ดูเหมือนเรื่อง ไข้หวัดใหญ่ 2009ยังจะเป็นเรื่องที่ผู้คน ให้ความสนใจและติดตามข่าวอยู่อย่างต่อเนื่องมาตลอด โดยเฉพาะยิ่งในช่วงที่มีฝนตกแทบจะทุกวัน ทั่วประเทศขณะนี้ ตัวดิฉันเอง พอโดนฝนทีไร ก็ใจไม่สบายทุกที เกรงจะเป็นหวัดมีไข้และคิดเลยไปถึงไข้หวัดใหญ่ 2009 โน่น
เมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2552 ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ออกมากล่าวว่า เป็นห่วงการแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่ระลอก 2 ที่เชื่อว่า จะกลับมา เมื่อประชาชนเลิกตื่นตัวในการรักษาความสะอาด ซึ่งขณะนี้ประมาณการว่ามีคนไทยป่วย มีภูมิต้านทานไข้หวัด 2009 แล้วกว่าล้านคน ดังนั้น จะเหลืออีกกว่า 60 ล้านคนที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกัน
แม้ในสหรัฐอเมริกาเอง ดอกเตอร์โธมัส เฟรเดน ผู้อำนวยการซีดีซี ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งชาติ รายงาน เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2552 ว่า ผู้เสียชีวิตจากไวรัสเอช1เอ็น1 ภายในประเทศ 477 คน ในจำนวนนั้นเป็นเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี "2ใน3ของผู้เสียชีวิต เด็กเหล่านั้นล้วนแค่มีอาการป่วยแฝงอยู่หรือทุพพลภาพ ... สมองพิการ โรคกล้ามเนื้อเสื่อม ป่วยเป็นโรคระบบทางเดินหายใจเรื้อรังหรือโรคหัวใจ"
ทาง WHO ก็ได้ออกข่าวเตือนไว้เช่นกัน Preparing for the second wave: lessons from current outbreaks


ส่วนดิฉันเอง มีความเห็นและประสบการณ์ส่วนตัวว่า จริงๆแล้วประชาชนทุกคนสามารถตั้งหลักเตรียมตัวป้องกันไข้หวัด2009ได้ ตั้งแต่ที่บ้าน ด้วยวิธีการง่ายๆและปลอดภัย
เริ่มตั้งแต่ การสอนให้เด็กๆล้างมืออย่างถูกวิธี ก่อนรับประทานอาหาร กลับมาจากโรงเรียน หรือไปเที่ยวนอกบ้านทุกครั้ง เวลาจะไอหรือจาม ต้องปิดปากให้สนิท และหันหน้าไปทางอื่น ที่ไม่มีคนอยู่ ซึ่งผู้ใหญ่ต้องสอนเด็กๆ ตั้งแต่เด็กพอรู้ความ และผู้ใหญ่ก็ต้องทำตัว ให้เป็นตัวอย่างด้วย จนกระทั่ง ติดเป็นนิสัย

เพื่อที่จะหลีกเลี่ยง flu virus และพวก infectious diseaseต่างๆ ก็คงต้องสอนเด็กๆที่ไปโรงเรียนให้:::
1. ระวัง อย่าไปอยู่ใกล้ คนที่เป็นหวัด
2.เมื่อตัวเราป่วย ก็อย่าไปเข้าใกล้ คนที่ไม่ป่วย และผู้ใหญ่ ควรจะให้หยุดเรียน พักอยู่ที่บ้านเลย
3.แม้ผู้ใหญ่เอง ก็ควรลางานหยุดพักรักษาตัวอยู่กับบ้าน
4.แม้จะอยู่ที่บ้านก็ต้องระวังปิดปาก จมูกเวลาจามหรือไอ ไม่ให้ติดคนในบ้าน ถ้าออกนอกบ้านเพื่อไปพบแพทย์ ต้องสวมหน้ากากอนามัยทุกครั้ง
5.ล้างมือบ่อยๆด้วยสบู่และน้ำ โดยเฉพาะหลังการไอ หรือ จาม
6.อย่าเอามือไปถูก ตา จมูก ปาก ในช่วงที่ป่วย
7.ในกรณี ที่ไม่ป่วย แต่ออกไปนอกบ้าน ก็อย่าเอามือยกขึ้นมาขยี้ตา จับจมูกหรือ ปากเช่นกัน เพราะมือเราสกปรกจากการไปจับสิ่งของต่างๆตลอดเวลา
ดิฉันมีประสบการณ์เรื่องไข้หวัด 2009 เมื่อเร็วๆนี้เอง คือ พนักงานขับรถที่บ้านและพนักงานธุรการ ที่ทำงาน ป่วยเป็นไข้หวัด 2009 เมื่อเห็นว่า พวกเขาเริ่มป่วย ก็ได้ให้หยุดงานไปหาหมอทันที เพราะในช่วงที่เริ่มป่วยจนถึง 7-10 วันนี้ เขาสามารถแพร่เชื้อได้อย่างรวดเร็ว เมื่อครบ 7 วัน ก็ยังให้เขาหยุดต่ออีก ให้ครบ 10-14 วัน หรือจนกว่า จะไม่มีการไอแล้ว เพราะเกรงว่าจะนำมาติดคนอื่นๆ โดยเฉพาะเด็กๆ เนื่องจากเด็กๆจะติดโรคนี้ได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่


