วันเสาร์ ที่ ๑๒ ก.ย.๒๕๕๒ เมื่อราว ๑๐ นาทีที่ผ่านมา ฟังวิทยุประเทศไทยรายงานข่าวเช้า ๗ น. ทำให้ทราบว่า เมื่อวานนี้ สภาผู้แทนผ่านร่าง พรบ.สภาเกษตรกร เป็นวาระที่ ๑  ทำให้ผมเองสนใจ จึงเข้าไปค้นคว้าหาข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ  แล้วได้มาวางไว้  เพื่อศึกษาเรียนรู้ตามอัธยาศัยต่อไปครับ

........................................................................................

การประชุมครม.วันนี้ ครม.มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติสภาเกษตรกรแห่งชาติ พ.ศ. …………. ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ และให้เสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป

ทั้งนี้ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวเป็นการดำเนินการให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่บัญญัติให้มี กฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งสภาเกษตรกร เพื่อคุ้มครองและรักษาผลประโยชน์ของเกษตรกร และส่งเสริมการรวมกลุ่มของเกษตรกรในรูปของสภาเกษตรกรภายใน 1 ปี นับแต่วันที่แถลงนโยบายต่อรัฐสภาและเป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลที่จะเริ่มดำเนินการในปีแรก โดยมีสาระสำคัญดังนี้

1. กำหนดให้จัดตั้งสภาเกษตรกรแห่งชาติ ประกอบด้วย สมาชิกซึ่งสภาเกษตรกรจังหวัดเสนอชื่อสมาชิกจังหวัดละหนึ่งคน และสมาชิกซึ่งเลือกจากตัวแทนองค์กรเกษตรกรด้านพืช ด้านสัตว์ ด้านประมง และด้านเกษตรอื่น ๆ รวม 16 คน กระจายสัดส่วนตามกลุ่มอาชีพ และสมาชิกผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งคัดเลือกจากผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ด้านเกษตรกรรม รวม 7 คน ซึ่งต้องมีผู้เชี่ยวชาญด้านพืช ด้านสัตว์ และด้านประมง อย่างน้อยด้านละหนึ่งคน (ร่างมาตรา 7)

2. กำหนดอำนาจหน้าที่ของสภาเกษตรกรแห่งชาติ โดยกำหนดนโยบายเพื่อส่งเสริมและพัฒนาความเข้มแข็งแก่เกษตรกรและองค์กรเกษตร ส่งเสริมและพัฒนาการทำเกษตร ให้คำปรึกษาแก่คณะรัฐมนตรีในการแก้ไขปัญหาของเกษตรกร จัดทำแผนแม่บทเสนอต่อคณะรัฐมนตรี และสนับสนุนวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ด้านพันธุกรรมพืชและสัตว์ท้องถิ่น เป็นต้น [ร่างมาตรา 8]

3. กำหนดให้มีสำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เรียกโดยย่อว่า “สกช.” ทำหน้าที่เป็นเลขานุการและรับผิดชอบงานด้านธุรการของสภาเกษตรกรแห่งชาติ (ร่างมาตรา 20)

4. กำหนดให้มีสภาเกษตรกรจังหวัด ประกอบด้วย สมาชิกซึ่งเป็นสมาชิกองค์กรเกษตรกรที่ได้รับการสรรหาตามหลักเกณฑ์ที่สภาเกษตรกรแห่งชาติกำหนด จำนวน 16 คน และสมาชิกผู้ทรงคุณวุฒิมีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านเกษตรกรรม จำนวน 5 คน โดยอย่างน้อยต้องมีผู้เชี่ยวชาญด้านพืช ด้านสัตว์ และด้านประมง อย่างน้อยด้านละหนึ่งคน (ร่างมาตรา 27)

5. กำหนดอำนาจหน้าที่ของสภาเกษตรกรจังหวัด ให้พัฒนาและเสริมสร้างความเข้มแข็งแก่เกษตรกรและองค์กรเกษตรกรในระดับ จังหวัด ส่งเสริมและสนับสนุนการรวมกลุ่มขององค์กรเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร และยุวเกษตรกรในจังหวัด จัดทำแผนพัฒนาเกษตรกรรมระดับจังหวัดเสนอต่อสภาเกษตรกรแห่งชาติ และรับเรื่องราวร้องทุกข์เกี่ยวกับราคาและผลผลิตทางเกษตรกรรม (ร่างมาตรา 29)

6. กำหนดให้จัดตั้งสำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดขึ้น เรียกโดยย่อว่า “สกจ.” ทำหน้าที่เป็นเลขานุการและรับผิดชอบงานด้านธุรการของสภาเกษตรกรจังหวัด (ร่างมาตรา 36)

