ข้าพเจ้าเพิ่งกลับมาจากเชียงใหม่เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา    ด้วยความที่มาทำงานอยู่ในเมืองเล็กๆ เป็นเวลาเกือบห้าเดือน และเริ่มคุ้นชินกับวีถีชีวิตเรียบง่ายที่ไม่ค่อยมีความวุ่นวายอะไรนัก  การเข้าไปยังเชียงใหม่ครั้งล่าสุด ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกถึงความวุ่นวาย และความสับสนของชีวิตคนในเมืองได้ชัดเจนขึ้น เชียงใหม่วันนี้ก็เหมือนเมืองใหญ่ทั่วๆไป   มีทุกสิ่งทุกอย่างที่เราต้องการ  มีร้านอาหารมากมายหลายแบบ  แถมด้วยร้านกาแฟเป็นสิบๆร้าน  แต่กลับไม่มีร้านไหนที่รู้สึกสบายๆ  เหมือนร้านกาแฟเล็กๆ  ในเมืองเล็กๆ ที่ข้าพเจ้ากับกัลยาณมิตรมักจะไปนั่งคุยกันในวันหยุด ??

ที่ถนนนิมมานเหมินทร์ แหล่งกินแหล่งเที่ยวอันมีื่ชื่อของเชียงใหม่  ข้าพเจ้าได้ไปนั่งทานอาหารในร้านหรูดูดีร้านหนึ่ง กับน้องๆ  ผู้คนในร้านต่างแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าดูดีมีราคา  แถมอาหารก็รสชาดใช้ได้   อะไรๆก็ดูดีและเข้าท่า   นับเป็นสถานที่ที่น่าสนใจไม่น้อย 

แต่น่าแปลกใจที่ข้าพเจ้าพบว่า  ในเมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยผู้คนมากมายนั้น  กลับดูไร้ชีวิตชีวาอย่างไรพิกล 

 ก่อนที่ข้าพเจ้าจะไปเชียงใหม่ไม่กี่วัน  ข้าพเจ้ากับกัลยาณมิตรที่คุ้นเคยกัน เดินออกไปชิมกาแฟและขนมเค้กที่ร้านกาแฟเปิดใหม่ใกล้ๆโรงพยาบาล   หลังจากนั่งเรื่อยเปื่อยกินขนมและกาแฟกันเสร็จ  ท้องฟ้าก็เริ่มครึ้มฝน ตอนเราเดินออกมาจากร้านกาแฟสักระยะ  ฝนก็ได้ตกลงมา เราสองคนตัดสินใจเดินตากฝนกลับโรงพยาบาลกัน  ระหว่างนั้นก็มีรถยนต์กะบะคันหนึ่งบีบแตรไล่หลังมา  พอเราหันไปมอง คนในรถก็เปิดกระจกรถลง  เด็กชายคนหนึ่งโผล่หน้าออกมาพร้อมกับยื่นร่มให้  เขาเป็นลูกชายของน้องพยาบาลที่เรารู้จัก ผู้เป็นแม่คงเพิ่งไปรับลูกชายมาจากโรงเรียนและ ขับรถผ่านมาเห็นเราสองคนกำลังเดินตากฝนอยู่  เลยจอดรถเอาร่มส่งให้

เรารับร่มมาด้วยความขอบคุณ  พอรถน้องพยาบาลขับเลยไปเล็กน้อย  ก็มีรถเก๋งอีกคันขับมาจอดแล้วกดแตรเรียกเราขึ้นรถ  หนนี้เป็นรถของพี่พยาบาลแกนนำของสังฆะเรานั่นเองที่ขับรถผ่านมาพอดี

บรรยากาศแบบนี้คงจะไม่ค่อยพบเจอนักในเมืองใหญ่  ๆ  การที่มีผู้คนมากมายเกินไป  เราจึงไม่ค่อยรู้จักและคุ้นเคยกับใครมาก   เราทั้งหลายจึงไม่คิดจะเรียกใครขึ้นรถ และไม่คิดจะแบ่งปันร่มให้ใครด้วย  ผู้คนในเมืองใหญ่มักจะกลายเป็นคนแปลกหน้าซึ่งกันและกัน  ต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างใช้ชีวิตในโลกส่วนตัวของตน และไม่คิดจะเกี่ยวเนื่องกับใคร แถมไม่ยอมคุ้นเคยกับใครง่ายๆ  ด้วย  ดูเหมือนว่า เราต่างไม่ไว้ใจมนุษย์ด้วยกันอีกต่อไปแล้ว