กรณีพนักงานขับรถ เป็นมากขนาดที่ แพทย์ต้องสั่งยา oseltamivir (brand name Tamiflu ®) or zanamivir (brand name Relenza ®) ให้ เพื่อต่อสู้กับโรคนี้ ให้เชื้อหยุดการกระจายตัวต่อไป ซึ่งในที่สุดแล้ว พนักงานคนนี้ หยุดงานถึง 2 อาทิตย์กว่าจะหายดี อาจจะเป็นเพราะความต้านทานไม่ดีมากนัก และให้เขาปฎิบัติตัว ดังต่อไปนี้ เพื่อมิให้เชื้อกระจาย
1.งดไปเยี่ยมแม่ ซึ่งมีอายุ 65 ปี ชั่วคราวก่อน แต่ให้นำลูกสาวอายุ 5 เดือนไปฝากแม่เลี้ยงไว้ ให้มีแค่ภรรยาเขาเท่านั้น ที่ดูแลอยู่แต่ให้สวมหน้ากากอนามัยตอนที่พยาบาลทุกครั้ง
ลูกสาวเขา มีความเสี่ยงสูงมาก ที่จะติดหวัด และแม้มีวัคซีน อาจจะยังฉีดไม่ได้เพราะ ยังเล็กเกินไป
2.ให้เปิดประตูหน้าต่างทุกบาน ในช่วงกลางวัน ให้อากาศถ่ายเท
3.ให้ใช้ห้องน้ำแยกกันกับผู้อื่น และให้มีถังขยะปิดฝา เฉพาะสำหรับตัวเอง 1 ใบ
4.ให้แยกใช้ จานชาม แก้วน้ำ ยิ่งแยกอาหารร้อนๆ ย่อยง่ายๆ มากินเฉพาะตนยิ่งดี มิฉะนั้น ต้องมีช้อนกลาง
5.เช็ดล้างผิวสัมผัสต่างๆ เช่น โต๊ะ เก้าอี้ ด้วยน้ำยาทำความสะอาดทุกวัน
6.ไม่จำเป็น ไม่ต้องพูดกับใคร ควรพักผ่อนให้มากที่สุด ถ้าจำเป็นต้องพูด ไม่ควรหันหน้าไปพูดกับใครตรงๆ เพราะอาจไปจาม ไอ ใส่เขาได้
7.ให้ภรรยาเขา ล้างมือด้วยสบู่ทุกครั้ง หลังจากมาดูแลผู้ป่วย
8.การนำเสื้อผ้า ปลอกหมอน ผ้า ปูที่นอน ผู้ป่วยไปซัก ก็อย่าให้ภรรยาเขาอุ้มเสื้อผ้าไปซัก เพราะเชื้ออาจมาติดที่เสื้อผ้าภรรยาเขาได้ ให้ใส่ตะกร้ายกไป และให้ล้างมือทุกครั้ง ที่หยิบจับเสื้อผ้าผู้ป่วย
ยังคิดว่า โชคดี ที่สังเกตอาการว่า พนักงานคนนี้ เริ่มมีอาการอ่อนเพลียมีไข้เพียง 1 วัน จึงรีบให้หยุดเลย มิฉะนั้น อาจจะพากันติดหวัดกันหลายคนในที่ทำงาน เพราะไข้หวัดนี้ จะแพร่เชื้อได้ ภายใน 1 วันก่อนที่ผู้ป่วย จะรู้ตัวว่าป่วย และยังแพร่ต่อได้อีก 7 วัน หลังจากที่รู้ตัวว่า ป่วยแล้ว แนะนำให้เขาพักผ่อนมากๆ ดื่มน้ำหรืออาหารน้ำๆ เครื่องดื่มน้ำๆให้มากๆ เช่น น้ำซุป น้ำเกลือแร่บ้าง เพื่อมิให้เกิดอาการขาดน้ำ ซึ่งให้เขาสังเกตอาการ คลื่นไส้ เวียนศรีษะ โคลงเคลง เมื่อลุกขึ้นยืน ไม่ค่อยจะปัสสาวะ หนาวสั่นหรือมีอาการคล้ายจะวูบ เป็นลม เป็นต้น และไม่ให้ใช้ยา aspirin ลดไข้เป็นอันขาด เกรงว่า อาจมีผลข้างเคียงได้ (Reye's syndrome) ให้เขาใช้ยาพวก Tylenol® แทน

ส่วนพนักงานธุรการ เมื่อให้หยุดงานไปแล้ว ก็ห้ามไม่ให้ใครไปจับต้องเอกสารที่เขาดูแลอยู่เป็นเวลา 24 ช.ม. เพราะเชื้อหวัดจะสามารถมีชีวิตอยู่บนพื้นผิวของสิ่งของต่างๆได้ถึง 6-8 ช.ม.และให้นำน้ำยาฆ่าเชื้อโรค มาเช็ดโตีะเก้าอี้ ให้เรียบร้อย เพื่อมิให้มีเชื้อหลงอยู่ และให้มีการทำความสะอาดสำนักงานกันเป็นการใหญ่ พนักงานผู้นี้ หยุดงานไปประมาณ 10 วัน ก็หายเป็นปกติ และไม่มีใครติดโรคจากเขาเลย
กรณีเด็กๆ ที่ต้องดำเนินชีวิตไปตามปกติ นอกจากการไปโรงเรียนแล้ว การไปออกกำลังกายและไปเที่ยว ก็เป็นสิ่งสำคัญ จึงพยายามหลีกเลี่ยง สถานที่ๆแออัด จะพาไปแต่ที่โล่งๆโปร่งๆ ถ้าเป็นสระว่ายน้ำ ก็จะเลือกสระที่สะอาด และแน่ใจว่า มีการใช้คลอรีนหรือน้ำยาฆ่าเชื้อโรค ประมาณ 1-3 parts per million ซึ่งสะอาด ปราศจากเชื้อ แน่นอน
