ฟ้าเปลี่ยนสี

ถึงแม้ว่าเราไม่ได้ทำอะไรมากมายแค่เพียงรับฟังสิ่งที่เล่าระบายให้เราฟัง แต่สิ่งนั้นเป็นการช่วยเหลือคนที่มีความทุกข์ใจให้เขามีรอยยิ้มและมีความสุขขึ้นมาเราก็รู้สึกว่าเป็นความสุขใจและรู้สึกภูมิใจที่สุดที่ได้ช่วยเหลือ

            เราได้เจอกับโชเอตอนที่เราได้ลงไปเยี่ยมบ้านที่ซอยแพกะริ  ในวันที่เราได้ลงไปเยี่ยมบ้านวันแรกเราไม่อยากจะเชื่อว่าซอยนี้จะเป็นซอยที่จะมีบ้านคนอยู่ได้เพราะทางที่เข้าซอยของโชเอเป็นซอยที่แคบมากและเป็นรั้วสังกะสีผุ ๆ กั้นเอาไว้  ดูเหมือนกับว่าเป็นที่ที่ไม่น่าจะมีคนอยู่ หลังจากที่เราเดินเข้าไปในซอยปรากฏว่าในชุมชนนั้นเป็นชุมชนคนพม่าอาศัยอยู่อย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 40 ครอบครัว  และมีคนอยู่ด้วยกันประมาณ 200 คน ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ และในครอบครัวของโชเอที่เราไปเยี่ยมบ้านเขามีอยู่ด้วยกัน 3 คน พ่อแม่ลูก 

              ครอบครัวของโชเอโชคร้ายเพราะสามีของโชเอติดเชื้อเอช ไอ วี ตอนนี้ยังไม่รู้เหมือนกันว่าลูกของโชเอที่มีอายุ 5 เดือนจะติดเชื้อด้วยหรือไม่ กว่าที่เราจะได้รู้จักและสนิทกับครอบครัวนี้เราต้องใช้เวลาในการเข้าไปเยี่ยมบ้านหลายครั้งมาก หลังจากที่เราเข้าไปเยี่ยมบ้านหลายครั้งแล้วทำให้โชเอยอมที่จะพูดคุยเรื่องส่วนตัวและเล่าประวัติส่วนตัวว่าสามีของเขาว่าสามีของเขาติดเชื้อเอช ไอ วีตอนนี้กำลังป่วย โชเอเล่าประวัติที่เขาเข้ามาอยู่ที่เมืองไทย ให้ฟังว่าเขามาอยู่ที่เมืองไทยหลายปีมากแล้ว เข้ามาทำงานเพราะตอนที่อยู่ที่ประเทศพม่าลำบากมากพ่อแม่มาอยู่ที่เมืองไทยก่อนจากนั้นโชเอก็ตามมาทีหลัง  ตอนที่เข้ามาตอนแรกตั้งใจมาเพื่อจะทำงาน หลังจากนั้นมาอยู่ไม่นานเท่าไหร่ก็แต่งงานและมีลูก 1  คน จึงไม่ได้ทำงานต้องเลี้ยงลูก 

             อยู่มาวันหนึ่งโชเอไม่สบายซึ่งเป็นครั้งแรกที่เราเจอโชเอเป็นเม็ดตุ่มน้ำใส ๆ เราคิดว่าโชเอแพ้อะไรสักจึงให้ยา TA ครีมและยา CPM กับโชเอไปกิน หลังจากนั้นอีก 3  วันเราก็ไปเยี่ยมบ้านโชเออีกครั้ง  เราเห็นแล้วตกใจมากเพราะว่าโชเอเป็นตุ่มน้ำใสขึ้นลุกลามตั้งแต่ใต้ราวนมจนเกือบถึงเอว เราเห็นแล้วจึงโทรไปปรึกษากับพี่ต้อย พี่ต้อยบอกว่าโชเอน่าจะเป็นงูสวัดเพระก่อนหน้านั้นตอนที่เราไปเยี่ยมบ้านของโชเอได้มาเล่าประวัติครอบครัวของโชเอให้พี่ต้อยฟังว่าสามีของโชเอติดเชื้อเอช ไอ วีและตอนนี้ MMR เป็นคนดูแลอยู่และพี่ต้อยเคยไปเยี่ยมบ้านของโชเอและสามีของโชเอ ตอนนั้นสามีของโชเอเป็นเชื้อราในปากไปรับยามาจากที่โรงพยาบาลระนอง  แต่สามีของโชเอไม่ยอมกินยา พี่ต้อยจึงแนะนำเรื่องการกินยาของสามีโชเอ หลังจากที่โทรมาเล่าอาการให้พี่ต้อยฟังพี่ต้อยบอกว่าโชเอเป็นงูสวัดให้รีบนำโชเอไปรับยาที่โรงพยาบาล  เพราะถ้าปล่อยทิ้งไว้ตุ่มน้ำแตกโชเอจะเจ็บมาก