มันคือความธรรมดาสามัญของโลก    ในเมืองใหญ่ก็มีแบบฉบับของการดำรงชีวิต  ตามเหตุและปัจจัยของมัน  แต่เราสามารถเลือกได้ที่จะใช้ชีวิตที่ไหน ตามใจเรา ถ้าเราเบื่อบรรยากาศในเมืองใหญ่ก็อาจจะไปอยู่ในเมืองเล็กๆ    ขึ้นกับว่าเรามีความสุขกับชีวิตแบบไหน   โดยส่วนตัวข้าพเจ้าเริ่มชอบชีวิตในเมืองเล็กๆ  เพราะมีเวลาได้ภาวนา มีสถานที่เงียบๆ  ส่วนตัว   มีเวลาได้เดินตากฝน   และมีเวลาที่จะเดินช้าๆ  มากกว่าที่จะวิ่งวุ่นวายในเมืองใหญ่ แถมในเมืองเล็กๆ นั้นมีสีสัน  มีชีวิตชีวา มากมายหลายแบบ  บางทีก็มีน้ำใจเล็กๆน้อยๆมาแบ่งปันกันด้วย   แต่การได้เข้ามาในเมืองใหญ่ ก็มีอะไรๆ ที่น่าสนใจให้เราได้ทำและได้เรียนรู้เหมือนกัน  อย่างน้อยการนั่งในร้านหรูๆ ดูดี มองดูผู้คนทั้งหลายที่กำลังดำเนินชีวิตไป   ก็น่าสนใจไม่น้อย  การภาวนาในเมืองใหญ่ก็ให้แบบฝึกหัดกับเราอีกอย่าง  หรืออาจจะกลายเป็นบททดสอบอันสำคัญก็ได้  ถ้าเราได้เข้ามาเรียนรู้

เป็นเวลาเกือบหนึ่งเดือนที่ผ่านมา  ข้าพเจ้าเข้าสู่ความรู้สึกที่เป็นอิสระ  เป็นความรู้สึกแห่งความเป็นอิสระจากอะไรบางอย่าง  ??   เพราะที่ผ่านมาเหมือนมีอะไรบางอย่างมาขีดเส้นความคิดหรือแนวทางการภาวนาไว้  อยู่ๆข้าพเจ้าก็รู้สึกไม่หวั่นกลัวกับอะไร  และรู้สึกใจเบาสบายกับหลายๆสิ่ง 

 ข้าพเจ้านึกถึงคำสอนของหลวงพี่เพทายเกี่ยวกับเรื่องคลื่นกับน้ำ   ก่อนหน้านี้ข้าพเจ้าออกจะงุนงงสงสัยเรื่องคลื่นกับน้ำอยู่   แถมท่านกล่าวสอนเรื่องคลื่นกับน้ำไว้หลายครั้ง  แต่ข้าพเจ้าก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี หลวงพี่ท่านบอกว่าอารมณ์ต่างๆของเราทั้งหลายที่เกิดขึ้นนั้นก็เหมือนน้ำที่กระเพื่อม แต่เรามักจะปรุงแต่งมันมากมายใหญ่โตจนกลายเป็นคลื่น ถ้าเรามองดูมันจริงๆ อย่างเข้าใจ  มันก็เป็นเพียงน้ำที่กระเพื่อมขึ้นเท่านั้น  ทำไมเราจึงต้องหวั่นกลัวกับน้ำที่กระเพื่อมมากมายนัก 

เมื่อเร็วๆนี้ ข้าพเจ้าเพิ่งเข้าใจว่า  อารมณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในจิตในใจเรานั้น ก็เป็นเพียงน้ำที่กระเพื่อมขึ้นตามเหตุและปัจจัยที่มากระทบ  การที่เราพยายามบังคับหรือปฎิเสธ หรือพยายามกดข่มมันไว้ จึงเป็นการฝืนต่อธรรมชาติอย่างยิ่ง  ท่าทีที่เราปฎิบัติและเข้าใจมันนั้นสำคัญกว่าสิ่งใด   การยอมรับและเข้าใจมันอย่างแท้จริง  จะทำให้มันกลายเป็นเพียงน้ำกระเพื่อม แทนที่จะกลายเป็นคลื่นใหญ่ยักษ์อย่างที่เคยเป็นมาก่อน