การที่ต้องมีการระมัดระวังการติดโรคไข้หวัด 2009 กันค่อนข้างมาก เพราะเนื่องจากไวรัส H1N1 แพร่กระจายได้รวดเร็วกว่า ไข้หวัดใหญ่ธรรมดามาก
ข้อมูลเรื่องไข้หวัดใหญ่ 2009 มีหลายด้าน มีรายละเอียดแตกต่างกัน แต่ที่เหมือนกันคือ ต้องให้เชื้อนี้แพร่กระจายช้าที่สุด ถ้าไม่มี หน้ากากอนามัย แต่อย่าเอามือมาแตะ T-Zone ตาจมูกและปากเด็ดขาด
บัดนี้ พนักงานทั้งสอง หายเป็นปกติดีแล้ว แต่สำหรับคน ที่ยังไม่มีภูมิต้านทาน ช่วงต่อจากนี้เป็นต้นไป ก็คงต้องรอ วัคซีน จากทางกระทรวงสาธารณสุข แต่ก็ไม่ค่อยแน่ใจว่า จะปลอดภัยแค่ไหน เพราะมีข่าวอยู่ตลอดเกี่ยวกับเรื่องประสิทธิภาพของวัคซีน 

มีการ กล่าวถึงกรณีเชื้อไวรัสอาจมีการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม ซึ่งอาจมีผลต่อการผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 แต่ก็ทราบว่าทาง องค์การเภสัชกรรม และมหาวิทยาลัยมหิดล ได้เฝ้าระวังและติดตามการกลายพันธุ์เชื้อไวรัสชนิดนี้อยู่ พบว่าส่วนที่กลายพันธุ์อาจเกิดขึ้นตามธรรมชาติ แต่ยังไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงใน 5 จุดสำคัญ อาทิ จุดที่ควบคุมคุณสมบัติความปลอดภัย การต้านทาน ความดุร้าย ฯลฯ ดังนั้น ยืนยันว่าการทดลองวัคซีนยังมีความปลอดภัยสูง
ล่าสุด...องค์การอนามัยโลกเปิดเผย เมื่อวันที่ 2 กันยายนคาดหมายว่าประเทศต่างๆทั่วโลกต้องจ่ายเงินระหว่าง 2.50 ถึง 20 ดอลลาร์ต่อวัคซีนรักษาไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 1 โดส แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการจ่ายของแต่ละประเทศ
แมรี่ พอล คีนีย์ ผู้อำนวยการด้านวิจัยวัคซีนขององค์การอนามัยโลก ยังเตือนด้วยว่า วัคซีนจะไม่เพียงพอต่อพลเมืองโลกทั้งหมดและประชาชนไม่ควรไว้วางใจวัคซีนเพียงอย่างเดียว พร้อมแนะให้ใช้มาตรการป้องกันอื่นๆในการต่อสู้กับไว้รัสเอช1เอ็น1 อาทิ หลีกเลี่ยงแหล่งชุมนุมชนขนาดใหญ่ รวมถึงปิดโรงเรียนและเอาใจใส่ต่อสุขลักษณะส่วนตัว
ส่วนตัว คงยังไม่รีบไปฉีด คงต้องขอศึกษาเรื่องวัคซีนให้ละเอียดกว่านี้อีกสักหน่อย น่าจะปลอดภัยกว่า โดยจะมีการดูแลสุขภาพอนามัยส่วนตัวอย่างถูกต้องควบคู่ไปด้วย ปิดท้ายบันทึกด้วย แฟชั่นสุดเท่ รับหวัด2009 โดยนักออกแบบชาวฝรั่งเศส ภาพจาก คุณสุทธิชัย หยุ่น
สวัสดีค่ะ
ขอชื่นชมในข้อเขียนของคุณSasinand ทุกข้อเขียนเลยนะคะ มีสาระจริงๆ วันนี้ขออนุญาตแจมด้วยสักนิดนะคะ
ศิริวรรณจะท้าวความให้เด็กๆ ที่โรงเรียนฟังถึงการระบาดของโรคสมัยก่อน เช่นอหิวาตกโรค เกิดจากการปล่อยของเสียออกจากตนโดยไม่ได้คำนึงถึงคนอื่น พูดง่ายๆว่า ไม่รับผิดชอบต่อสังคม ปัจจุบัน ไข้หวัดที่กำลังระบาด ก็มีสาเหตุไม่ต่างจากการระบาดของโรคในอดีต เพียงแต่เรามีสำนึกรับผิดชอบ ไม่ให้ของเสียในร่างกายเราแพร่กระจายสู่ผู้อื่นได้ ทั้งโดยรู้/ไม่รู้ตัว โรคภัยต่างๆ ก็จะระบาดไม่ได้
ขอให้มีสุขภาพที่แข็งแรงนะคะ
ศิริวรรณค่ะ
มีข่าวว่า นพ.วิฑิต อรรถเวชกุล ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม (อภ.) ได้แจ้งว่า...
