ประชาชนที่มีพื้นที่ตามเชิงเขาประกอบด้วย 4 หมู่บ้าน ได้แก่ หมู่ที่ 4 บ้านฮวก หมู่ที่ 5 บ้านน้ำไคร้ หมู่ที่ 6 บ้านห้วยม่วง หมู่ที่ 7 บ้านสันติสุข ชุมชนอาศัยแหล่งน้ำในการอุปโภคและบริโภค จากลำน้ำไคร้ และน้ำริม และจะไหลไปรวมกับลำน้ำยาวซึ่งเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำน่าน ที่อำเภอท่าวังผา ในอดีตลำห้วยและแม่น้ำ มีความอุดมสมบูรณ์ ที่ผ่านมาชาวบ้านได้มีการทำเกษตรเพื่อบริโภคภายในชุมชนเท่านั้น และมีความเป็นอยู่อย่างพอเพียง โดยชาวบ้านได้ทำไร่หมุนเวียน ทำนาและเลี้ยงสัตว์ ในเวลาต่อมาได้มีนายทุนเข้ามาส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เพื่อขาย ทำให้มีการหักล้างถางพงเพื่อขยายพื้นที่ปลูกข้าวโพด และมีการใช้สารเคมีเพื่อให้ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น ทำให้พื้นที่ป่าถูกุกรุกมากยิ่งขึ้น ป่าไม้ถูกทำลาย ต้นไม้ใหญ่ถูกโค่นล้ม ภูเขาส่วนมากจึงเปลี่ยนสภาพเป็นไร่ข้าวโพด ในฤดูแล้งเมื่อข้าวโพดถูกเก็บเกี่ยวลงเหลือแต่ซังข้าวโพดทำให้เป็นฉนวนไฟป่า เกิดไฟป่าไหม้ป่าอยู่เป็นประจำและขยายวงกว้างขึ้นทุกปี ในเดือน สิงหาคม 2549 อุทกภัยน้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมในพื้นที่จำนวน 10 อำเภอ 1 กิ่งอำเภอของจังหวัดน่าน ในช่วงระหว่างวันที่ 19 – 24 สิงหาคม 2549 โดยพื้นที่อำเภอท่าวังผา ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติดังกล่าวอย่างมากครอบคลุมพื้นที่ 10 ตำบล 88 หมู่บ้าน โดยบางหมู่บ้านมีระดับน้ำท่วมสูงถึงเกือบ 6 เมตร ซึ่งนับว่าเป็นอุทกภัยที่เกิดขึ้นรุนแรงมากที่สุดในรอบ 59 ปี พื้นที่ทั้งสี่หมู่บ้านของตำบลแสนทองได้รับความเสียหายจากฝนตกหนักและน้ำท่วมหลังจากนั้นมาได้เกิดน้ำท่วมหมู่บ้านทุกๆปี ในปีนี้ 2551 หมู่บ้านเหล่านี้ต้องประสบภัยน้ำท่วมโดยน้ำป่าท่วมหมู่บ้านถึงสี่ครั้งติดต่อกัน และรุนแรงกว่าทุกปี
กรอบความคิดในการทำงาน
เรื่องการจัดการป่า
จากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2549 และเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมและดินถล่มต่อเนื่องทุกปี ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างยิ่งแก่ประชาชนในพื้นที่ โดยสาเหตุหนึ่งมาจากการที่มีฝนตกหนักและป่าไม่สามารถอุ้มน้ำไว้ได้ ทำให้น้ำไหลเร็วและเกิดดินโคลนถล่มทำลายบ้านเรือนเสียหาย ถ้าไม่ร่วมกันอนุรักษ์ป่าไม้ไว้ในอนาคตอาจเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมทุกปีและสร้างความเสียหายที่ใหญ่หลวง จึงเกิดแนวคิดในการหากระบวนการอนุรักษ์ทรัพยากรสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อเศรษฐกิจชุมชนให้กับคนในชุมชนสืบต่อไปอย่างยั่งยืน
