เที่ยวภูเก็ตในเวลาราชการ (อีกแล้ว)
ภูเก็ตต้อนรับผมด้วยสายฝนที่โปรยปรายมาตั้งแต่บนชั้นฟ้า กระทั่งร่อนลงมาแตะผิวทางร่อนลงของ 747 ตลอดจนทางเข้าภูเก็ต ถึงในเมือง ต่างชุ่มฉ่ำไปด้วยสายฝนและน้ำขังตามไหล่ทาง ครั้งนี้ก็จดจำได้ยากว่าผมมาที่นี่เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้ว เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533 ที่มาเที่ยวบ้านเหน่งพร้อมกับกุ้ง มาฮันนีมูนเมื่อคราวแต่งงานใหม่ๆ มางานแต่งงานเพื่อนที่เรียนชั้นมัธยมมาด้วยกัน มาเที่ยวกับจิ๋มตั้งแต่ครั้งที่ยังไม่มีลูก ขับรถพาลูกมาเที่ยวเมื่อปีใหม่ที่ผ่านมา และรู้สึกว่ายังขาดบางเสี้ยวส่วนไปจึงได้โปรยหัวไว้ว่า ครั้งที่เท่าไหร่ก็จำไม่ได้ (คนมันเริ่มแก่แล้ว)
ทางฝ่ายการพยาบาลของโรงพยาบาลวชิระภูเก็ตเขาจัดงานประชุมวิชาการ และได้ติดต่อให้ผมมาเป็นวิทยากรในครั้งนี้ (11 กันยายน 2552) โดยแต่แรกนั้นเขาวางแผนจะจัดในช่วงปลายเดือนสิงหาคม แต่เนื่องจากติดงานเลี้ยงเกษียณอายุราชการกัน เลยขอเลื่อนมาเป็นในวันนี้แทน โดยหัวเรื่องการจัดประชุมก็คือ “สูตินรีเวชทันยุค” ผมต้องพูดเรื่อง เนื้องอกมดลูก (myoma uteri) และ ภาวะเยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่ (endometriosis) รวมเวลาคือ 9-12.00 น. ชนิดที่เรียกว่า พูดกันจนเหนียงยานไปข้างหนึ่ง
แผนการเดินทางของผมค่อนข้างจะทุเรศไปนิดหน่อย ทั้งนี้เนื่องจากว่าทุกวันพฤหัสบดีผมต้องผ่าตัด ครั้งนี้ก็เป็นเฉกเช่นทุกสัปดาห์ ดังนั้น เมื่อไม่เลื่อนการผ่าตัดก็ต้องจัดการเรื่องการเดินทาง จากที่เคยขับรถหรือนั่งรถตู้จากหาดใหญ่ถึงภูเก็ต ซึ่งใช้เวลาราวๆ 7 ชั่วโมง ครั้งนี้ผมเลยต้องนั่งเครื่องบินจากหาดใหญ่ไปที่กรุงเทพ และจากกรุงเทพก็ต่อลงมาภูเก็ตต่อเลย เว่อร์ไหมครับ ตอบได้เลยว่าใช่ ออกจากหาดใหญ่ 3 โมงครึ่ง ถึงบางกอกเกือบ 5 โมง ออกจากสุวรรณภูมิราว 6 โมง ถึงภูเก็ตทุ่มครึ่ง นี่เป็นแผนการคร่าวๆของผม โดยอิงจากตารางการผ่าตัดและตารางบิน ประกอบกับเลือกตารางบินที่ได้บินไปกับ 747 บ้าง ก็เลยลงตัวแบบที่กล่าวมา
ผมออกเดินทางจากคณะพร้อมกับอาจารย์จิตเกษม โดยรถตู้ของคณะ เราได้มาพบกับอาจารย์วิรัช ซึ่งเดินทางไปประชุมมะเร็ง พบอาจารย์วีระพล อาจารย์สมชายและอาจารย์ประศาสน์ ท่านทั้ง 3 ได้พักร้อนไปเที่ยวฮ่องกงพร้อมกัน ผมล้อไปว่า น่าจะเป็นทัวร์บานฉ่ำ เพราะไปด้วยกันเฉพาะหนุ่มๆเท่านั้น ฮา....