"เมื่อคืนวันที่ 25 สิงหาคม2552 ทีมนักวิจัยได้บรรจุวัคซีนล็อตแรกลงในบรรจุภัณฑ์ พร้อมติดฉลากแล้วเสร็จ
ขณะนี้ผลิตวัคซีนได้ 1,270 ขวด ขวดละ 0.7 มิลลิลิตร ทั้งหมดถูกจัดเก็บในห้องรักษาอุณหภูมิ รอการทดสอบความปลอดภัยตามขั้นตอน ได้แก่ การนำวัคซีนไปเพาะเชื้อในจานเพาะเชื้อ 14 วัน
หากไม่มีเชื้อโรคเจริญเติบโตถือว่าปลอดภัย
ในระหว่างนี้จะเตรียมส่งมอบให้คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหิดล นำไปทดลองในสัตว์ทดลอง เพื่อทดสอบความปลอดภัยและความเป็นพิษของวัคซีนอีก 7-10 วัน
ขณะนี้อยู่ระหว่างให้ผู้เชี่ยวชาญองค์การอนามัยโลกกำหนดว่าจะใช้หนูทดลองกี่ตัว หากผ่านการทดสอบทั้ง 2 ด้าน จะนำวัคซีนล็อตนี้ส่งมอบให้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ทดลองความปลอดภัย และประสิทธิภาพของวัคซีนเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะนำไปทดสอบในอาสาสมัครชุดแรก"
แต่ขณะนี้ ยังไม่ทราบผลของการทดลอง..เพราะยังไม่ครบกำหนด ในการนำวัคซีนไปเพาะเชื้อ
สวัสดีค่ะคุณ ศิริวรรณ
ขอบคุณค่ะ ที่ให้กำลังใจ พอดีเรื่องนี้ มีประสบการณ์จริงๆ 2 รายติดๆกันเลยค่ะ แต่ป้องกันทัน ไม่แพร่ระบาดทั้งที่บ้านและที่ทำงาน เลยนำมาเขียนเป็นบันทึกค่ะ
นพ.ไพจิตร์ วราชิต รองปลัด สธ.ได้แถลงว่า โดยสถานการณ์ขณะนี้ถือว่ามีผู้เสียชีวิตลดน้อยลงกว่าที่ผ่านๆมา ขณะที่การแพร่ระบาดในกรุงเทพฯและปริมณฑล มีแนวโน้มชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง แต่ในต่างจังหวัดมีแนวโน้มกระจายลงสู่เขตชนบทเพิ่มมากขึ้น
โดยพบผู้ป่วยทุกกลุ่มอายุ แต่พบมากขึ้นในกลุ่มวัยแรงงาน อายุ 31-45 ปี และผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ส่วนใหญ่มีอาชีพรับจ้างและเกษตรกรค่ะ
แต่ส่วนตัว คิดว่ากลุ่มเสี่ยงมากๆคือ เด็กเล็กๆ คนตั้งครรภ์ และคนที่มีโรคประจำตัวบางโรค กับบุคคลากรด้านการแพทย์พยาบาลค่ะ
อรุณสวัสดิ์ค่ะ
สวัสดีค่ะคุณ อิงจันทร์
ถ้าเราติดตามข่าวเรื่องไข้หวัด นี้ จะเห็นว่า ภาครัฐให้ความสำคัญกับไข้หวัด 2009ไม่น้อย....ให้ความรู้และแจกหน้ากาก 10 ล้านอัน...การใส่หน้ากาก และล้างมือบ่อยๆช่วยได้มาก...การใส่หน้ากากไม่ใช่จะใช้กฎหมายบังคับได้ แต่ต้องรณรงค์...ตอน นี้ก็เริ่มเซาไปบ้าง แต่ยังต้องรณรงค์ต่อ เดี๋ยวจะเหมือนหวัดสเปน ที่พอซาแล้วตีกลับมาแรงกว่าเดิม ที่อเมริกาตอนนี้ ติดหวัด 2009 กันมากแล้ว
แต่คนไทย ก็เป็นคนลืมง่ายจริงนะคะ คึกคักกันแรกๆเท่านั้น ต่อไป ก็ตามสบายเหมือนเดิม
การที่รัฐบาลจะมีนโยบายป้องกันไข้หวัดเข้มแข็งอย่างไรก็ตาม หากคนไทยยังขาดวินัยก็ควบคุมยาก
เห็น คนบางคน นั่งรถเมล์ไอจามไม่ปิดปากจมูก เจอคนจามในห้าง ไม่ปิดปากก็เยอะมาก รัฐต้องส่งเสริมวินัยและความรับผิดชอบต่อสังคมให้คนไทยให้มากขึ้นมากๆ
