื่น  แรงจูงใจในการมาเป็นหมอพื้นบ้าน ตอนเป็นหนุ่มไปร่วมวงเหล้ากับเหล้ากับเพื่อนพูดเสียงดัง  กลับบ้านมาทำให้ปากเบี้ยว ใบหน้าตึง ถามเพื่อนบอกว่า ไปถามพ่อ พ่อไปดูหมอ หมอดูในหมู่บ้านดงเรือง (หมอชื่อนายอ่อน เสียชีวิตแล้ว)หมอบอกว่าพาเพื่อนไปกินเหล้าที่บ้านนายทุย ใกล้ ๆ หนองหัวเหลือง ไม่บอกกล่าวปู่ตาประจำหมู่บ้าน พ่อก็เลยไปพูดอ่อนยอมเป็นวาจา  พอตอนกลางคืน (เที่ยงคืนก็หายไข้)  จึงเชื่อว่าปู่บ้านศักดิ์สิทธิ์ อยากทำตั้งแต่อายุยังไม่ถึง  60 ปี  การศึกษา เรียนจากตำรา  และเรียนจากผู้รู้ จากนายพักตร์  บ้านพันดอน และนายบุตรสี  บุตตะโยธี  บ้านหนองแวง โรคที่รักษา  ซาง  เจ็บท้อง เป่า  แนะนำการใช้สมุนไพร

 

นาย      ประสิทธิ์          เหล่าสมบัติ

วันเกิด 03-มี.ค.-86

ประวัติส่วนตัว

            เกิดอยู่กาฬสินธ์ ประมาณพ.ศ. 2505ไปอยู่ที่บ้านหนองบัวเงิน ต. บ้านตาด ต่อมาได้ภรรยาที่ปะโค พ.ศ.2506มีลูก 6 คน เป็นชาย 1 คน หญิง 5 คน  มีอาชีพ ทำนา ทำไร่ยางพารา

            เป็นหมอปัวคนตกต้นไม้ ควายซน เรียนจากพ่อใหญ่บุญทัน  ดีสิน  วิธีการเรียน มีขั้นตอน – ยกครู ให้ท่องเอา 3 จบ เคยปัวครั้งแรกหลังจากเรียนได้ 1 ปี  ลูกชายรถล้มมีอาการช้ำใน

 

นาย      ประเสริฐ         ผลาพฤกษ์

วันเกิด 03-พ.ค.-92

ประวัติส่วนตัว

ทำนา ทำไร่ เลี้ยงหลานช่วยพี่สาว มีบ้าน 3 หลัง   แบ่งกันนอนคนละหลัง อยู่อย่างมีความสุขตามประสาคนหนุ่ม และบวชเรียนตอน 2513  หนึ่งพรรษา จบการศึกษา  ประถมศึกษาปีที่ 6   ( กศน.)  ประกอบอาชีพ  ทำนา ทำไร่ ทำสวน เลี้ยงสัตว์  ยังไม่มีใบประกอบโรคศิลปะ

            ได้รับการถ่ายทอดจากบิดา เรียนพร้อมกัน 2  คน พ่อใหญ่อิน บ้านหมากบ้า ต. เชียงแหว กับหมอประเสริฐ  เรียนเอาเมื่อ ตอนอายุประมาณ  20  ปี เพราะพ่อเรียกมาสอนให้เลย  เป็นวันดีวันมงคล  (มื้อสันวันดี)  มีการคะลำแนวกินอยู่ 2 ปี

            แนวคะลำในขณะที่เรียนได้แก่ 

            1.         ไม่โกหก

            2.         เรื่องไม่ดีทุกอย่าง

            3.         แนวกิน เช่น หมากกะโตน หมากอึ ผักแว่น  ห้ามเรียกชื่อของกินนั้นด้วยชื่อต้องห้าม

            หมากกะโตน – ต้องเรียกว่าหมากผัก

            หมากอึ -  ต้องเรียกว่าฟักทอง

            ผักแว่น – ต้องเรียกว่า ผักแต้

            4.         อาหารในงานศพ ที่มีศพอยู่บ้าน ยกเว้นยกออกไปกินบ้านอื่น

            5.         ห้ามลอดราวตากผ้า เชือก

            วิธีเรียน

            1.ให้ตั้งตรูคาย  แต่งขัน 5  + มีห่อนิมนต์ 2 ห่อ  (เหมือนกองบวช) +  จอกข้าวสาร 2 จอก  + น้ำหอม  + เทียนเล่ม

             ละ 1 บาท  1  คู่ (6 แท่งใน 1 ห่อ)

            2. บิดานั่งอยู่ที่สูง  นำด้ายสายสิญจน์ครอบศีรษะ

            3. ครูท่องทีละบท ให้ศิษย์เรียนทีละบท ให้ท่องกับปาก  ที่ละอย่าง จนจำได้มีอยู่ 5 บท

            อันนี้เป็นเรื่องเรียนวิชาเป่าทำน้ำมนต์ ต่อกระดูก แขนเดาะ เลือดตกยางออก

            เริ่มรักษา หลังจากเรียน ได้ 4-5 เดือน ทุกวันนี้มีคนมาหา ปีละประมาณ  5-7  คน

 