ผมแวะเปลี่ยนเครื่องที่สุวรรณภูมิ ตรงประตู A1C ผมตั้งชื่อให้ว่า “ประตูเบาหวาน” เพราะไปพ้องกับชื่อของฮีโมโกลบินชนิดหนึ่ง ที่เราใช้ตรวจในผู้ป่วยเบาหวานนั่นเอง และที่นี่ผมเลยได้พบกับคุณหมออานนท์ แพทย์รุ่นน้องผม 2 ปี ตอนนี้เขาเป็นผู้อำนวยการอยู่ที่โรงพยาบาลถลาง ค่ำนี้เราจะได้เดินทางไปด้วยกัน
ที่ภูเก็ต พี่หวี ผู้แทนยาที่รู้จักกันได้มารับผมที่สนามบิน ท่านพาผมแวะไปทานอาหารเย็นกันก่อนที่ร้านอาหาร “ระย้า” ตึกทรงโบราณที่เขานำมาปรับปรุงเป็นร้านอาหารที่มี 2 ชั้น เราเลือกนั่งที่ชั้นล่าง ประตูหน้าต่างเปิดโล่ง ลมโกรกเย็นฉ่ำเนื่องจากฝนยังคงโปรยละอองลงมาไม่ขาดสาย หนาวจนต้องร้องขอให้เขาปิดหน้าต่างสักบาน พี่หวี (อันที่จริงเขาชื่อ พี่สาว) สั่ง เส้นหมี่แกงปู ซึ่งเป็นชุดอาหารขึ้นชื่อของที่นี่ เส้นหมี่ขาวนุ่มน่ารับประทาน กินคู่กับแกงกะทิใส่เนื้อปู ใส่เฉพาะเนื้อปูจริงๆครับ ตักกี่ครั้งก็ได้เฉพาะเนื้อปู รสชาติไม่ต้องบรรยาย แม้ท้องจะถูกเติมด้วยอาหารว่างบนเครื่องบินถึง 2 เที่ยวแล้ว ยังรู้สึกได้ดีถึงความอร่อยลิ้นนั้น สนนราคา 350 บาทขาดตัว อย่างที่สองคือ ปลามงเจี๋ยน จานนี้เสริฟด้วยปลามงทอด ราดด้วยน้ำซ้อสรสมะขาม ซู้ดปากได้เลยครับ อย่างที่สามคือ ใบเหรียงผัดกับกุ้งแห้ง ตามด้วยยำมะม่วง อร่อยแทบเหาะได้ ว่าไปนั่น (เขาบอกว่าอร่อยเหาะ แต่ผมยังไม่ลอยไปไหน เลยให้แทบเหาะดีกว่าครับ)
เช้าวันที่ 11 กันยายน 2552 นับเป็นเวลา 8 ปีเต็มๆหลังเหตุการณ์ 911 โลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมาย ผมแก่ลง ลูกสาวเติบโตขึ้น เดือนหน้าจ้าจะมีอายุครบ 4 ขวบ เดือนมกราคมปีหน้าแป้งก็อายุ 9 ขวบ หัวผมขาวมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในระยะไกล สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนไปเลย ก็คือ “เวลา” เวลายังคงเดินหน้าไปเรื่อยๆ ตามจังหวะของมัน บางบ้านต้องเปลี่ยนถ่านนาฬิกาไปไม่รู้ตั้งกี่ครั้งในช่วง 8 ปีมานี้ เนื่องจากมันหยุดเดินไปดื้อๆ แต่ครั้นเมื่อคุณเปลี่ยนถ่านให้มัน คุณก็ตั้งเวลาให้มันเริ่มเดินในเวลาปัจจุบัน แล้วมันก็ยังคงเดินหน้าเหมือนเดิม