ส่วนคนจีน อินเดีย การเป็นไข้หวัด คงมีมาก แต่ตัวเลขเลยไม่โชว์ เพราะน่าจะมีคนที่ไม่สามารถเข้าถึงระบบการรักษาได้ไม่น้อย
การป้องกันตัวเองและรับผิดชอบสังคม คือสิ่งที่ดีที่สุด ไม่ต้องรอให้รัฐฯต้องออกมารณรงค์กันมโหฬารมากมาย คนเราไม่รักตัวเอง ใครจะมารักเรา
ฟังการแนะนำจากรัฐบาลค่ะ
ล่าสุด...มีข่าวจาก The University of Maryland researchers บอกว่า เนื่องจากไวรัส H1N1 แพร่กระจายได้รวดเร็วกว่า ไข้หวัดใหญ่ธรรมดามาก ดังนั้น จึงไม่น่าที่จะทำให้กลายพันธุ์ได้อีก
ตอนนี้ ที่อเมริกา กำลังเฝ้าระวัง เชื้อ ไวรัส 2009 H1N1นี้เป็นอย่างมาก เกรงว่า จะระบาดระลอกใหม่ขึ้นมาอีกในฤดูใบไม้ร่วง ที่กำลังจะมาถึงนี้
ขอบคุณที่นำบันทึกดีๆ มาให้อ่าน
ดิฉันชอบเป็นหวัดง่ายๆ โดนฝนหน่อยเดียวก็เป็นแล้ว ต้องดูแลตัวเองมากขึ้น และตอนนี้ลูกก็ยังเล็กอยู่ จะต้องไปสอนลูกว่าตอนนี้โรคอาจจะรุ่นแรงมากขึ้น ต้องคอยดูแลตัวเอง วิธีป้องกันต่างๆ ให้ลูกรู้ จะได้ปลอดภัยไว้ก่อนค่ะ
สวัสดีครับ
ผมต้องทำงานในที่แออัด ผู้คนเยอะมาก ผมต้องใส่หน้ากากตลอดเวลา แต่คนชอบมองผมคิดว่าผมเป็นอะไร ใครจะมองผมอย่างไรก็ไม่เป็นไร ผมต้องป้องกันตัวเองก่อนดีกว่า จึงใส่หน้ากากตลอดเวลาทำงานในที่ผู้คนเยอะ ถ้าเป็นอะไรขึ้นมาแล้วไม่คุ้มครับ
สวัสดี ครับ พี่sasinad
เปลี่ยนจากดอกบัวเป็นดอกบานชื่น แล้ว
เย็นใจพอ ๆ กันเลย ครับ
เข้ามาสวัสดี และอ่านบทความรู้ที่ เดาใจได้ทุกครั้ง เลย ครับ
นำกาแฟ มาเสริฟ์ด้วยความระลึกถึง ครับ
สวัสดีค่ะคุณกฤษณา
ดิฉันว่า อนามัยในบ้าน เป็นสิ่งที่สำคัญมาก และต้องทำให้เป็นกิจวัตรประจำวัน ทำจนเป็นนิสัยค่ะ เรียกว่า เป็นกติกาประจำบ้านเราเลย
ถ้าเราเกิดมีคนเป็นหวัดในบ้าน และเราต้องดูแล ต้องมีถังขยะใส่กระดาษทิชชู่ หรือของที่จะทิ้งอย่างอื่นๆ จะวางทิชชู่เกลื่อนไป คงไม่ได้ เพราะเชื้อจะแพร่กระจาย
ที่ บ้านดิฉัน เช็ดโต๊ะเก้าอี้ เคานท์เตอร์ต่างๆด้วย น้ำยาฆ่าเชื้อโรค เป็นประจำวันอยู่แล้วค่ะ ทำให้บ้านสะอาดดีทีเดียว ถ้าเป็นของเล่นเด็กที่อยู่ในบ้าน ก็ต้องล้างอย่างน้อย อาทิตย์ละครั้ง
พวกจานชามช้อน ถ้ามีคนไม่สบาย จะไม่ใช้ปนกัน ของใคร ของคนนั้น
ยิ่งถ้ามีคนป่วยเป็นไข้หวัด ยิ่งต้องทำความสะอาดเป็นพิเศษ รวมทั้งแยกซักเสื้อผ้าด้วย
ถ้า เรามีอนามัยดี ที่บ้าน ก็จะป้องกันไปได้มากค่ะ ไม่ใช่แค่เรื่อง ไข้หวัด แต่จะเป็นการป้องกันพวก แมลงวัน แมลงสาบ หนู ไม่ให้มารบกวนด้วย เพราะสัตว์พวกนี้ จะสามารถนำเชื้อโรคมาสู่คนได้
สวัสดีค่ะ
เห็นด้วยค่ะ เพราะที่บ้านมีเด็ก และก็ไปโรงเรียนด้วย ต้องช่วยกันดูแล จะนำข้อมูลที่ได้ไปบอกต่อกับคนในครอบครัวให้ช่วยกันป้องกันเพื่อดูแลเพื่อความปลอดภัย มากขึ้น เป็นบันทึกที่น่าสนใจมากค่ะ
