ชาวพุทธส่วนใหญ่มองอริยสัจในแนวระนาบ ความรู้เกี่ยวกับอริยสัจจึงยังไม่ครบถ้วน รู้แต่เพียงแง่มุมเดียว หากเราได้มองอริยสัจเชิงปริมาตรอย่างที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามอง คือมีทั้งในแนวระนาบ และในแนวดิ่ง จะพบว่าอริยสัจนี้ช่างลึกซึ้ง และโชคดียิ่งนัก ที่เกิดมาแล้วได้รู้จัก ได้ศึกษาและปฏิบัติตามหลักธรรมในศาสนาพุทธเพื่อความสุขที่ถาวร
เหล่านี้เป็นการรวบรวมข้อเขียนเกี่ยวกับศาสนาพุทธและข้อธรรม อริยสัจ ๔และการปริวัฏฏ์ ๓ ( หมุนเวียน ) จากการรจนาของอริยะบุคคลต่างๆ โดยพยายามเรียบเรียงให้เนื้อความติดต่อและสอดคล้องกัน เสมือนหนึ่งรจนาโดยบุคคลคนเดียว เพื่อความเข้าใจในศาสนาที่ดียิ่งขึ้น และเพื่อเป็นหลักฐานทางการศึกษา
......................................................................
มรรคมีองค์ ๘
.................................................................................
จิตของผู้ที่เห็นโทษของตัณหาแล้วหาทางออกจากตัณหาได้ ด้วยการทำกาย วาจา และใจ ให้ถูกต้อง ด้วยการตัดรากถอนโคนมิให้ตัณหาเกิดอีก ความทุกข์ก็เกิดไม่ได้
พระพุทธเจ้าเรียก อริยมรรคมีองค์แปด ว่าเป็นทางออกจากทุกข์ที่ถูกต้อง เมื่อกำหนดรู้เหตุแห่งทุกข์อย่างถูกต้องแล้ว ก็มาปรับกาย วาจา ใจ ให้ถูกต้อง ปรับการดำเนินชีวิตให้ถูกต้องโดยไม่ต้องทำตามความอยากของตัณหา หรือไม่ต้องไปทรมานร่างกายเพื่อให้ตัณหาผ่ายผอม และตายไปตามตัณหา แต่ปฏิบัติลงไปที่การตัดเหตุมิให้ตัณหาเกิด ความทุกข์ก็หมดไป
ดร.พระมหาจรรยา สุทฺธิญาโณ แก่นธรรม ธรรมสภาและสถาบันบันลือธรรม ( หน้า ๕๒) ๑/๔-๕ ถนนบรมราชชนนี เขตทวีวัฒนา กรุงเทพ
......................................................................
องค์ประกอบแห่งมรรคทั้ง ๘ นี้ จะมีคำว่า สัมมา แปลว่า ชอบ หมายถึง ถูกต้อง ดี สุจริต ไร้โทษ กำกับอยู่ทุกๆองค์ประกอบของมรรคแต่ละข้อ ต้องเข้าใจไว้ด้วยว่า มรรค ๘ หรือมรรคมีองค์ ๘ มิใช่ทาง ๘ ทาง หรือหลักการที่ต้องยกขึ้นมาปฏิบัติให้เสร็จสิ้นไปทีละองค์ประกอบตามลำดับ แต่เป็นองค์ประกอบของทางสายเดียวกัน ที่บุคคลจะต้องปฏิบัติไปพร้อมๆกันทั้ง ๘ ประการ แบบอาศัยกันและกันและเป็นไปในแนวทางเดียวกันด้วย เรียกว่า มรรคสมังคี เหมือนเกลียวเชือก ๘ เกลียวที่รวมเข้าเป็นเชือกเส้นเดียวกัน จึงจะเข้าถึงการดับทุกข์ได้
มรรคเป็นหลักการที่ต้องลงมือปฏิบัติด้วยความเพียรพยายามของบุคคล โดยไม่เกี่ยวข้องกับการขอ หรืออ้อนวอนบวงสรวงอำนาจศักดิ์สิทธิ์ หรือสิ่งเหนือธรรมชาติใดๆ หากปราศจากมรรคเสียแล้ว นิโรธ คือความดับทุกข์หมดปัญหาก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้ มรรคจึงเป็นเหตุแห่งนิโรธ มรรคกับสมุทัยเป็นคู่ปรับกัน หากมรรคมีเพิ่มมากขึ้นเท่าใด สมุทัยก็ลดลงมากเท่านั้น เมื่อใดมรรครวมตัวกันถึงจุดเจริญสุด สมุทัยก็ถูกทำลายดับไปโดยสิ้นเชิง
ดร.อภิญวัฒน์ โพธิ์สานพุทธศาสน์ แนวปฏิบัติเพื่อชีวิต ( หน้า ๑๘๑ ) สำนักพิมพ์มหาสารคาม พ.ศ. ๒๕๕๑
.....................................................................
