นอน

อาการหยุดหายใจชั่วคราวรุนแรงในระหว่างการนอนหลับ นั้นทำให้เกิดความเสี่ยงเพิ่มขึ้น 46% แต่คนที่มีอาการหยุดหายใจชั่วคราวแบบอ่อนระหว่างนอนหลับนั้นจะไม่มีความเสี่ยงนี้

 

 

นักวิจัยระบุว่าคนที่มีภาวะปัญหาทางการหายใจรุนแรงระหว่างนอนหลับนั้นมีแนวโน้มที่จะเสียชีวิตได้จากหลาย ๆ สาเหตุมากกว่ากลุ่มคนที่ไม่มีปัญหาทางการนอนหลับเหมือนกัน ความเสี่ยงนี้เกิดขึ้นในชายที่มีภาวะโรคอ้วนที่มีอายุเฉลี่ย 40 ปีถึง 70 ปี โดยนี้เป็นงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยบัลติมอร์

ภาวะหยุดหายใจชั่วคราวระหว่างนอนหลับนั้นเกิดขึ้นจากการปิดกั้นของหลอดลมส่วนต้นในระหว่างนอนหลับ ทำให้เกิดอาการกรนที่รุนแรงและที่ทำให้ภาวะหยุดหายใจระหว่งการนอนหลับนั้นแตกต่างกันคือจำนวนครั้งที่เกิดการขัดขวางในระหว่างการนอนหลับ ภาวะหยุดหายใจระหว่างนอนหลับนี้มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับภาวะความอ้วน ความดันเลือดสูง ภาวะหัวใจล้มเหลวและเส้นเลือดอุดตัน แต่นักวิจัยยังไม่สามารถระบุได้อย่างแน่ชัดว่าอะไรที่ทำให้ผู้ที่มีอาการหยุดหายใจระหว่างนอนหลับเสียชีวิต

นักวิจัยได้ศึกษาในชายและหญิงจำนวน 4,600 คนที่มีอายุเฉลี่ยแตกต่างกัน 8 ปี นักวิจัยพบว่าคนที่เริ่มต้นมีภาวะการหยุดหายใจรุนแรงนั้นจะมีความเสี่ยง 46% ที่จะเสียชีวิตจากสาเหตุต่าง ๆ จากปัจจัยของอายุ เพศ เชื้อชาติ น้ำหนักหรือการสูบบุหรี่ รายงานนี้ตีพิมพ์ลงวารสาร PLoS Medicine ผู้ชายที่มีอายุ 40-70 ปีที่มีอาการภาวะหยุดหายใจรุนแรงระหว่างนอนหลับนั้นจะมีโอกาศเป็น 2 เท่าที่จะเสียชีวิตจากหลาย ๆ สาเหตุเมื่อเทียบกับคนสุขภาพดีในอายุเดียวกัน ในหมู่ผู้ชาย 42.9% นั้นไม่มีอาการภาวะหยุดหายใจระหว่างนอนหลับ 33.2% นั้นมีภาวะอาการหยุดหายใจระหว่างนอนหลับแบบอ่อน 15.7% จะมีภาวะอาการหยุดหายใจระหว่างนอนหลับแบบปานกลาง และ 8.2% มีภาวะอาการหยุดหายใจระหว่างนอนหลับแบบรุนแรง

ในหมู่ผู้หญิง มีประมาณ 25% ที่มีภาวะอาการหยุดหายใจระหว่างนอนหลับแบบอ่อน 8% จะมีภาวะอาการหยุดหายใจระหว่างนอนหลับแบบปานกลาง และ 3% มีภาวะอาการหยุดหายใจระหว่างนอนหลับแบบรุนแรง นักวิจัยกล่าวว่าคนที่มีภาวะอาการหยุดหายใจระหว่างนอนหลับแบบอ่อน นั้นไม่มีโอกาสที่จะเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

คนที่มีภาวะอาการหยุดหายใจระหว่างนอนหลับแบบรุนแรงนั้นจะมีอาการหยุดหายใจ 20-30 วินาทีและตื่นขึ้น เมื่อเกิดถี่ขึ้นคือ 30 ครั้งต่อชั่วโมง ทุก ๆ 2 นาทีจะเกิดภาวะอาการหยุดหายใจระหว่างนอนหลับแบบรุนแรง และทำให้เกิดปัญหาขึ้นได้ วิธีการรักษาที่ดีที่สุดคือลดน้ำหนัก หรือการผ่าตัด

 

ที่มา : http://www.foosci.com/node/860