บางทีก็เห็นคนนั้นสึกคนนี้สึกใจมันก็เหี่ยวเหมือนกับต้นไม้เดือนเมษาเหมือนกัน เพราะว่าเคยอยู่ด้วยกันจากกันอะไรอย่างนี้
แต่ก็ต้องทำใจ ยกจิตใจขึ้นสู้อุเบกขาหรือว่าการวางเฉย เพราะคิดไปก็ทำให้ตัวเองมีทุกข์
ที่เราสึกไปอย่างนี้ก็เราก็สึกแต่ร่างกายเท่านั้น จิตใจของเราก็ตั้งมั่นในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ในสิ่งที่ดี ในที่ถูกต้องในคุณธรรมที่เราเคยศึกษาเคยปฏิบัติ
เราก็จะพยายามเอาแต่สิ่งที่ดี สิ่งที่เป็นประโยชน์ สิ่งที่มีสาระแก่ชีวิต
ที่เราได้เรียนได้รู้ได้ปฏิบัติ
พยายามควบคุมตัวเองเหมือนกับบุรุษผู้ที่เดินทางด้วยเครื่องยนต์ มือถือพวงมาลัยก็ต้องสำรวมให้ดี ระวังให้ดี พร้อมด้วยสติสัมปชัญญะ พร้อมด้วยสมาธิปัญญาที่ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท
เพราะว่าการเดินทางนี้ย่อมเจออุปสรรคต่าง ๆ นานาที่จะทำให้เราอุบัติเหตุได้ในระยะเดินทาง
ชีวิตในการเดินทางของเราก็เหมือนกัน มันมีอุปสรรคมีอะไรเยอะแยะ มีสิ่งที่ยั่วยวนเยอะแยะที่จะทำให้เราออกจากลู่ออกจากทาง เราพยายามตั้งอยู่ในความไม่ประมาท
ถ้าประมาทแล้วไม่เก่ง พระพุทธเจ้าท่านว่าอย่างนั้น
ประมาทน้อยก็ไม่เก่งน้อย ประมาทมากยิ่งไม่เก่งมาก
คนเราเหมือนกับขับรถนี่นะ คนขับรถเก่งอยู่ที่ไหน อยู่ที่ไม่ประมาท ไม่ได้อยู่ที่อื่น ไม่ได้อยู่ที่ “หลวงพ่อเจิม” หลวงพ่ออะไรนะ...
รู้จักมั๊ย “หลวงพ่อเจิม” รู้เน๊อะ
หลวงพ่อเจิม หลวงพ่อเสก หลวงพ่ออะไรนี่นะ ไม่ได้อยู่ที่นั่น อยู่ที่ “ความไม่ประมาท...”
ความประมาทนี้บางทีเราคิดว่าไม่สำคัญ “มันสำคัญ” เหมือน
เห็นมั๊ย ก็พระท่านคิดว่าไม่เป็นไร ท่านก็จะไม่เป็นไร ปล่อยไปก็คงไม่เป็นไร แต่ว่าครูบาอาจารย์มองเห็น มันเป็นเรื่อง เรื่องใหญ่เหมือนกัน
ความประมาทนี้นะต้อง “ระวัง”
บางทีเรากว่าจะรู้ว่ามันผิดบางทีมันก็สายไปแล้ว
อย่างเราปล่อยโอกาสให้มันผ่านไป ผ่านไป บางคนว่าติดเหล้า ติดบุหรี่ ติดอบายมุขต่าง ๆ
เค้าคิดว่าไม่เป็นไม่เป็นไรนิดหน่อย ประมาทไป อบายมุขต่าง ๆ ประมาทไปนิดหน่อย แต่กว่ารู้ตัวก็สายไปแล้ว บางคนก็แก้ไขได้ แก้ไขไม่ได้ฆ
ความประมาทนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เราอย่าไปประมาท
เราอย่าไปมองข้าม เราต้องให้สติให้ปัญญาตัวเองเสมอ ว่าแม้แต่นิดน้อยก็ไม่ดี
ถ้ามันลงไปแล้วมันเอาคืนมาไม่ได้ บางทีมันประมาทนิดเดียว ขาดสตินิดเดียว มันลงโค้งไป ไม่ตายก็พิการนะ
ชีวิตจิตใจของเราก็เหมือนกัน
บางทีมันไปเผลอไปอะไร ๆ ๆ ๆ มันปล่อยจิตปล่อยใจไป ผงเข้าตาทีแหละนี่แหละ มองอะไรไม่เห็นไม่ออก ชุลมุนไปหมด อันนี้ต้องระวัง...