สวัสดีค่ะคุณ พิเชษฏ์
ขอบคุณค่ะ ที่เข้ามาเล่าประสบการณ์ สมกับ ad โฆษณาที่บอกว่า ถึงเวลา ที่คนไทยต้องใส่หน้ากากเข้าหากัน นะคะ
ตอนนี้ คนไทย ยังต้องสู้อยู่กับ โรคหลายโรคค่ะ มีข่าววันนี้ 04-09-2552
สภาพัฒน์รายงานภาวะสังคมไตรมาสสอง ชี้ปัญหาการว่างงานพ้นจากภาวะวิกฤตแล้ว การจ้างงานขยายตัวมากขึ้นในระดับที่น่าพอใจ แต่ห่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคต่างๆ จากผลกระทบภาวะโลกร้อน โดยเฉพาะโรคไข้เลือดออก ชิคุนกุนยา และไข้หวัดใหญ่ฯ 2009 ที่มีแนวโน้มเพิ่มและรุนแรงมากขึ้น
อย่าเพิ่งเลิก ใส่หน้ากาก เวลาอยู่ในที่ๆคนแออัดนะคะ เพื่อความปลอดภัย
สำหรับปัญหาสุขภาพของคนไทย พบว่าการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม ทำให้โรคไข้เลือดออก และชิคุนกุนยา มีการแพร่ระบาดมากขึ้น และมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น
พบผู้ป่วยโรคชิคุนกุนยาในไตรมาสสอง 21,357 ราย เพิ่มขึ้นจากไตรมาสหนึ่งร้อยละ 58 ขณะที่ไข้เลือดออกก็พบผู้ป่วยในไตรมาสสองเพิ่มมากขึ้นกว่าไตรมาสแรก
ส่วนสถานการณ์การระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ช่วงไตรมาสสอง พบว่า คนไทยป่วยเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลมากถึง 21,119 คน ซึ่งส่งผลให้ผู้ป่วยโรคปอดอักเสบลดลงจากไตรมาสแรกถึงร้อยละ 55.3 เพราะผู้ป่วยได้รับการรักษาก่อน
สวัสดีค่ะคุณ แสงแห่งความดี
ดีใจจริง ที่เข้ามาเยี่ยมเยียนค่ะ ขอบคุณสำหรับกาแฟค่ะ
พอดี มีคนใกล้ชิดเป็นโรคไข้หวัด 2009 นี้ ก็เลยเก็บมาเล่าค่ะ
จริงๆ ถ้าดูแลผู้ป่วยดีๆ ก็ไม่ค่อยมีอะไรมาก เว้นแต่ ไปหาหมอช้าไป และมีโรคประจำตัวด้วย พักผ่อนน้อย ไม่มีใครช่วยดูแล ก็จะหายช้าหน่อยค่ะ
ดีที่ีสุด คือทุกคนต้องดูแลตัวเอง เป็นเบื้องต้นก่อนนะคะ
สวัสดีค่ะคุณแสงดาว
ขอบคุณที่ให้กำลังใจค่ะ
บ้านไหนที่มีเด็ก และก็ไปโรงเรียนด้วย เราต้องช่วยกันดูแลมากเป็นพิเศษ เพื่อความปลอดภัยให้มากขึ้น
ตอนนี้ ในกทม.ไข้หวัดซาลง แต่ไป ลามต่างจังหวัด ระบาด 15 จังหวัดเหนือ-อีสาน รัฐมีมาตรการป้องกันโรค ในกลุ่มนักเรียนมากที่สุด บางแห่ง มีปัญหาขาดแคลนน้ำดื่ม น้ำใช้ ส่งผลเด็กไม่มีน้ำล้างมือ ทำให้การป้องกันโรคสะดุด
คงต้องพยายาม หยุดการแพร่ระบาดในพื้นที่ชนบทให้ได้
เพราะช่วงเดือน ต.ค.-พ.ย.ซึ่งเป็นช่วยปลายฝนต้นหนาว จะมีการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลอยู่แล้ว
พื้นที่ชนบทถือว่าสำคัญ ถ้าระบาดมาก จะทำให้เกิดการระบาดระลอก 2 ในเขตเมืองได้อีก
ตอนนี้โชคดีที่ไม่ติดหวัดค่ะ...ว้าว อยากได้เสื้อป้องกันหวัด 2009 แสนเท่ห์ตัวนี้จังเลยค่ะ
สวัสดีค่ะอาจารย์ naree suwan
เปิดบันทึกขึ้นมาเห็นอาจารย์ ดีใจ และตกใจนิดๆค่ะ แบบวา ไม่คาดฝันน่ะ ดีใจจังที่กลับมาที่โกทูโนอีกเหมือนเดิม