ดังนั้นในช่วงหลังๆ เมื่อมีอารมณ์ใด  สิ่งใดมากระทบที่ใจ  ข้าพเจ้าจึงเพียงแต่จ้องมองดูและเข้าใจมัน  ไม่บังคับหรือกดข่มไว้ ถ้ามีความทุกข์ความเศร้าเกิดขึ้นในใจ  ข้าพเจ้าก็ยอมรับอารมณ์นั้น  และมองดูการปรากฏของมัน  ไม่แทรกแซงมัน ไม่อยากทำให้มันหาย ไม่คิดตัดสินว่าดีหรือไม่ดี  ข้าพเจ้าเลือกที่จะยอมรับมันและอยู่กับมันสักระยะ   ปรากฏว่าในที่สุดมันก็จากไปโดยไม่ทิ้งร่องรอยใดๆ หลงเหลือไว้สักนิด  ความเศร้าความทุกข์มันได้ผ่านพ้นไปเองโดยเราไม่ต้องไปทำอะไร นับว่าเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจมากสำหรับข้าพเจ้า   แม้กระทั่งเรื่องความโกรธหรือความขุ่นเคืองใจอะไรบางอย่าง ความพอใจ  ดีใจ และชอบใจอะไรบางอย่าง  ถ้าเราเพียงแต่ยอมรับการปรากฏของมัน และมองดูมันเฉยๆ ไม่ต้องพยายามไปเพิ่มหรือไปลดมัน  ไม่ตัดสินว่าดีหรือไม่ดี ถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง  เพียงแต่ยอมรับและดูมันเกิดขึ้น  ดูมันตั้งอยู่แบบนั้นสักพัก  เมื่อเวลาผ่านไปมันก็จะจากไปเอง   ถึงแม้มันอาจจะต้องใช้เวลานานหน่อยสำหรับข้าพเจ้า  แต่เมื่อมันจากไป ก็ไม่มีอะไรตกค้างเหลืออยู่ดังแต่ก่อน

ในขณะที่ใครหลายๆคน กำลังมุ่งมั่นสู่การเป็นอริยบุคคล  หรือมุ่งมั่นแสวงหาการบรรลุธรรมอะไรสักอย่าง   ข้าพเจ้ากลับรู้สึกว่าตนเองกำลังปล่อยและทิ้งอะไรๆ บางอย่างที่ข้าพเจ้ายึดถือไปเรื่อยๆ  แถมเกิดความรู้สึกโล่งๆ  และเบาสบายขึ้นมาแทนที่  ข้าพเจ้าไม่หวั่นกลัวที่จะไปใช้ชีวิตวิถีโลก หรือวิถีธรรม  ข้าพเจ้ารู้แต่เพียงว่าให้ใช้ชีวิตไป  และอยู่กับปัจจุบันขณะเท่านั้น  ข้าพเจ้าเลิกมุ่งเดินไปไหนต่อไหน  แต่กลับมาอยู่กับลมหายใจตนเองมากขึ้น 

การดำเนินชีวิตในทางโลกและทางธรรม  คงไม่มีอะไรต่างไปจากนี้  ข้าพเจ้าไม่ได้คิดวิ่งหนีไปจากสังสารวัฎ  และไม่คิดจะวิ่งไปตามหานิพพานที่ไหน

ถ้าจะให้เปรียบเทียบระหว่างคลื่นกับน้ำ    สังสารวัฎก็คงเป็นส่วนหนึ่งของนิพพานกระมัง  เพราะถ้านิพพานเป็นเสมือนน้ำที่ไหลนิ่งอยู่  การปรากฏของน้ำที่กระเพื่อม หรือกลายเป็นคลื่นขึ้น  ก็คงเป็นสังสารวัฎที่เกิดขึ้นมาจากน้ำที่เคยนิ่งนั้น  ทว่าทั้งสองสิ่งก็คือสิ่งเดียวกัน   มันจึงเป็นไปไม่ได้ที่เราจะแยกน้ำออกจากคลื่น คงเหมือนการพยายามแยกนิพพานออกจากสังสารวัฎนั่นแหละ 

ถ้าสังสารวัฎ คือถิ่นที่อยู่ในปัจจุบันของเราทุกคน  ข้าพเจ้ามองเห็นว่าเมื่อเราสามารถเข้าใจธรรมชาติของสังสารวัฎ  บางทีเราก็อาจจะสามารถเข้าใจธรรมชาติของนิพพานได้เช่นกัน   ข้าพเจ้าคิดเห็นเป็นเช่นนั้น …