ความไปคิดเข้าใจคนอื่นอย่างโน้นคนอื่นอย่างนี้ ๆ มันทำให้เราบาป ทำให้เราผิดพลาด
เพราะว่าการมองนี้มันย่อมมองคนละจุด มองคนละที่ การเข้าใจของคนนี้มันไม่เหมือนกัน
แต่บางทีเค้าเข้าใจอย่างหนึ่งเค้าแสดงออกอย่างหนึ่งก็ได้
เห็นมั๊ยเราเคยเจอกับคนโน้นคนนี้ เราอยู่ในสังคม เค้าพูดดีอะไรดี อะไรอะไรดี เพราะเค้าเรียนจิตวิทยามาอย่างนี้ แต่ใจเค้าไม่รู้จะเป็นอย่างไร เรามองไม่ออกหรอก
เราก็ไม่ต้องไปมองอะไร อะไร อะไร อะไรใครแล้ว เราก็มองดูตัวเองนี่แหละสำคัญ อย่างนี้
ถ้ามองคนอื่นแล้วมันวุ่นวาย
เค้าเรียกว่า “สัมมาทิฏฐิ” ความเห็นชอบ
“สัมมาทิฏฐิ” ก็คือกลับมามองตัวเอง กลับมาหาตัวเอง
อันนี้มันไม่มี “สัมมา” มันมีแต่ “สัมไป...”
ถ้ามันยิงไปอย่างเดียว ออกไปอย่างเดียว หายใจมีแต่ออกอย่างเดียว ไม่เข้า อย่างนี้มันต้องตายแน่ ใช่มั๊ย
มันต้องมีหายใจออก หายใจเข้า มันถึงมีชีวิตอยู่ได้
ฉะนั้นการมองคนอื่นนี้ พระพุทธเจ้าท่านไม่ให้มอง ถ้ามองแล้วต้องให้เกิด “ปัญญา”
อย่างมองว่าเอ๊ะ ทำไมองค์นี้ฉันไม่เรียบร้อย อย่างนี้ มองที่จะเพ่งโทษเค้านี่ เราบาปแล้ว เราต้องอาบัติแล้ว จิตใจของเราเศร้าหมองแล้ว ห้ามมรรคผลนิพพานเราทางจิตใจแล้ว เพราะเค้าไม่รู้อะไร เราเป็นทุกข์อีกแล้ว อย่างนี้นะ
ถ้าเรามองเค้าก็มองเพื่อสงสารเค้า เค้าจะพอฉันหรือเปล่า อะไรอย่างนี้ เราจะช่วยอะไรเค้าได้อย่างนี้ อันนี้ถึงจะไม่เป็นบาป
ถ้าจะมองเพ่งโทษว่าทำไมองค์นี้เดินไม่สำรวมเลย มองโน่นมองนี่อะไรอย่างนี้ เพื่อเพ่งโทษเขาอย่างนี้ “บาป” อย่างนี้ไม่ได้
เป็นบาปทางจิตใจ แก้ไขทางจิตใจเหมือนกัน ว่าเออเราโง่ไปแล้วนะ อย่าไปมองเค้า ถ้ามันไม่ดีเราก็อย่าเอาอย่างนั้น ถ้าดีเราก็เอาเป็นตัวอย่างอะไรอย่างนี้นะ เราก็มีเมตตารู้จักสงสารคนอื่น แสดงว่าเราบาปหมดไปแล้ว บุญก็เกิดมา
คนเราปฏิบัติไม่เป็นมันไม่ได้หรอก มันต้องรู้วิธี
พริกนี่นะ...มันเผ็ดมันทำให้กินข้าวได้ แต่ถ้าไปกินมากมันร้อนท้องมันนอนไม่หลับเหมือนกันนะ ใช่มั๊ย...?
ก็เหมือนกัน...