7. กำหนดให้สภาเกษตรกรแห่งชาติจัด ทำแผนแม่บทเพื่อพัฒนาเกษตรกรรม โดยมีกระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชน และเมื่อจัดทำแผนแม่บทแล้วให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์พิจารณาโดยไม่แก้ไข เปลี่ยนแปลงในสาระสำคัญ เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนปฏิบัติการให้สอดคล้องกับแผนแม่บทดัง กล่าว ให้สภาเกษตรกรแห่งชาติ ติดตาม และตรวจสอบการปฏิบัติงานตามแผนแม่บท (ร่างมาตรา 40 และร่างมาตรา 42)

8. กำหนดบทเฉพาะกาล ในวาระเริ่มแรกให้สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำหน้าที่สำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติ และสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัด ทำหน้าที่สำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดไปพลางก่อนให้คณะกรรมการดำเนินการ สรรหาสมาชิกสภาเกษตรกรจังหวัดภายใน 30 วัน นับแต่วันพ้นกำหนดเวลาการเสนอชื่อสมาชิกตามมาตรา 44 (ร่างมาตรา 43 และร่างมาตรา 45)

...................................................................................................

คณะติดตามร่างพรบ.สภาเกษตรกรฯ 
แนวคิดว่าด้วย “สิทธิเกษตรกร” (Farmer’s Right)ที่ควรมีในพรบ.สภาเกษตรกร
โดย อ.ทศพล ทรรศนกุลพันธ์ และ อ.ไพสิฐ พานิชย์กุล
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
กรกฏาคม 2552

ระบบเศรษฐกิจและการเมืองของโลกในปัจจุบันขับเคลื่อนไปด้วยกระแสโลกาภิวัฒน์ที่เอื้อต่อการเคลื่อนย้ายทุน ปัจจัยการผลิต และสินค้าข้ามพรมแดนอย่างรวดเร็ว แต่ในหลายพื้นที่พบว่าได้สร้างผลกระทบที่สำคัญต่อการดำรงวิถีชีวิตของกลุ่มคนชายขอบของการพัฒนาอยู่ไม่น้อย เกษตรกรก็เป็นกลุ่มหนึ่งที่ได้รับผลกระทบนี้ดังนั้นจึงต้องแสวงหาแนวทางเพื่อป้องกันและลดผลกระทบซึ่งอาจเกิดกับเกษตรกรเพื่อสร้างฐานการดำรงชีวิตอย่างยั่งยืนเพื่อเอื้อให้เกษตรกรสามารถดำเนินวิถีชีวิตอย่างที่ตนเลือกได้อย่างยั่งยืนบนลำแข้งของตนเอง แนวความคิดที่อาจนำมาปรับใช้กับปัญหาดังกล่าวที่ประเทศไทยมีอยู่ คือ “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ซึ่งตั้งอยู่บนหลักการของการดำรงชีวิตโดยพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน มีระบบการผลิตที่มีเหตุผลมีผล สอดคล้องกับฐานทรัพยากรของตน และรักษาวัฒนธรรมอันดีงามของชุมชนและสังคมไว้ เพื่อให้เกิดการพัฒนาชีวิตและสังคมอย่างยั่งยืน เมื่อนำมาปรับใช้กับภาคการเกษตรก็จะเห็นได้ว่า ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมีความสอดคล้อง กับ สิทธิของเกษตรกรที่พึง ดังนั้นการประยุกต์เอาแนวคิดเรื่อง “สิทธิเกษตรกร” ที่ปรากฏอยู่ในพันธกรณีสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศมาใช้จึงเป็นฐานความคิดที่จะเป็นประโยชน์ต่อการร่างกฎหมายเกี่ยวกับ การคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิเกษตรกร


