• เมื่อชั่วโมงที่แล้ว เผลอหลับไปขอรับ ระหว่างที่ครึ่งหลับครึ่งตื่นแบบโลก ๆ อยู่นั้น หวนให้นึกถึงคำพูดของกัลยาณมิตรท่านหนึ่งที่ว่า 



 โลก คือ กายกับใจของเรา

ธรรม คือ การรู้กาย รู้ใจ

  • อ่านผ่าน ๆ ด้วยสมอง ก็ดูธรรมดา แต่แปลงที่ใจ ไม่ยอมผ่าน ยังนำมาพิจารณาใคร่ครวญอยู่ลึก ๆ
  • หวนให้นึกถึงคำสอนของพระอาจารย์ท่านหนึ่ง ที่ท่านกรุณาสอนเอาไว้นานแล้ว แต่ด้วยอวิชชา ทำให้ตาในมืดมัวไม่ยอมเปิดออกดู ท่านสอนว่า "โลกกับธรรมมันอันเดียวกัน" แต่คิดอย่างไรก็คิดไม่ออก
  • --------- แต่ก่อนผมเข้าใจว่า ทางโลก (สมมติ) หมายถึง การเรียนรู้สิ่งนอกกายทั้งหลาย ให้ฉลาด รู้เท่าทันโลก เพื่อเป็นที่หนึ่ง หาทรัพย์ให้มาก ๆ  จะเป็นคนเก่งโลก
                ส่วนทางธรรม (วิมุตติ) หมายถึง การเรียนรู้กาย รู้ใจ ของตนเอง เพื่อให้รู้เท่าทันกายและใจของตนเอง ว่าเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เป็นธรรมดา ... อะไรทำนองนี้
  • ในการฝึกฝนนั้น แรก ๆ ก็เน้นศึกษาปริยัติ ช่วงนี้สนุกมาก เพราะเก่งสักหน่อย (เท่าหางอึ่ง) ก็อวดอ้างศักดา เอาชนะระรานไปทั่ว แต่สุดท้าย อ่านมากเรียนมากยังทุกข์มากเหมือนเดิม ต่อมากัลยาณมิตรท่านหนึ่งแนะนำว่า อย่างอ่านมากเรียนมากหลาย ให้ปฏิบัติเลย ไอ้ใจเราก็จองหองมีอวิชชา หลงผิด คิดแต่ว่า เขาไม่รู้ มีแต่มิจฉาทิฏฐิ พูดในใจไปว่า มีแต่ปฏิบัติระวังหลงทางเด้อ แทนที่จะขอความรู้ว่า ปฏิบัติอย่างไรขอรับ ช่วยแนะนำด้วย
  • --------- จนเวลาผ่านมา อ่านมาก ฟังมาก เอ้า! ธรรมใหม่ล้างธรรมเก่าไปเรื่อย เพราะ อ่านมา ฟังมา ไม่รู้จริงสักอย่าง เปลี่ยนสำนักไปเรื่อย ๆ เมื่อพบสำนักใหม่ดีกว่า ก็บ่นให้สำนักเก่าที่เป็นบันใดขั้นต้นว่า อ่อน!
  • --------- เวลาผ่านมา ได้ฝึกปฏิบัติตามดูกาย ตามดูใจ (ฝึกสร้างสติ) เออ! ถูกกับจริตของเราแฮะ ถึงได้รู้ว่า อ้อ! คำว่า ปฏิบัติ ทำอย่างนี้เองน้อ
  • --------- ฝึกมาเกือบปี วันหนึ่ง ได้ไปกราบพระอาจารย์ท่านหนึ่ง ท่านดูเราออกแฮะ ว่ากิเลสหนา ปัญญาทึบ ท่านจึงแนะแนวทางปฏิบัติขั้นต่อไปให้ ถึงได้เข้าสู่สนามปฏิบัติของแท้
  • ----------------
  • เวลาผ่านมา ผ่านมา ก็ยังแยกทางธรรมกับทางโลกออกจากกันเสมอ กล่าวคือ เวลาลุยทางธรรม ก็ลุย ลุย แล้วก็ลุย เหมือนชาร์ทแบ็ตเตอรี่ธรรม เต็มหม้อใจ แล้วก็นำไปใช้ หมดแบ็ตเมื่อไร ก็กลับมาชาร์ทใหม่ อยู่วนไปเวียนมาอยู่อย่างนี้ ...ไม่ใช่ไม่ก้าวหน้า แต่เดินหน้า 10 ก้าว แล้วก็ถอยหลัง 8-10 ก้าว ทำนองนั้น
  • --------- จนมาถึงวันนี้ได้กุญแจใจไขเข้าสู่พระธรรมชาติแล้วขอรับ

    โลก คือ กายกับใจของเรา = กายกับใจเป็นสิ่งสมมติ เป็นยานพาหนะนำพาเราไป
    ธรรม คือ การรู้กาย รู้ใจ = มีสติตามดูให้รู้ความเป็นจริงของกายกับใจ ก็คือ ธรรม ที่เราฝึกอยู่นั่นเอง ถ้าไม่มีกายกับใจแล้วเราจะฝึกหรือขี่ยานอะไรไปพระนิพพานล่ะขอรับ
    โอ้! อันเดียวกันจริง ๆ กายกับใจก็คือโจทย์ธรรม รู้กาย รู้ใจ ก็คือ รู้คำตอบ
    สาธุ สาธุ