ผมตื่นขึ้นมาในเวลา 6 โมงตรงเป๊ะโดยไม่ต้องพึ่งนาฬิการปลุกจากโทรศัพท์มือถือ คนเราซึ่งเมื่อแก่ตัวลง ดูเหมือนว่าระบบนาฬิกาในหัวมันจะทำงานได้เที่ยงตรงขึ้น (นี่เกิดจากการสังเกตส่วนตัวครับ ไม่อิงวิชาการ) นอนดูข่าวที่แสนจะไร้สาระของประเทศไทยเล็กน้อยก่อนที่จะลุกขึ้นไปห้องน้ำ แล้วลงไปกินอาหารเช้า สิ่งหนึ่งที่ต้อนรับผมในห้องอาหารเช้าวันนี้ก็คือ “ขนมจีน” เออสินะ ขนมจีนเป็นอาหารเช้าของคนที่นี่ ก่อนหน้านู้นผมก็เคยมากินขนมจีนมื้อเช้าในภูเก็ตใกล้ๆกับโรงแรมที่ผมพักอยู่ขณะนี้ น้ำแกงราดขนมจีนมีหลายชนิดมาก 7 น้ำเป็นสิ่งที่ตื่นตาตื่นใจของผมกับเมียเมื่อครั้งมาเที่ยวด้วยกันครั้งแรก เครื่องเคียงเขาจะมีทั้งถั่วคั่ว ผักดอง สัปปะรดและผักสดต่างๆ แต่ในโรงแรมเช้าวันนี้มีแค่ 2 น้ำ กับเครื่องเคียงเล็กน้อย และถึงแม้จะไม่ครบสูตรดังหวัง ผมก็ยังเลือกที่จะกินขนมจีนเป็นมื้อเช้าของวันนี้
นัดกับพี่หวี ซึ่งจะพาไปโรงพยาบาลวชิระภูเก็ตตอน 8.30 น. ผมมีตารางการบรรยายที่จะเริ่มในเวลา 9.00 น. “ห้องมะฮอกกานี” เป็นชื่อสถานที่ที่เขาจัดการประชุม
เชื่อไหมครับ ว่าตั้งแต่ที่ผมได้ไปวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ชัยนาท เมื่อ 2 เดือนก่อนนู้น ท่านศาสตราจารย์ประทักษ์เล่าว่า ที่บ้านท่านปลูกต้นมะฮอกกานี นับตั้งแต่นั้น ผมก็เทียวหาดูว่า ต้นไม้ชื่อนี้ รูปร่างมันอยู่อย่างไรหนอ พยายามหาดูจนได้รู้ว่า แท้ที่จริงแล้ว มันคือต้นไม้ที่มีในโรงพยาบาล ในมหาวิทยาลัยและตามทางหลวงมากมาย ลำต้นตั้งตรงเปลือกแตก พุ่มงาม ใบเป็นมันวาว สวยงามร่มเย็นมากครับ
วิชระภูเก็ตมีต้นมะฮอกกานีมากมาย แต่ละต้นล้วนใหญ่ขนาด 2 คนโอบขึ้นไป อายุอานามผมคงกะเดาไม่ได้ เพราะไม่ใช่นักพฤกษศาสตร์ แต่คาดเดาว่าน่าจะเกิน 50 ปีขึ้นไป และโรงพยาบาลก็น่าจะชอบเจ้าต้นไม้ชนิดนี้จริงๆ ถึงขนาดตั้งชื่อห้องประชุมว่า “มะฮอกกานี” ร้านขายกาแฟก็ชื่อ “มะฮอกกานีคาเฟ่” ในโรงพยาบาลแห่งนี้ยังคงมีต้นไม้ใหญ่อีกหลายชนิด ต้นลั่นทมก็สูงใหญ่เท่าตึกชั้น 3 ของโรงพยาบาล สูงจนดมกลิ่นไม่ถึง
ผมบรรยายเรื่องเนื้องอกมดลูกและภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่โดยใช้เวลา 3 ชั่วโมง แวะพักราว 15 นาที จบได้ตรงเวลาเผง ท่านศาสตรจารย์กำแหงเคยพูดไว้ว่า “ผู้เจริญแล้วย่อมรักษาเวลา” ฉะนั้น วันนี้ขอเป็นผู้เจริญครับ การบรรยายของผมก็คงไว้ซึ่งสไตล์เดิมๆ เดินไปเดินมา ฮาบ้าง เหน็บบ้าง ฮากันตรึม...