โชคดีแล้วค่ะ ที่ไม่ติดหวัด 2009นี้ อย่าให้เป็นเลย ดีที่สุดค่ะ รอวัคซีนก่อน
เสื้อป้องกันหวัดสีม่วงนี่ เขาเท่จริงๆนะคะ อยากได้สักตัวเหมือนกัน อิๆๆๆ
ล่าสุด วันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม 2552--องค์การอนามัยโลก เปิดเผยว่า เชื้อไวรัส เอช 1 เอ็น 1 ที่เป็นสาเหตุของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ คร่าชีวิตคนแล้ว 2,837 คนทั่วโลกแต่ไม่ทำให้เกิดอาการป่วยรุนแรงกว่าเดิม
และยังไม่กลายพันธุ์ แต่ที่พบผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น เพราะมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้น องค์การอนามัยโลกกำลังเฝ้าจับตาเชื้อไวรัสนี้อย่างใกล้ชิด เพราะหากกลายพันธุ์จะมีอันตรายมากขึ้นกว่าเดิม
สวัสดีค่ะพี่ศศินันท์
มาอ่านบันทึกนี้ได้ความรู้ครบถ้วนสำหรับการป้องกันหวัด 2009 เลยค่ะ
สัปดาห์ที่แล้วน้องกลับจากการไปปฏิบัติธรรม มีอาการเป็นหวัดแต่ไม่รุนแรง มีน้ำมูกใส ๆ ไม่มีไข้ ปวดศีรษะเล็กน้อย แต่เพื่อความไม่ประมาทจึงไปพบแพทย์ ให้ยาแก้ปวด ยาลดเสมหะ แต่ขอไม่ใช้ยาปฏิชีวนะค่ะ ถามคุณหมอว่าจะแพร่เชื้อกี่วัน เพราะมักจะคลุกคลีเล่นกับหลาน ๆ ทุกวัน ... คุณหมอไม่ได้ให้ความกระจ่าง แต่บอกว่าระวังอย่าแพร่เชื้อก็แล้วกัน ไปหาหน้งสือมาอ่านจึงทราบดังข้อมูลที่พี่ให้ค่ะ เพราะไข้หวัดนี้ จะแพร่เชื้อได้ ภายใน 1 วันก่อนที่ผู้ป่วย จะรู้ตัวว่าป่วย และยังแพร่ต่อได้อีก 7 วัน หลังจากที่รู้ตัวว่า ป่วยแล้ว
ขอบคุณมากค่ะ
รักษาสุขภาพด้วยนะคะ
(^___^)
สวัสดีค่ะน้อง คนไม่มีราก ขออนุโมทนาบุญด้วยค่ะ สำหรับการไปปฏิบัติธรรม
แต่ได้ของแถมมา เป็นหวัดแต่ไม่รุนแรง ก็ไม่เป็นไรค่ะ อาจโดนฝน
เรื่องการถามแพทย์ บางที เราอาจได้คำตอบไม่กระจ่าง เพราะแพทย์งานมาก เวลาน้อย
บางที เราต้องไปหาหน้งสือมาอ่าน หรือค้นข้อมูลเองค่ะ
ไข้หวัดนี้ จะแพร่เชื้อได้ ภายใน 1 วันก่อนที่ผู้ป่วย จะรู้ตัวว่าป่วย และยังแพร่ต่อได้อีก 7 วัน หลังจากที่รู้ตัวว่า ป่วยแล้ว
วันนี้พี่ ยุ่งๆทั้งวัน พบปะผู้คนหลายคน สดชื่นดีเหมือนกัน การที่คนเรามีสังคม มีเพื่อนฝูง ทำให้จิตใจร่าเริงแจ่มใส ระบบภูมิคุ้มกันทำงานกระฉับกระเฉงขึ้น ไม่ติดหวัดใครง่ายๆอีกต่างหาก
กาย-ใจ เป็นของคู่กันนะคะ การที่จะมีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ ไม่ติดไข้หวัด 2009ง่ายๆ ไม่ใช่เพียงแค่ การล้างมือให้สะอาดบ่อยๆ หรือใส่หน้ากากอนามัยเท่านั้น ต้องมีสุขภาพจิตดีด้วยค่ะ
ไม่ใช่แต่ประเทศเรา ที่ South Korea ก็มีคนเป็นไข้หวัดนี้เช่นกัน มากกว่า4,000คน ส่วนใหญ่หายดี แต่ส่วนน้อยที่เสียชีวิต เพราะโรคแทรก
ทางรัฐบาล บอกว่า เขาจะพยายามหาวัคซีนมาฉีดให้คน10 million คน ที่มีภาวะเสี่ยงก่อน โดยด่วนค่ะ