นาย      ปรีชา   สาระพันธ์

วันเกิด 28-พ.ย.-97

ประวัติส่วนตัว

            มีประสบการณ์การเป็นหมอพื้นบ้านมานาน 30 ปี   ได้ค่าตอบแทนตามกำลังศรัทธา โดยได้เรียนจาก นายพุทธา สาระพันธ์ เกี่ยวกับสมุนไพรรักษาถ่ายบิด โรคที่ทำการรักษาบ่อยที่สุดและคิดว่าได้ผลแน่นอนได้แก่ บิด , ฟกช้ำ

 

นาย      ผิว        จันทร์นวล

วันเกิด 03-มิ.ย.-75

ประวัติส่วนตัว

            เป็นหมอทำพิธีกรรม สู่ขวัญ งานสมรส ขึ้นบ้านใหม่ ทุกพิธีที่มีการสู่ขวัญ แรงจูงใจในการมาเป็นหมอพื้นบ้าน  ตั้งแต่อายุ 30 ปี แกบอกว่า  “เห็นว่าคะเจ้าเป่ามันเซา” ก็เลยเรียนเอาจากนาย ดี            อ.สะตึก  จ. บุรีรัมย์   ในช่วงไปทำงานที่ อ.สะตึก จ.บุรีรัมย์ ก็เลยขอวิชา หมอมีแนวคะลำ  ไม่ให้กินของเหลือ   ถ้าไม่บูดไม่เน่าก็กินได้  ( บ่ ให้กินของเสด กั่นดีอยู่กะกินได้)

 

นาง      ผุสดี     ชัยแสง

วันเกิด 06-ต.ค.-91

ประวัติส่วนตัว

            มีลูก 3 คน หญิง 1  ชาย  2  เรียนวิชานวดจากบรรพบุรุษและอาศัยประสบการณ์ ใช้เวลาศึกษาอยู่ 6 ปี ปัจจุบันทำการรักษาและทำมาตั้งแต่  พ.ศ. 2543  โรคที่ได้ทำบ่อย ๆ คือโรคปวดหลัง ปวดเอว

 

นาง      พิกุล    อินสกุล

วันเกิด 19-พ.ค.-91

ประวัติส่วนตัว

            เป็นลูกคนที่ 6 จาก 15 คน แต่งงานมีสามี ได้ ลูกสาว 1 คน อายุ 40 ปี   มาเป็นหมอนวดโดยเรียนจากแม่ใหญ่  “ เอาไว้ซะมันสิลูก”แม่ใหญ่เพา (แม่ของแม่)เรียนมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2530  นวดมาประมาณ 20  ปีแล้ว ลูกบ่อยากให้นวดเพราะว่าเฒ่าแล้ว แต่ว่าสงสารเขา ปากเบี้ยว ปากหยิก  ก็หายหมด  เขาจะไปเมืองนอก ไปบ่ได้ ฉันไปบีบให้ 3 เทือ หายเลย”  เกี่ยวกับองค์ความรู้สามารถนวดเส้น ปากเบี้ยว เอ็นพริก เอ็นเข้น ปวดหัวเข่า หมื่นล้ม

 

นาย      พุทธา   สารพันธ์

วันเกิด 05-ก.ค.-73

ประวัติส่วนตัว

            แต่งงาน 55 ปี มีบุตร 7 คน เป็นชาย 4 คน หญิง 3 คน  เป็นจ้ำประจำหมู่บ้าน ประชาชนเลือกตั้งเอา

 

นาย      เมฆ      พละแสน

วันเกิด 10-ส.ค.-79

ประวัติส่วนตัว

            มีประสบการณ์การเป็นหมอพื้นบ้านมานาน 51 ปี  (2501 - ปัจจุบัน) ได้ค่าตอบแทนตามกำลังศรัทธา ค่าคาย 1 บาท และขัน 5  โดยได้เรียนจาก อาจารย์มหาเฉลิม โพธิ์ลาสิม เป็นคาถาจอดดูก ประสานบาดแผล   ตนเองประสบเหตุเหยียบไม้เน่าในน้ำเท้าเป็นแผล จึงขอเรียนด้วย ซึ่งมีแนวขะลำ คือ มังสัง 10 อย่าง (สุนัข มนุษย์   งูเล็ก งูใหญ่ เสือเหลือง เสือโคร่ง ราชสีห์ ช้าง ม้า หมี ลิง โรคที่ทำการรักษาบ่อยที่สุดและคิดว่าได้ผลแน่นอนได้แก่  เป่ากระดูกหัก นอกจากนี้ยังรักษาไข้ลูกหนู (คางทูม) รักษาประมาณ 3 วัน , กำเริด รักษาประมาณ 3 วัน , ตาแดง รักษาประมาณ 3 วัน

 

นาย      รินทร์   ชวนละคร

วันเกิด 01-ก.ค.-76

ประวัติส่วนตัว

            มีลูก  3  คน  อยู่กับคนที่  2  การศึกษา  ประถมศึกษาปีที่  4 ประกอบอาชีพ  ทำนา ทำไร่ ทำสวน เลี้ยงสัตว์ ยังไม่มีใบประกอบโรคศิลปะ  เป็นหมอไสยศาสตร์ ทำพิธีกรรม สู่ขวัญ น้ำมนต์/ คาถา   เรียนจากตำรา  เรียนด้วยตนเอง การสูตรขวัญ บ่าวสาว  ขวัญนาค ขวัญธรรม บายศรีพระ สะเดาะเคราะห์  ค่าคาย  12  บาท ขัน  5

 

นาย      เรียน    พาดี

วันเกิด 13-ส.ค.-2470

ที่อยู่     75        หมู่       6          บ้าน     หนงฮาว          ตำบล   ปะโค