เที่ยงตรง คุณหมอมานพ แพทย์รุ่นน้องก็โทรศัพท์มาหาพอดี เลยได้ชวนไปกินก๋วยเตี๋ยวมื้อเที่ยงด้วยกัน พี่หวีพาไปกินแถวๆ “สามกอง” เป็นร้านก๋วยเตี๋ยวชื่อดังที่เขาทำเส้นเอง “แป๊ะเถว” คือชื่อร้านของเขาครับ ผมสั่งเส้นหมี่เย็นตาโฟ พี่หวีจึงบอกว่าน่าเสียดาย เพราะที่นี่เขาสั่ง “ยี่หูเอ่งฉาย” ซึ่งเป็นของขึ้นชื่อ เป็นเย็นตาโฟแห้งใส่หมี่กรอบเส้นขาวๆ จุดเด่นของร้านนี่ก็คือ เส้นทำเองและเครื่องปรุงใส่มาแบบไม่หวงของ หมูแดงก็เป็นหมูแดงอบน้ำผึ้งหอมหวาน ผมเลยต้องกิน 2 ชามด้วยประการฉะนี้
ออกจากแป๊ะเถวก็ไปกินเฉาก๊วยที่ร้าน “ริมทาง” อยู่ใกล้โรงแรมภูเก็ตเมอร์ลิน ร้านนี้เป็นร้านขายของฝากจากภูเก็ต เฉาก๊วยที่ว่านี้มีความพิเศษอยู่ที่ความเหนียว เคี้ยวเพลินเกินใจห้าม อร่อยเหลือเกินครับ แนะนำว่าต้องลอง ผมให้ 4 ดาวครึ่งเลย หักไปครึ่งหนึ่งเพราะความหวานครับ นี่ถ้าไม่ใส่น้ำเชื่อม แต่ใส่น้ำตาลทรายแดงโรยหน้ามาแทนแล้วล่ะก็ 5 ดาวไปเต็มๆเลยครับ
แล้วก็ถึงเวลากลับบ้านเสียที ผมนั่งรอขึ้นเครื่องราว 1 ชั่วโมง รู้สึกเหมือนเป็นคนแปลกหน้าของที่นี่ เพราะมองไปทางไหนก็มีแต่ฝรั่งมังค่า หาคนไทยแทบไม่พบเจอ แต่ก็ยังคงพอให้นึกดีใจได้สักหน่อย ว่าในยามที่เศรษฐกิจฝืดเคืองเช่นนี้เขาก็ยังมาเที่ยวบ้านเรา ผมกลับกรุงเทพด้วย Airbus A300 ถึงสุวรรณภูมิก็พบผู้คนที่รู้จักมากมาย เพราะอย่าลืมว่าวันนี้ป็นวันศุกร์เย็น น่าแปลกว่า พวกที่ทำงานกรุงเทพชอบประชุมวันศุกร์ คนบ้านนอกอย่างพวกเราเลยต้องเดินทางมาประชุมกันเป็นประจำ โดนเฉพาะวันศุกร์นี่แหละ ใครรู้เหตุผลไหม ว่าทำไมต้องศุกร์ ช่วยบอกหน่อยครับ
เสียดายไม่รู้ว่าหมอแป๊ะไปภูเก็ต
ร้านแป๊ะเถวอยู่ใกล้บ้าน ถ้าวิ่งก็ไม่เกิน ๑๐ นาที ขับรถไม่เกิน ๕ นาที
วันหลังไปภูเก็ตอย่าลืมกริ๊งกร๊างนะครับ ถามเบอร์จากมะปรางก็ได้ครับ
สวัสดีครับท่านอัยการ
คิดถึงท่านเหมือนกัน แต่ตอนนั้นก็กำลังจะขึ้นเครื่องกลับ
เสียดาย จริงๆๆๆๆ
อ่านแล้วนึกว่า คุณหมอเปลี่ยนอาชีพเป็นนักชิมแล้วซะอีก
เมื่อไรจะออก Pocket book เรื่อง "เที่ยวไป ชิมไป บ่นไป กับหมอธนพันธ์"
เออ ผมก็สงสัยเหมือนกันว่าหน่วยงานราชการต่างมักจะถือฤกษ์ วันศุกร์ ชอบจริงๆเลยกับวันศุกร์ หรือเพราะว่าเสียงมันฟังแล้วเป็นสุข