๑ สัมมาทิฏฐิ
......................................................................
สัมมาทิฏฐิปัญญาเห็นชอบ หมายเอาเห็นอริยสัจ ๔
สุทธิวงศ์ ตันตยาพิศาลสุทธิ์หลักพระพุทธศาสนา( หน้า ๓๓ ) ธรรมสภา ๑/๔-๕ ถ.บรมราชชนนี เขตทวีวัฒนา กรุงเทพ ๑0๑๗0
............................................................................
ชาวพุทธที่แท้จริง ไม่ใช่คนที่มีแต่เพียงศรัทธาปสาทะในพระรัตนตรัย ทำบุญให้ทาน และรักษาศีลตามประเพณี โดยปราศจากทัศนะ ( สัมมาทิฏฐิ ) อันถูกต้องเป็นพื้นฐาน
หลักปฏิบัติอันแท้จริงสำหรับชาวพุทธทั่วไป ไม่ใช่ศีล สมาธิ ปัญญา ดังที่ถือกันอยู่ ศีล-สมาธิ-ปัญญา เป็นหลักปฏิบัติสำหรับพระภิกษุที่ถือว่าเป็นผู้อุทิศชีวิตแก่พระศาสนาแล้ว หลักปฏิบัติของชาวพุทธทั่วไปคือ มรรคมีองค์ ๘ และมรรคมีองค์ ๘ ย่อลงได้เป็น ๓ คือ ปัญญา ศีล สมาธิ เพราะฉะนั้น ชาวพุทธต้องเริ่มต้นการปฏิบัติด้วยปัญญาก่อน
ปัญญามี ๒ ระดับ คือระดับทิฏฐิ ซึ่งเกิดจากการคิด ( จินตมยปัญญา ) และระดับญาณซึ่งเกิดจากสมาธิ ( ภาวนามยปัญญา ) ชาวพุทธควรเริ่มระดับทิฏฐิก่อน ใช้ปัญญาพิจารณาจนเกิดทัศนะอันถูกต้องเป็นหลักในการดำเนินชีวิต
ความเห็นถูกต้อง หมายถึงความเห็นที่ถูกต้องตามความจริงโดยธรรมชาติของชีวิต กล่าวคือ การเห็นอริยสัจจ์ ๔ ชาวพุทธต้องเห็นว่าชีวิตมีทุกข์ และความทุกข์นั้นเกิดจากเหตุคือ ตัณหา-ความอยาก ความทุกข์ เป็นสิ่งที่ดับได้แน่ และทางปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ ก็คืออริยมรรคมีองค์ ๘
เพื่อที่จะสร้างสัมมาทิฏฐิหรือปัญญาให้เกิดขึ้น ชาวพุทธต้องเป็นคนชอบฟัง ชอบอ่าน ชอบคิด จนเกิดทัศนะที่ถูกต้องขึ้น
รองศาสตราจารย์แสง จันทร์งามประทีปธรรม( หน้า ๗๒ - ๗๓ ) พิมพ์ครั้งที่สาม สร้างสรรค์บุ๊คส์ ๒๑๗ ซอยสุขุมวิท ๒0 ( สายน้ำผึ้ง )แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพ ๑0๑๑0 พ.ศ. ๒๕๔๔
........................................................................