การมองก็เหมือนกัน ต้องมองให้เกิดความสงบ เกิดปัญญา เกิดความสงบ เกิดความเมตตา
การมองไปตามถนนหนทาง ตามอะไร อะไรอย่างนี้ต้องไม่ให้ใจของเราเกิดความหลง หรือว่าเกิดความไม่สบาย ก็ให้มองอันนี้อันตรายไม่อันตราย หรือว่าเห็นแล้วก็แล้ว ไม่ถือว่ามีอะไรอะไรอย่างนี้ ถือว่าคนมีตาก็เห็นอย่างนี้ มีหูก็ฟังอย่างนี้แหละ เมื่อรู้แล้วก็ปล่อยวางจิตใจ จิตใจของเราก็สบายกลับมาหาตัวเองอย่างนี้
ถ้าเรามัวแต่ทื่ออยู่บางทีปัญญาไม่เกิดเหมือนกันนะ ต้องรู้จักใช้สมอง ใช้หัวในทางที่ดี ที่เกิดความสงบเกิดปัญญาอย่างนี้
มองเหมือนกันมันก็ไม่เหมือนกันนะ...
บางคนก็มองเกิดปัญญา บางคนมอง “อย่างโง่” เลย อย่างนี้ หลายอย่าง
บางคนก็เฉย ๆ ปัญญาเค้าไม่เกิด จะโง่ก็ไม่โง่ ธรรมดา ๆ...
“ไม่ฉลาด” ก็ไปมองแต่คนอื่นผิดถูก อะไร อะไร อะไร ไปโทษแต่ภายนอก...
โทษไปโทษมาจะได้ลักหนี ไปโทษเสียง ไปโทษอะไร อะไร อะไร
เห็นมั๊ย เณรที่มาอยู่วัดนี้ ไปก็ไม่บอก ไปโทษเสียง โทษอะไร เพราะว่าไม่ได้กลับมามองตัวเอง ไปเอาความสงบจากภายนอก จากอันนี้ เค้าเรียกว่า “สงบที่ไม่มีปัญญา”
สงบด้วยต้องมีปัญญาด้วย มันถึงจะถูกต้อง
เราจะไปอยู่กรุงเทพฯ ไปอยู่ในสังคม เราต้องรู้จักความสงบ รู้จักสาระที่มันจะเกิดความสงบ
ถ้าอย่างนั้นมันก็อยู่กับสังคมเค้าไม่ได้ แล้วอยู่กับสังคมก็ไม่เกิด “ปัญญา”นะ อย่างนี้
ทีนี้เรากลับไปกรุงเทพฯ หรือกลับไปอยู่ที่บ้านที่ไหนเราก็ไม่มีปัญหาแล้วทีนี้
อยู่กับพ่ออยู่กับแม่อยู่กับอะไรก็ไม่มีปัญหาเพราะเรารู้ว่าความสงบมันอยู่ที่ไหน
ถึงแม้ว่าจะเรียกยากลำบากอะไรก็ไม่มีปัญหา
มันต้องลำบาก ถ้าไม่ลำบากมันจะชื่อว่าเราเรียน กำลังศึกษากำลังจะพัฒนาไปให้ก้าวหน้าไปได้อย่างไง...?
คนไม่อยากลำบาก ไม่อยากอันนี้ ก็คือคนที่ “ติดความสุข” ขี้เกียจ ขี้คร้าน คนเห็นแก่ตัว คนไม่รู้จักทุกข์ที่จะเกิดแก่เราในอนาคต
อันนี้เราต้องเข้าใจชัดเจนที่นี้ เรากลับไปแล้วเราจะเข้าใจชัดเจน
เราเคยเถียงพ่อ เถียงแม่ เถียงอะไร ไม่เถียงแล้วที่นี้ มีแต่รับฟัง มีสติปัญญาแก้ไขปัญหาอะไรให้มันดีขึ้น
คุณพ่อคุณแม่ก็ขึ้นสวรรค์ทั้งเป็น
เรานี่ไม่เสียทีที่มีลูก ที่ได้บวชได้เรียนได้ศึกษา อะไรทุกอย่าง ท่านก็สบาย
เวลาท่านจะสิ้นอายุขัย ท่านก็ไปอย่าง “สบาย ๆ” เพราะว่ามันขึ้นสวรรค์ตั้งแต่ยังไม่ตายอยู่แล้ว อย่างนี้
ถึงแม้ท่านตายไปแล้ว ท่านเสียไปแล้ว ท่านก็รู้อย่างนี้ว่าลูกเรานี้ “ดี” ตั้งอยู่ในคุณธรรม
วาระจิตที่ได้รับทุกข์ยากลำบาก เค้าก็ได้พ้นจากที่ทุกข์ยากลำบากไป บุญกุศลเราก็อุทิศให้เค้า อย่างนี้