แต่ที่รู้แน่ๆก็คือมันจะเป็นการพักผ่อนต่อเนื่องในช่วงวันหยุดเลย แบบว่าช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไง
แล้วไอ้เจ้า VDO Conference เมื่อไรมันจะได้เกิด ก็ไม่รู้ ทั้งๆที่มันจะช่วยประหยัดงบต่างๆของทางราชการได้มากมายเลยหล่ะ เห็นมีแต่ VDO LINK ของบางคนมาเรื่อยๆ 555
เรียน อาจารย์หมอธนพันธ์ ที่เคารพอย่างสูง
ก็ถือว่าเป็น การประชุมที่เป็นแบบแผนสืบต่อกันมาว่า จะต้องให้ติดวันศุกร์ ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของสัปดาห์
ในการทำงาน ด้วยเหตุผลที่ว่าการประชุมบางเรื่องต้องใช้ความคิด วิเคราะห์ หาข้อมูลเหตุผล การเตรียมตัวให้
เหมาะสมกับสถานการณ์ที่ไม่ปกติ คือ มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยๆ ในบางงาน การทำงานอาจจะมีปัญหาบ้าง
จึงต้องคุยและเรียนรู้ร่วมกันและหาหนทางแก้ไขร่วมกัน จะได้เข้าใจในการปฏิบัติงานจากประสบการณ์ของผู้
เข้าประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น แก้ไขปัญญาไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อให้องค์กรและหน่วยงานได้
พัฒนาศักยภาพในการศึกษา การฝึกฝน การเรียนรู้ร่วมกัน ฯลฯ
เมื่อการประชุมสำเร็จลุล่วงไปตามเป้าหมายวัตถุประสงค์ที่ได้วางแผนเอาไว้ ความเครียดจากความคิดและ
การทำงานต่างๆ ก็ต้องมีแน่นอน แต่โชคดีที่เป็นวันศุกร์ พ้องเสียงกับ วันสุข สดชื่น สมหวัง เริงร่า เบิกบาน สำราญใจ
ก็จะมีนัดกับเพื่อนๆ โดยการผ่อนคลายความเครียดจากความคิดและการทำงานต่างๆ จะได้มีกิจกรรมสลับกันไป
ในคืนวันสุข ตามความสมควรและเหมาะสมแก่เวลา ผู้คนส่วนมากชอบวันศุกร์ และ คืนวันศุกร์
พอเช้าวันเสาร์ก็เข้าวัดทำบุญ และปล่อยสัตว์ ตามแต่สมควรและเหมาะสมอีกค่ะ
ขอขอบพระคุณค่ะกับบันทึกที่ให้ความรู้และใช้สติ ปัญญา ในการคิด ก็มีหลายๆ วิธี ที่ให้คิดและปฏิบัติตน
ในการสร้างความดี ในทางศาสนาพุทธก็ถือเป็นการสะสมบุญ แต่มีหลายวิธีให้เลือกมาก สำหรับคุณหมอมีบุญ
สะสมอยู่เรื่อยๆ แล้ว ก็โดยการรักษาคนไข้ ถือเป็นบุญกุศลที่สูงและยิ่งใหญ่มากๆๆๆ
เคารพอย่างสูง
พี่หนึ่งครับ
VDO conference คงเกิดยาก เพราะผู้บริหารจะอดเดินทางครับ ฮา....แต่จริงนะพี่
ทำไทต้องเดินทางบ่อย หนีเมียเที่ยว สะสมไมล์ ชอบนั่งเล้าจ์บินไทย (ทำตัวประหนึ่งไก่ ชอบอยู่ในเล้า) ฯลฯ
ล้อเล่นนะครับ
ขอบคุณและรับไว้ครับ kitt