              จากนั้นเราจึงนำโชเอไปหาหมอที่โรงพยาบาล หมอที่โรงพยาบาลจึงให้โชเอพบกับพยาบาลผู้ให้คำปรึกษาเพื่อเจาะเลือดหาเชื้อเอช ไอ วี และอีก 3 วันหมอก็นัดให้โชเอไปฟังผล เมื่อครบ 3 วันทางเราจึงได้ไปรับโชเอที่บ้านเพื่อฟังผลเลือดแต่ก่อนที่จะฟังผลสีหน้าของโชเอไม่ค่อยดีเลย สีหน้าเครียดกังวลและเศร้าเหมือนกับว่าจะร้องไห้ โชเอคงจะรับไม่ได้ถ้ารู้ว่าตัวเองติดเชื้อเอช ไอ วี ก่อนที่จะเข้าไปฟังผลในห้องเราก็ได้ให้กำลังใจกับโชเอว่าไม่เป็นไรไม่ต้องคิดมาก  ไม่ว่าผลจะออกมาว่าเป็นหรือไม่เป็น  เราก็ยังมีเวลาที่จะดูแลตัวเอง  ถ้าเรามีผลออกมาว่าไม่ติดเชื้อเราก็จะได้ดูแลป้องกันตัวเองไม่ให้เป็น แต่ถ้าผลเลือดออกมาว่าติดเชื้อก็ไม่ต้องกลัวเพราะถึงแม้ว่าตอนนี้จะไม่มียารักษาให้หายจาการติดเชื้อเอช ไอ วี  แต่ตอนนี้มียาที่จะควบคุมและยับยั้งเชื้อได้แล้ว ทำให้โชเอมีกำลังใจสู้และมีสีหน้าที่แจ่มใสขึ้นมานิดหนึ่ง  กล้าที่จะเข้าไปฟังผลเลือด

             หลังจากที่เข้าไปพบกับหมอและเราก็เข้าไปกับโชเอด้วยเพื่อไปเป็นล่ามให้หมอและโชเอ หมอก็บอกผลเลือดกับโชเอว่าโชเอมีผลเลือดติดเชื้อเอช ไอ วีเราเห็นสีหน้าของโชเอแล้วสงสารโชเอรับไม่ค่อยได้เท่าไหร่กับผลเลือดที่หมอบอก หลังจากที่ฟังผลเลือดเสร็จหมอก็ให้โชเอกลับบ้าน  และนัดให้มาตรวจเลือดซ้ำอีกครั้งพร้อมกับตรวจหา CD4  ระหว่างทางที่กลับจากโรงพยาบาลโชเอเงียบมากเหมือนกับว่าเราไม่ได้เอาเขากลับมาด้วย  เหมือนเรามาคนเดียว หลังมาถึงที่บ้านเราจึงให้กำลังใจกับโชเอ นอกจากรู้ว่าตัวเองติดเชื้อแล้วตอนนี้สิ่งน่าสงสารอีกก็คือว่าสามีของโชเอไม่สบายทำงานไม่ไหว และตัวเองก็ไม่ค่อยสบายอีกซึ่งเราเห็นแล้วก็สงสารมาก โชเอบอกว่าตอนนี้เขามีเพียงลูกเท่านั้นที่เป็นกำลังใจให้เขามีชีวิตอยู่ เราจึงบอกให้โชเอเข้มแข็งเอาไว้และให้กำลังใจกับเขา จากนั้นเราก็กลับคลินิก

            จากนั้นอีกประมาณ 3 วันโชเอได้โทรมาหาเราอีกครั้งเล่าว่าตอนนี้ลูกของเขาเป็นอะไรไม่รู้มีเลือดออกทางปากทางจมูกน้ำเสียงของโชเอเป็นห่วงลูกมากเพราะบางทีก็มีเสียงเครือ ๆ ออกมาเหมือนกับว่าจะร้องไห้ขอให้เราไปช่วยดูให้หน่อย  แต่ตอนนั้นเป็นเวลาที่ดึกมากแล้ว เราจึงแนะนำให้โชเอพาลูกไปโรงพยาบาลก่อนแล้วพรุ่งนี้ทางเราจะตามไปเยี่ยมที่โรงพยาบาล