แนวคิดว่าด้วย “สิทธิเกษตรกร” ประกอบด้วยหลักการสำคัญอยู่ 4 ประการดังต่อไปนี้
การถือครองปัจจัยการผลิตอย่างมั่นคง การผลิตทางการเกษตรจำเป็นต้องมีปัจจัยการผลิตต่างๆเข้ามาเป็นฐานเพื่อทำการผลิต อาทิ ที่ดิน เมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย ตัวอ่อน อาหาร หรือทรัพยากรต่างๆที่เข้ามาเกื้อหนุนให้มีการเพาะปลูกหรือปศุสัตว์ได้อย่างมีประสิทธิผล ดังนั้นจึงจำเป็นต้องสร้างหลักประกันที่มั่นคงให้กับเกษตรกรว่า ปัจจัยการผลิตทั้งหลายจะไม่ถูกพรากเอาไปจากเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นการไร้ที่ทำกิน การเข้าไม่ถึงเมล็ดพันธุ์ ตัวอ่อน อาหาร หรือปุ๋ยที่มีราคาแพงเกินกว่าเกษตรกรทั้งหลายจะเข้าถึงได้ ทั้งนี้การกำหนดราคาหรืออำนาจในการควบคุมปัจจัยการผลิตจึงเป็นประเด็นสำคัญที่จะต้องพิจารณา อาทิ ที่ดินจะต้องมีการจัดสรรหรือปฏิรูปเพื่อทำกิน ไม่ปล่อยให้มีการถือครองที่ดินเพื่อเก็งกำไรโดยมิได้นำมาใช้ประโยชน์อย่างแท้จริง เมล็ดพันธุ์ ตัวอ่อน ปุ๋ย หรืออาหารสัตว์จะต้องไม่อยู่ภายใต้การผูกขาดของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งอันจะมีผลต่อการบิดเบือนตลาดสินค้าเกษตรทำให้เกษตรกรต้องซื้อปัจจัยผลิตในราคาแพง และท้ายที่สุดจะทำให้อาหารที่มาจากสินค้าเกษตรต้องมีราคาแพงตามไปด้วย ดังนั้นการปฏิรูประบบถือครองสิทธิในปัจจัยการผลิตจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดในการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิของเกษตรกร

การเข้าถึงทรัพยากรสาธารณะอย่างเพียงพอ การดำรงอยู่ของภาคการเกษตรจำเป็นต้องอาศัยฐานทรัพยากรที่ยิ่งใหญ่ คือ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เนื่องจากปัจจัยในการผลิตทางการเกษตรล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยทางธรรมชาติ เช่น ดิน น้ำ อากาศ และความหลากหลายทางชีวภาพ สัจธรรมในเรื่องนี้จึงต้องเปิดโอกาสให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในการใช้ประโยชน์ อนุรักษ์ และพัฒนา เนื่องจากเกษตรกรทั้งหลายล้วนเป็นประชาชนที่อยู่ในท้องถิ่นดังกล่าวเป็นระยะเวลานานตั้งแต่อดีตสืบไปยังอนาคต หากเปิดโอกาสให้เกษตรในท้องถิ่นได้เข้ามามีส่วนร่วมก็จะเป็นประโยชน์ทั้งต่อตัวเกษตรกรเองในแง่ของการใช้ประโยชน์ตามวิถีชีวิตเกษตรกรรม และเป็นประโยชน์แก่สาธารณะในแง่ของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมด้วยความหวงแหนในทรัพยากรเหล่านั้นอันเป็นมรดกร่วมกันของคนทั้งชาติและลูกหลานของตนในอนาคต นอกจากนี้ยังมีทรัพยากรสาธารณะอีกส่วนหนึ่งที่ต้องเปิดโอกาสให้เกษตรกรเข้ามามีบทบาทร่วมตัดสินใจเพื่อจัดสรรแบ่งปันมากขึ้น นั่นก็คือ ทรัพยากรของรัฐ อันได้แก่ งบประมาณ กลไก บุคคลากรของภาครัฐและบริการสาธารณะ ทรัพยากรสาธารณะเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยเกื้อหนุนที่สำคัญให้แก่เกษตรกรผู้ด้อยโอกาสในการพัฒนาอันเนื่องมาจากการขาดอำนาจทางเศรษฐกิจและขาดอำนาจในการมีส่วนร่วมทางการเมือง ดังนั้นการส่งเสริมให้เกษตรกรเข้ามีส่วนร่วมในการจัดสรรทรัพยากรสาธารณะมากขึ้นก็ย่อมเพิ่มโอกาสให้เกษตรกรพัฒนาตนเองได้มากยิ่งขึ้นนั่นเอง

การประกันความมั่นคงในผลตอบแทนที่ควรได้รับ การดำรงชีวิตอยู่ในระบบเศรษฐกิจการเมืองปัจจุบันต้องอาศัยปัจจัยการดำรงชีพต่างๆ อาทิ อาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค และปัจจัยอื่นๆ การได้มาซึ่งปัจจัยเหล่านี้ประกอบไปด้วย 2 ทางหลัก คือ การผลิตขึ้นเองโดยตรง เช่น เพาะปลูกเพื่อเก็บเกี่ยวอาหาร การได้มาทางอ้อม เช่น การปลูกข้าวเพื่อขายได้เงินมาก็เอาไปซื้อปลาซื้อหมู ดังนั้นความมั่งคงในชีวิตของเกษตรกรจึงอาจประกันได้ด้วย 2 ทาง คือ