เรื่องขององค์กรในชุมชน
เนื่องจากศักยภาพของคณะกรรมการและผู้นำชุมชนมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่อย่างเข้มแข็ง แต่ยังขาดการมีส่วนร่วมของเยาวชนและคณะกรรมการและผู้นำชุมชนยังขาดกระบวนการจัดการที่เป็นระบบ และขาดเทคนิคในการถ่ายทอดองค์ความรู้ภูมิปัญญาที่มีอยู่ ให้กับคนในชุมชนและองค์กรต่าง ๆ ที่มีความสนใจในวิธีการจัดการป่าของคณะกรรมการและผู้นำชุมชนในเบื้องต้น
ศักยภาพด้านเศรษฐกิจของชุมชนในปัจจุบันยังไม่มีการยอมรับเศรษฐกิจแบบผสมผสานชุมชนยังนิยมปลูกพืชเชิงพาณิชย์หรือปลูกเพื่อขาย ซึ่งจะส่งผลให้สภาพเศรษฐกิจในชุมชนเกิดปัญหาอื่นๆที่จะตามมา เช่น ปัญหาหนี้สิน ปัญหาการเสื่อมสภาพและการขาดธาตุอาหารในดิน เป็นต้น ดังนั้นผู้นำชุมชนและคณะกรรมการป่าควรได้มีการพัฒนาทักษะความรู้ และวิธีการที่เน้นในเรื่องการสร้างกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันเพื่อที่จะนำมาพัฒนาการจัดการป่า พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในชุมชนอันจะนำไปสู่การดำเนินชีวิตที่สอดคล้องกับวิถีและวัฒนธรรมของชุมชนอย่างยั่งยืนต่อไป
การมีส่วนร่วมของชุมชน
ชุมชนบ้านฮวก บ้านน้ำไคร้ บ้านห้วยม่วงและบ้านสันติสุข ได้รับผลกระทบจากความแห้งแล้ง,น้ำป่าไหลหลาก ,ดินถล่ม ซึ่งเป็นธรรมชาติภายในชุมชนที่ส่งต่อสภาพชีวิตความเป็นอยู่ สาธารณูปโภค การทำการเกษตรและเศรษฐกิจได้รับความเสียหาย ที่ผ่านมา ชุมชนจึงตระหนักในการแก้ไขปัญหาร่วมกับคณะกรรมการเพื่อฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยชุมชนมีส่วนร่วมในการดูแลรักษา เช่น ทำแนวกันไฟป่า ตรวจไฟป่า ดับไฟป่า ปลูกป่าในพื้นที่เสื่อมโทรม การบวชป่า เลี้ยงผีขุนน้ำ และการมีส่วนร่วมในการออกกฎระเบียบในการจัดการทรัพยากรป่าและชุมชนมีส่วนร่วมการพัฒนาเศรษฐกิจของชุมชน แต่ยังขาดการมีส่วนร่วมในส่วนของยาวชนอยู่
3.2 สภาพปัญหาและการแก้ไข
จากที่กล่าวมาข้างต้นทำให้คนในชุมชนหันมาปลูกพืชเชิงพาณิชย์แทนการปลูกเพื่อบริโภคในครัวเรือน จึงทำให้มีการบุกรุกพื้นที่ป่ามากขึ้น จึงจำเป็นต้องใช้พื้นที่มาก ทำให้ชาวบ้านขยายพื้นที่ในการปลูกมากขึ้น ยิ่งส่งผลกระทบจากการเกิดน้ำท่วม นำความเสียหายอย่างมหาศาลมาสู่ชีวิตและทรัพย์สินขึ้น น้ำที่ไหลบ่าเข้าท่วมพื้นที่ได้ทำลายสิ่งที่เป็นโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนนหนทาง สิ่งก่อสร้างต่างๆ เป็นต้น ทำลายพืชผลทางการเกษตร ชะล้างหน้าดินทำให้ดินเสื่อมสภาพ เกิดการปนเปื้อนของน้ำ และคร่าชีวิตประชาชนจำนวนมากฤดูแล้งเกิดปัญหาไฟป่าอย่างรุนแรงส่งผลกระทบต่อทรัพยากรตามลำห้วยต่างๆทำให้น้ำในลำห้วยแห้งและต้นไม้ตายเป็นจำนวนมาก จึงเป็นสาเหตุทำให้คนในชุมชนขาดการจัดการทรัพยากรและเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบ ดังนั้นชาวบ้านได้ตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้นภายในชุมชน มีดังนี้