             วันรุ่งขึ้นโชเอก็โทรมาบอกว่าตอนนี้เขาพาลูกมาที่โรงพยาบาลแล้ว  แต่ตอนนี้ทางโรงพยาบาลเรียกเก็บค่ารักษาพยาบาลแต่โชเอบอกว่าเขาไม่มีเงินที่จะจ่ายค่ารักษาพยาบาลขอความช่วยเหลือจากทางเรา ตอนนี้เขาไม่มีเงินเลยเพราะเขาก็ไม่สบายไม่ได้ทำงาน  ส่วนสามีก็ไม่สบายมาหลายเดือนแล้วทำงานไม่ไหว ก่อนหน้านี้โชเอต้องทำงานคนเดียวและต้องดูแลเลี้ยงลูกด้วยโชเอทำงานแกะกุ้งได้วันละไม่ถึง 100 บาท ทั้งที่ตอนนั้นที่เราบอกให้เขาลูกไปโรงพยาบาลเขาไม่มีเงินในกระเป๋าเลย  แต่ด้วยความที่เขาเป็นห่วงลูกก็จำเป็นที่จะต้องพาลูกไป เราไปเยี่ยมดูลูกของโชเอที่โรงพยาบาลเราเห็นสีหน้าท่าทางของโชเอไม่ดีเลย  เพราะเขากังวลเป็นห่วงลูกมากเขาบอกว่าเขามีเพียงลูกเท่านั้นที่เป็นกำลังใจลูกเป็นดังแก้วตาและดวงใจที่จะทำให้เขามีชีวิตอยู่ได้ ถ้าเขาไม่มีลูกเขาก็ไม่รู้ว่าจะมีชีวิตอยู่อย่างไร ครอบครัวของโชเอไม่ค่อยมีความสุขเท่าไหร่เพราะมีสามี สามีก็ไม่สามารถที่จะเป็นเสาหลักให้กับครอบครัวได้ตอนนี้สามีของโชเอกำลังป่วยเป็นเชื้อราในปากและทานอาหารไม่ค่อยได้ผอมมากไม่มีแรงไม่สามารถที่จะทำงานได้ 

            ทางเราก็พยายามที่จะพูดคุยกับสามีของโชเอแต่สามีของโชเอดื้อมากไม่กินยาทำให้โชเอหนักใจและกังวลเรื่องสุขภาพของสามี  บางครั้งเขาก็บอกกับเราว่าเขาหมดกำลังใจที่จะอยู่และต่อสู้ต่อ การที่เราจะทำให้คนคนหนึ่งที่หมดกำลังใจหรือหมดแรงที่จะต่อสู้กับปัญหาต่าง ๆ ที่เขาต้องเจออยู่นั้นเป็นเรื่องยากมากเราก็ทำได้แค่เพียงการให้กำลังใจการพูดคุยเพื่อให้เขาได้รู้ว่าเขาไม่ได้อยู่อย่างลำพังเขายังมีคนที่คอยเป็นห่วงและเข้าใจเขาอยู่ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราทำให้กับโชเอได้ ตอนนี้เราก็รู้สึกว่าจากการที่เราได้ให้กำลังใจและไปเยี่ยมโชเอที่บ้านบ่อย ๆ ไม่ทอดทิ้งเขาทำให้โชเอและครอบครัวมีกำลังใจที่จะอยู่และต่อสู้กับชีวิตไม่ยอมแพ้กับโชคชะตาของตัวเองที่เป็นอยู่   

            และหลังจากนั้นไม่นานพี่ชายของโชเอก็ไม่สบาย เพราะมือของพี่ชายโดนสายลวดสลิงในเรือทำให้นิ้วนางข้างซ้ายเป็นหนองและบวมอักเสบมาก โชเอได้โทรมาหาเราอีกครั้งว่าช่วยมาดูพี่ชายเขาที่บ้านให้หน่อย หลังจากที่เราไปดูก็เห็นว่ามือของพี่ชายโชเออักเสบมากมีน้ำหนองไหลเราจึงนำพี่ชายของโชเอชื่อนายมารวยไปโรงพยาบาล หมอที่โรงพยาบาลให้นายมารวยนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล  เพราะหมอบอกว่าต้องตัดเนื้อส่วนที่ตายและต้องฉีดยาให้กับนายมารวย ตอนนั้นครอบครัวของโชเอเครียดมากเพราะแม่ของโชเอไม่มีเงิน และนายมารวยเองก็ไม่มีเงิน แม่ของโชเอบอกว่าค่ารักษาที่โรงพยาบาลไม่รู้ว่าจะไปหายืมเงินมาจากที่ไหน แม่ของมารวยพูดไปพร้อมกับร้องไห้ไปเพราะกลัวว่านายมารวยจะต้องถูกตัดนิ้ว โชเอที่อุ้มลูกมาเห็นก็ร้องไห้กลัวว่าพี่ชายจะต้องโดนตัดนิ้วเพราะหมอให้นายมารวยไปที่ห้องผ่าตัด