เพราะว่า ความดีหรือว่าความบริสุทธิ์นี้เราอุทิศให้ได้ เพราะว่ามันมีพลัง
ก็เยาวชนรุ่นใหม่หรือว่าคนสมัยใหม่ก็น่าสงสารอย่างหนึ่ง คือ มีพระพุทธศาสนาอยู่แต่ว่าได้ลิ้มรสพระศาสนานี้น้อยมาก คือไม่เข้าใจเรื่องพระพุทธศาสนา เรื่องจิต เรื่องใจ หรือว่าเรื่องการดำรงชีวิต เข้าใจน้อยกัน
เพราะว่าพื้นฐานมาจากพระเจ้าพระสงฆ์นี้มันมีปฏิปทาที่ห่างไกลจากมรรคผลนิพพาน มันไปหลงวัตถุทางโลกหมด อะไรหมด แล้วก็หาคนที่จะปฏิบัติหรือสอนนี้มันก็หาลำบาก อย่างนี้นะ
เมื่อปฏิบัติไม่ได้ อันนี้ไม่ได้มันจะบอกคนอื่นมันก็บอกไม่ค่อยได้เหมือนกัน แล้วมันก็ไม่ชัดเจน มันมีน้อย
แล้วก็ศาสนาเราก็ลดลงเป็นสาธารณะพิธีเป็นพวกสวด พวกอะไร ทำพิธีกรรมไป ลดลงไปเหมือนกับศาสนาพรามห์ไป เหมือนกับศาสนาพรามห์หรืออะไรต่าง ๆ อะไรอย่างนั้น
พุทธะจริง ๆ ที่ดับทุกข์จริง ๆ ดับกิเลสจริง ๆ เข้าถึงคุณธรรมจริง ๆ มันลดลงเยอะ
เด็กรุ่นใหม่คนสมัยใหม่เค้าเลยยังไม่เข้าใจ
ก็เลยมีของดีอยู่ แต่ว่าของดีนั้นยังไม่ได้ถูกเปิดเผย
เหมือนมีเพชรเม็ดโต ๆ อยู่ แต่มันถูกปิดอยู่ ไม่ได้มาโชว์มาให้เห็น
นอกจากใครโชคดีหน่อยก็ได้เจอ ใครโชคไม่ดีก็เป็นหมันไป อะไรไปอย่างนี้...
แล้วก็จะได้ยินข่าวเห็นข่าวแต่ในสิ่งที่ไม่ดี อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งเหมือนกัน
มันไม่รุ่งเรืองเหมือนกับพระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ใหม่ ๆ สมัยนั้นรุ่งเรือง
คนรุ่นใหม่ คนสมัยใหม่ คนมีสติปัญญาบรรลุธรรมกันเป็นกี่พัน กี่หมื่น กี่แสน เยอะแยะเลย เพราะว่าตอนนั้นมันกำลังเป็นยุคที่พระพุทธเจ้ากำลังทรงพระชนม์อยู่ แล้วก็คนระดับปัญญาชนเค้าเข้ากัน...
แล้วท่านก็สอนแต่เนื้อจริง ๆ สอนแต่สาระจริง ๆ ท่านไม่ได้เอาเปลือกเอากระพี้อะไร อะไร อะไรมาสอน
แต่ทุกวันนี้พระเราบางทีก็ปฏิเสธเหมือนกันนะ ว่า “มรรคไม่มี ผลไม่มี” แล้วทุกวันนี้ อะไร ๆ อย่างนี้ บางทีมันก็ว่าไปอย่างนั้น มันเลยก็น่าสงสารกุลบุตรลูกหลานเหมือนกัน
แต่ก็ยังดี ก็ดีกว่าไม่มี...
ก็เลยตกไปเยอะ เราก็ไม่ต้องไปทุกข์มัน ช่างมัน ทุกข์มันก็ไม่ได้อะไร เราไปเสียใจก็ไม่ได้อะไร เป็นทุกข์เราเปล่า ๆ
ต้นไม้ต้นนี้มันตายแล้ว จะไปร้องไห้ หรือว่าไปพิไลรำพรรณให้มันฟื้นขึ้นมามันก็เป็นทุกข์เรา
สิ่งอย่างนั้นมันเป็นอย่างนั้นอย่างนั้น เราจะให้มันเป็นอย่างนี้อย่างนี้ ก็เป็นทุกข์เรา อะไรเรา
อันนี้เราก็รู้แก่ใจของเราเองว่า ศาสนาพุทธนี่เป็นศาสนาสำหรับ “ดับทุกข์” โดยเฉพาะ ในด้านทำมาหากิน หรือในด้านคุณธรรมทางจิตใจ จนเข้าถึงมรรคผลนิพพาน จนหมดการเวียนว่ายตายเกิดจริง ๆ
ยิ่งศึกษาไปยิ่งลึกซึ้ง...