- ปัญหาไฟป่าช่วงฤดูแล้ง
- ปัญหาน้ำป่าไหลหลาก
- ปัญหาดินถล่ม
- ปัญหาสัตว์ป่าถูกทำลายและไร้ที่อยู่
- ปัญหาขาดแคลนอาหารจากป่า
- ปัญหาสมุนไพรต่างๆถูกทำลายและสูญพันธ์
ปัจจุบันชุมชนได้มีการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรสิ่งแวดล้อมสภาพป่า ต้นน้ำ และลำห้วยต่างๆในพื้นที่มีดังนี้
1) มีการจัดการไฟป่า เช่นทำแนวกันไฟ ตรวจไฟป่า ดับไฟป่า
2) การกำหนดขอบเขตพื้นที่ทำกิน
3) การจัดโซนพื้นที่อย่างเป็นสัดส่วนเช่น ป่าอนุรักษ์ ป่าใช้สอยและพื้นที่ทำกินที่อยู่อาศัย
4) กำหนดกฎระเบียบการดูแลรักษาและการใช้ประโยชน์ทรัพยากรสิ่งแวดล้อม
5) จัดตั้งคณะกรรมการป่าเพื่อเป็นตัวแทนแต่ละหย่อมบ้านในการบริหารจัดการป่าชุมชน
6) การร่วมมือกับองค์การบริหารส่วนตำบลในการบริหารจัดการไฟป่า โดยการตั้งกฎกิตการในการให้งบประมาณกับชุมชน
ปัจจุบันชุมชนทั้งสี่หมู่บ้าน แบ่งเขตพื้นที่ป่าเป็น 3 ส่วน คือ ป่าอนุรักษ์ ป่าใช้สอย และเขตทำกิน จากปัญหาสภาพป่าเสื่อมโทรม ในการจัดการเรื่องน้ำป่าท่วมทางองค์การบริหารส่วนตำบลแสนทองและส่วนราชการได้เข้ามาช่วยเหลือ ฟื้นฟูหลังน้ำท่วมและติดสัญญาณเตือนภัยในทุกหมู่บ้าน แต่ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาน้ำป่าท่วมได้ ส่วนปัญหาด้านไฟป่านั้น ยังไม่สามารถแก้ไขได้เนื่องจากพื้นที่ป่าค่อนข้างกว้างการดูแลไม่ทั่วถึง แต่ชุมชนมีการตั้งคณะกรรมการป่าในการดูแล รวมทั้งประกาศให้ชาวบ้านทุกคนเข้าร่วมดับไฟป่าหากเกิดเหตุไฟป่าขึ้นและประมาณปี พ.ศ. 2534 ทางชุมชนได้ตั้งกฎกติกาในการจัดการป่าโดยร่วมมือกับ องค์การบริหารส่วนตำบลแสนทอง (อบต.) เช่น ภายใน 1 ปี ถ้ามีไฟป่าเกิดขึ้นกับพื้นที่ป่าหมู่บ้านไหนหมู่บ้านนั้นจะถูกตัดงบประมาณในการบริหาร(บำรุง) หมู่บ้าน ครึ่งหนึ่ง แต่ถ้าเกิดไฟป่าในพื้นที่ป่าของชุมชนในหมู่บ้านติดต่อกัน 2 – 3 ปี ซ้อนทาง อบต. จะตัดงบประมาณที่มีให้กับชุมชนนั้นทันที อีกอย่างคือ ห้ามคนนอกพื้นที่เข้ามาทำกินในพื้นที่ป่าชุมชนของหมู่บ้านโดยเด็ดขาด การขายที่ทำกินก็จะไม่ขายให้กับคนนอกพื้นที่เพราะจะเป็นการบุกรุกพื้นที่ป่าจากคนนอก จากกฎกติกาที่ตั้งขึ้นก็ได้รับความร่วมมือจากชาวบ้านเป็นอย่างดี ทำให้สภาพป่าฟื้นคืนมา จากพื้นที่ในการอนุรักษ์ครั้งแรกจำนวน 300 ไร่ ปัจจุบันนี้มีพื้นที่ป่าชุมชนเกิดขึ้นในพื้นที่จำนวน 1,300 ไร่ โดยใช้กฎกติกาในการรักษาป่าอย่างเคร่งครัด
..เอาใจช่วย..เหอๆ