สัมมาทิฏฐิ คือความเห็นที่ถูกต้องว่า เหตุแห่งความทุกข์คือตัณหา และตัณหาก็มิได้เกิดขึ้นมาลอยๆ ต้องมีกระบวนการเกิด และเมื่อตัณหาเกิดแล้วก็นำไปสู่อุปาทาน และกระบวนการเกิดแห่งทุกข์อย่างสมบูรณ์ และเห็นว่ากระบวนการเกิดทุกข์จะสิ้นไปเมื่ออวิชชาสิ้นไป เมื่อปัญญาเกิดมาแทน อวิชชาดับไป กระบวนการทุกข์ก็หมดไป เมื่อแสงสว่างส่องมา ความมืดก็หายไป ความเห็นถูกต้องดังกล่าว เป็นกุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่การทำลายเหตุแห่งทุกข์อย่างถอนรากถอนโคน
ดร.พระมหาจรรยา สุทฺธิญาโณ แก่นธรรม ธรรมสภาและสถาบันบันลือธรรม ( หน้า ๔๘ ) ๑/๔-๕ ถนนบรมราชชนนี เขตทวรวัฒนา กรุงเทพ
......................................................................
ความเห็นชอบในที่นี้ ท่านมุ่งหมายให้เห็นชีวิตของตนเองมากกว่าสิ่งใดหมด และให้เห็นถูกต้องตามความเป็นจริงในธรรมชาติมากกว่าเห็นตามอารมณ์ ตามกฎหมาย หรือตามสมมติบัญญัติของมนุษย์
รองศาสตราจารย์แสง จันทร์งามประทีปธรรม( หน้า ๗0 ) พิมพ์ครั้งที่สาม สร้างสรรค์บุ๊คส์ ๒๑๗ ซอยสุขุมวิท ๒0 ( สายน้ำผึ้ง )แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพ ๑0๑๑0 พ.ศ. ๒๕๔๔
........................................................................
พูดถึงความยากง่ายในการปฏิบัติ สัมมาทิฏฐิปฏิบัติได้ง่ายกว่าศีล เพราะเป็นงานทางใจ เพียงแต่นั่งนึกตรึกตรองในปัญหาชีวิต เพื่อค้นให้พบความจริง ก็เป็นการปฏิบัติสัมมาทิฏฐิแล้ว
คนเราย่อมสำคัญอยู่ที่ทัศนคติ หรือ ความเห็น ถ้าความเห็นถูก การพูด การกระทำ และการดำเนินชีวิตก็จะพลอยถูกไปด้วย ถ้าความเห็นผิด ทุกสิ่งจะผิดหมด ฉะนั้น ใจที่ที่ประกอบด้วยสัมมาทิฏฐิ จึงเป็นฐานสำหรับให้เกิดศีลและสมาธิต่อไป ตรงกันข้าม ถ้ายังไม่มีสัมมาทิฏฐิ แม้จะปฏิบัติศีล สมาธิ ก็ปฏิบัติพอเป็นพิธีเท่านั้นเอง เพราะยังไม่เห็นคุณค่า
รองศาสตราจารย์แสง จันทร์งามประทีปธรรม( หน้า๖๔ ) พิมพ์ครั้งที่สาม สร้างสรรค์บุ๊คส์ ๒๑๗ ซอยสุขุมวิท ๒0 ( สายน้ำผึ้ง )แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพ ๑0๑๑0 พ.ศ. ๒๕๔๔
........................................................................