ส่วนที่อเมริกา ข่าวเมื่อ 24-08-2009 สำหรับฤดูใบไม้ร่วงที่จะถึงนี้ เป็นChallenging fallจริงๆ
มีการนำเสนอรายงานจาก President's Council of Advisors on Science and Technology (PCAST)
ประเมินความรุนแรงและการเตรียมพร้อมสำหรับ เชื้อไข้หวัดใหญ่ 2009 H1N1เนื้อหาสาระน่าติดตามค่ะ
เมื่อ 2-3 วันก่อน ไปเห็นเขาขายหน้ากากอนามัย หลายชนิด เลยซื้อมาตุนไว้อีกอันหนึ่ง เป็นแบบ ผ้า
ได้ฟังว่า นายมานิต นพอมรวดี รมช.สาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 ว่า ขณะนี้สถานการณ์ของโรคอยู่ในช่วงที่เบาบางลง
และในภาพรวมประชาชนก็ตื่นตัวรับทราบข้อมูลข่าวสาร เกี่ยวกับการดูแลตัวเองและป้องกันโรค ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาที่จะต้องดูแลสุขภาวะและอนามัยของคนไทยทั้งประเทศด้วย
โดยขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขจะรณรงค์ให้ประชาชนใช้หน้ากากอนามัยที่เป็นผ้าให้มากขึ้น เพราะหน้ากากแบบกระดาษจะทำให้เป็นขยะ และยังมีปัญหาในเรื่องคุณภาพ ไม่ได้มาตรฐานตามที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)กำหนดไว้
06-09-2009 ล่าสุด มีนักศึกษาอย่างน้อย 2,000 คนที่ Washington State University มีอาการติดหวัดสายพันธ์ใหม่ H1N1 flu virus ซึ่งน่าจะเป็นการติดหวัดเชื้อนี้ ในสถานศึกษาที่มีจำนวนมากที่สุด แต่เกือบทั้งหมดกลับบ้านได้ ยกเว้น 2 คน ให้พักที่ร.พ. นอกนั้นมีอาการ เจ็บคอ มีไข้ 104 degrees F ปวดเมื่อยตามตัว และไอ
ผู้ป่วยทุกคน ต้องหยุดอยู่บ้าน พักผ่อน กินยาลดไข้ จะไม่อนุญาตให้กลับมาเข้าเรียน จนกว่า จะไม่มีไข้ ต่อเนื่องกัน 24 ช.ม.แล้ว
มีข้อมูล ของนักศึกษาที่นี่ด้วยACHA Pandemic Influenza Surveillance
Influenza Like Illness (ILI) in Colleges and Universities
นอกจากนี้ รัฐบาลอเมริกัน ยังประกาศเตือน ประชาชนกลุ่มเสี่ยงทั้งหลาย ให้ระมัดระวังตัว เป็นพิเศษ ซึ่งได้แก่...
1.เด็กๆอายุ ต่ำกว่า 5 ปี
2.คนที่อายุ 65 ปีขึ้นไป
3.คน ที่อายุต่ำกว่า 18 ปี และได้รับการรักษาด้วยแอสไพรินมาเป็นเวลานาน อาจเสี่ยงกับโรค Reye syndrome หลังจากการติดเชื้อหวัดชนิดนี้แล้ว
4.คน ที่ป่วยเป็นโรคหอบ หืด โรคปอด โรคหัวใจ โรคเกี่ยวกับระบบประสาท โรคเกี่ยวกับตับ โรคเลือด โรคเกี่ยวกับระบบเส้นประสาท โรคเบาหวาน โรคกล้ามเนื้อ คนที่กินยากดภูมิต้านทานอยู่ และพนักงานที่ดูแลผู้ป่วยตามโรงพยาบาลและnursing homes
สวัสดีค่ะพี่ศศินันท์
มารับความรู้เพิ่มเติมค่ะ
ขอบคุณค่ะ จะได้ระมัดระวังให้มากขึ้น เพราะพี่สาวคนโตของน้องอายุ 67 ปีค่อนข้างไม่แข็งแรงค่ะ
ส่งดอกสาละที่วัดในจังหวัดเลยมาให้พี่ชมค่ะ
(^___^)
ส่งมาใหม่ค่ะ
ตอนนี้เน็ตดาวน์ตลอดเลยค่ะ