1) การประกันให้เกษตรกรมีปัจจัยการดำรงชีพโดยตรง ผ่านการสร้างความมั่นคงในปัจจัย 4 ผ่านกระบวนการประกันความมั่นคงในการครอบครองผลผลิตที่ตนเองผลิตได้ ไม่จำเป็นต้องขายออกไปเพื่อแลกเงินทั้งหมด นั่นก็คือ การสร้างอธิปไตยเหนืออาหาร มิให้เกษตรกรตกอยู่ภายใต้อำนาจการครอบงำของกลุ่มทุนที่ดึงดูดเอาผลผลิตทั้งหมดไปจากเกษตรกรอันเนื่องมาจากภาวะรุมเร้าทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นหนี้สิน ที่เกิดจากการกู้ยืมเพื่อนำไปซื้อเมล็ดพันธุ์ ตัวอ่อน ปุ๋ย อาหารสัตว์ หรือค่าเช่าปัจจัยการผลิตต่างๆ รวมไปถึงการตกอยู่ภายใต้ระบบเกษตรพันธะสัญญาที่มีลักษณะผูกขาดขูดรีดอย่างไม่เป็นธรรม
2) การประกันให้เกษตรกรมีปัจจัยการดำรงชีพทางอ้อม ผ่านการประกันรายได้จากการซื้อขายแลกเปลี่ยนผลผลิตที่เกษตรกรสร้างขึ้น ด้วยมาตรการแทรกแซงของภาครัฐในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายรักษาความมั่นคงด้านรายได้ผ่านวิธีการ ประกันราคาสินค้า การกำหนดปริมาณการผลิตสินค้าเกษตรล่วงหน้า การรับซื้อรับจำนำสินค้าในราคาที่เหมาะสม และในบางกรณีหากประสบภัยพิบัติธรรมชาติหรือภาวะฉุกเฉินอาจมีมาตรการช่วยเหลือโดยตรงไม่ว่าจะเป็นการยกเว้นดอกเบี้ยหนี้สิน หรือจัดระบบการเงินเข้าไปอุดหนุนเกษตรกรที่ประสบปัญหา ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบสหกรณ์ หรือสถาบันการเงินภาคประชาชนก็ตาม

การรักษาวิถีการผลิตที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมของตน การเกษตรเป็นวิถีชีวิตที่ต้องอาศัยการสืบทอดภูมิปัญญาจากบรรพบุรุษสู่ลูกหลาน มิใช่เพียงวิธีการผลิตที่อัดฉีดปัจจัยการผลิตการผลิตเข้าไปแล้วได้ผลผลิตสำเร็จรูปออกมา ดังนั้นสิ่งสำคัญอีกประการที่ต้องทะนุบำรุงไว้ก็คือ วัฒนธรรมทางการเกษตรที่สอดคล้องกับวิถีการผลิตของชุมชน ไม่ว่าจะเป็นภูมิปัญญาทางการผลิต การเก็บรักษาพันธุ์พืชพันธุ์สัตว์ หรือแม้กระทั่งความสัมพันธ์ของผู้คนในชุมชน ดังนั้นจึงต้องแสวงหาทางที่จะส่งเสริมให้ชุมชนสามารถรักษาวิถีชีวิตของชุมชนเอาไว้ และสร้างภูมิคุ้มกันต่อผลกระทบอันไม่พึงประสงค์ด้วย นโยบายหรือโครงการใดที่รัฐหรือเอกชนริเริ่มอันอาจส่งผลกระทบต่อชุมชนจึงต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนและชุมชนเข้าร่วมตัดสินใจ แสวงหาทางลดผลกระทบและเยียวยาความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตด้วย เพื่อประกันความต่อเนื่องของวัฒนธรรมชุมชนอันจะเป็นภูมิคุ้มกันที่ดีของชุมชนและเกษตรกรสืบไป

อย่างไรก็ดีแนวคิด “สิทธิเกษตรกร” ย่อมต้องตั้งอยู่บนฐานของการมีส่วนร่วมของประชาชนในการคิดตัดสินใจในประเด็นต่างๆ ตามระบอบประชาธิปไตยซึ่งต้องวางระบบและจัดองค์กรต่างๆเพื่อเปิดโอกาสให้เกษตรกรทั้งหลายสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรมหรือกำหนดทิศทางนโยบายต่างๆให้เป็นไปเพื่อคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิของเกษตรกรอย่างแท้จริงอันอาจจัดองค์กรในลักษณะสภาเกษตรกรที่เปิดโอกาสให้เกษตรกรหลากหลายรูปแบบเข้าร่วมตัดสินใจมากยิ่งขึ้น โดยการตัดสินใจทั้งหลายจำเป็นต้องตั้งอยู่บนฐานของ “สิทธิเกษตรกร” และ “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” เพื่อประโยชน์สุขของเกษตรกรอย่างยั่งยืน