            หลังจากนั้นนายมารวยออกมาจากห้องผ่าตัดก็ทำให้แม่และโชเอสบายใจขึ้นเพราะมารวยไม่ต้องตัดนิ้ว  หมอเพียงตัดเอาเนื้อที่ไม่ดีออก  แม่ของโชเอขอความช่วยเหลือเรื่องค่ารักษาของนายมารวยทางหน่วยปฐมพยาบาลได้ช่วยออกค่าใช้จ่ายในการรักษาให้กับนายมารวย โชเอบอกว่าสิ่งที่เราได้ช่วยเหลือเขากับครอบครัวพวกเขาไม่รู้ว่าจะขอบคุณพวกเราแบบไหนดี พวกเขาขอบคุณมากและรู้สึกเกรงใจมากเลยเวลาที่มีคนไม่สบายต้องโทรมารบกวนเราอยู่บ่อย ๆ แต่เราก็ได้บอกกับโชเอว่าไม่ต้องเกรงใจเพราะเป็นสิ่งที่เราจะต้องทำอยู่แล้วในเรื่องการช่วยเหลือคนที่เจ็บป่วยหรือคนที่ด้อยโอกาสเพื่อให้เข้าถึงการรักษา หลังจากนั้นนายมารวยก็ออกจากโรงพยาบาลเขาก็มาล้างแผลที่หน่วยปฐมพยาบาลชุมชนซอยสามัคคีทุกวัน  บางวันเขามานั่งเล่นและพูดคุยเล่าเรื่องส่วนตัวให้เราฟังบ่อย ๆ และบางวันเขาก็จะซื้อขนมมาฝากเรา และเขาบอกว่าที่เขาหายดีแบบนี้ก็เป็นเพราะเราที่ช่วยเขาไว้ถ้าไม่อย่างนั้นเขาคงต้องโดนตัดนิ้ว ยิ่งนับวันเรากับครอบครัวของโชเอก็ยิ่งสนิทกันมากขึ้นเพราะเราได้ไปเยี่ยมบ้านทุกอาทิตย์และถามไถ่อยู่กันบ่อย ๆ เวลาที่มีคนไข้ในซอยแพกะริโชเอก็จะแนะนำให้คนไข้มาหาเราที่หน่วยปฐมพยาบาล เราเข้าใจโชเอว่าโชเอต้องการให้คนที่เจ็บป่วยไม่สบายได้รีบรักษารู้ว่าทุกคนก็ต้องรักชีวิตของตัวเองเหมือนกับที่ตัวเขารัก 

             ถึงแม้ว่าตอนนี้โชเอเองต้องเจอกับปัญหาและต้องต่อสู้กับโรคเอช ไอ วีแต่เธอก็ไม่ยอมแพ้ แต่สิ่งที่เธอกังวลอยู่ในตอนนี้ก็คือลูกเพราะเขาไม่รู้ว่าลูกน้อยของเขาจะเป็นเหมือนกับเขาหรือไม่เราเองก็ให้คำตอบกับโชเอไม่ได้แต่ได้ให้คำแนะนำกับโชเอไปว่าตอนนี้เรายังตรวจดูลูกไม่ได้ต้องรอตอนที่ลูกของเขามีอายุได้สัก 1 ปีครึ่ง แล้วค่อยไปตรวจดูลูกของเขาได้  แต่ชีวิตของโชเอน่าสงสารมากเพราะเธอต้องลำบากต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของครอบครัว บางครั้งเธอบอกว่าเธอกลุ้มใจเรื่องสามีมากตอนนี้สามีของเธอเริ่มกลับมากินเหล้าโชเอได้เข้ามาปรึกษากับเรารู้สึกว่าสีหน้าของเธอไม่สบายใจแต่หลังจากที่เธอได้เข้ามาพูดคุยเล่าระบายความในใจให้กับเราฟังเราก็รู้สึกว่าเธอเองก็มีความสุขและกลับบ้านไปด้วยรอยยิ้ม เราเองก็มีความสุขที่ทำให้เธอเป็นแบบนั้น  ถึงแม้ว่าเราไม่ได้ทำอะไรมากมายแค่เพียงรับฟังสิ่งที่เล่าระบายให้เราฟัง แต่สิ่งนั้นเป็นการช่วยเหลือคนที่มีความทุกข์ใจให้เขามีรอยยิ้มและมีความสุขขึ้นมาเราก็รู้สึกว่าเป็นความสุขใจและรู้สึกภูมิใจที่สุดที่ได้ช่วยเหลือ

 

 

                                     คุณสมหญิง                 กิจดนิตตากุล

        เจ้าหน้าที่โครงการหน่วยปฐมพยาบาลฯ คามิลเลียน  โซเชียล  เซนเตอร์  ระนอง

 

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน sha-รพ.ซานคามิลโล



ความเห็น (0)