แต่ก่อนเรามองผิวเผินหรอก เอ๊... ศาสนานี่สอนให้คนทำความดีก็คิดว่าแค่นั้น
แต่ตอนนี้ไม่ใช่แค่นั้นแล้วไม่ใช่ดีอย่างเดียว มันเป็นที่ดับทุกข์จริง ๆ
ดีไม่มีโทษด้วย...
แล้วก็ไม่ใช่เอาไว้ขู่คนให้กลัวบาปเฉย ๆ ไม่ใช่
มาศึกษาแล้วบาปมันก็มีจริง ๆ บุญก็มีจริง ๆ
อย่างที่เราคิดไม่ดี หรือว่าอย่างไปเพ่งโทษคนโน้นคนนี้มันก็มีทุกข์ทางจิตใจขึ้นมาจริง ๆ ใช่มั๊ย...?
ถ้าเราอนุโมทนาในใจของเรา ว่าเออเขาดีนะ อนุโมทนาเราก็ได้บุญกุศลกับเค้าด้วย
แต่เราก็ยังไม่ได้ติดอยู่แค่บุญ เราก็เจริญปัญญาเข้าไปอีก
ถึงจะดีถึงจะชั่ว ถึงจะอะไร มันก็ยังเวียนว่ายตายเกิดอยู่ เพราะไปยึดไปถือ เราก็ภาวนาเข้าไปอีก
ระหว่างภาวนาคิดในใจบุญจะเหมือนกับทำทานไหม...?
ทำทานนี้มันก็ทำให้เกิดบุญ แล้วก็เกิดปัญญา
ภาวนานี่ตามหลักแล้วนี้จะได้บุญได้มากกว่าเพราะว่ามันเป็นการเจริญกุศล เป็นการละกิเลส เป็นส่วนใหญ่
แล้วก็เป็นการที่ปล่อยวางอันไหนไม่ดีออกจากจิตจากใจ แล้วเป็นการพัฒนาระบบสมอง ความคิด หรือความรู้ ความเห็นอะไรต่าง ๆ
ภาวนานี้จะได้บุญมากกว่า...
จะสังเกตุได้ว่าบางคนทำบุญเก่ง ทำบุญเก่ง แต่ไม่ค่อยภาวนา ไม่ได้ฝึกปล่อย ไม่ได้ฝึกวาง
เกิดอะไรดีใจก็น้ำใจไหล เกิดอะไรเสียใจก็ร้องไห้หลายวัน
แล้วก็ บางทีก็เป็นคนจิตใจไม่เข้มแข็ง จิตใจอ่อนร้องไห้ง่าย ถ้าเราเจริญปัญญา เจริญภาวนา จิตใจของเราจะรู้อารมณ์ รู้ความคิด รู้แง่มุมของอะไรที่จะเกิดทุกข์ทางจิตใจมากขึ้น
การภาวนานี้ดี...
การภาวนาเราก็สร้างขึ้นมา สร้างเหมือนที่ที่เราว่า อันนี้มันจะทำให้เป็นทุกข์เราก็ไม่คิดมัน อันนี้ทำให้สบายเราก็ถึงคิด
ระหว่างสมาธิกับภาวนาอย่างไหนได้บุญมากกว่ากัน…?
สมาธิภาวนา แล้วก็ภาวนาวิปัสสนา มันก็อยู่ในที่แห่งเดียวกันนั่นแหละ อยู่ใกล้ ๆ กันนั่นแหละ
มันต้องใจสงบด้วย แล้วก็พิจารณาให้เกิดปัญญาด้วย ถ้าใจไม่สงบพิจารณาก็ฟุ้งซ่าน อย่างนี้นะ
ถ้าสมาธิมาก ถ้าไม่พิจารณามันก็เอาแต่ความสงบ ปัญญาไม่เกิด มันก็สามารถจะผิดพลาดได้...
องค์พ่อแม่ครูอาจารย์เมตตาให้โอวาทพระภิกษุ...