Human-centred Medicine
บทความแรกนี้ ผมถอดความมาจาก foreword หรือคำนำในเอกสารขององค์กรอนามัยโลก (World Health Organization) หัวข้อ "People at the Centre of Health Care, Harmonizing mind and body, people and system" เขียนโดยอาจารย์นายแพทย์สำลี เปลี่ยนบางช้าง และดอกเตอร์ชิเกรุ โอมิ (Shigeru Omi) อาจารย์สำลีเป็น Regional Director ขององค์กรอนามัยโลกในเขตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่วน ดร.ชิเกรุเป็น Regional Director เขตแปซิฟิกตะวันตก ผู้สนใจสามารถตาม link ไป download pdf file ฉบับเต็มมาศึกษาต่อได้ น่าสนใจมากครับ

Foreword
ความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและโลกาภิวัฒน์ทำให้เกิดความเป็นไปได้ของการที่รายได้เฉลี่ยของประชากรเพิ่มเป็นสองเท่าเมื่อเปรียบเทียบระหว่างปี 1984 และ 2004 ในช่วงสองทศวรรษที่ว่่า การขับเคลื่อนของสองมิตินี้ร่วมกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของการแพทย์ การศึกษา การสาธารณสุข ทำให้เกิดประมาณการว่าเด็กที่เกิดใหม่ในยุคนี้น่าจะมีอายุยาวยานกว่าคนในครึ่งศตวรรษที่แล้วถึง 20 ปี โรคบางโรคได้ถูกลบล้างไปจากโลก อาทิ ฝีดาษ และบางโรคที่หลงเหลือเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เช่นโรคโปลิโอ ในพื้นที่เอเชีย-แปซิฟิก ในขณะเดียวกัน "สุขภาวะที่ดี" ก็ถูกยอมรับอย่างเผ็นสากลกันว่าเป็นสิทธิพื้นฐานของมนุษย์ งบประมาณที่เข้าไปในส่วนของการสาธารณสุขมีแต่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนถึง 4 ล้านล้านอเมริกันดอลลาร์ในปี 2004
จากแหล่งทรัพยากรดังกล่าวซึ่งไม่เคยมีปรากฏมาก่อนเลย ผู้คนในยุคนี้ควรจะมีสุขภาพทางกายและจิตใจที่ดีกว่า และมีความพึงพอใจในการบริการสุขภาพที่ได้รับที่มากกว่าในอดีต
แต่จากความเป็นจริง สิ่งที่เราคาดหวังไว้ไม่ได้เกิดขึ้น เรายังพบว่าแต่ละปี ยังมีคนพยายามฆ่าตัวตายสูงถึง 20-30 ล้านคน ในจำนวนนี้ฆ่าตัวตายสำเร็จประมาณ 1 ล้านคน ภาวะซึมเศร้าได้กลานเป็นภาระโรคที่เป็นปัญหาสำคัญในหลายๆประเทศ การบริการสุขภาพก็ยังด้อยกว่าที่ผู้คนคาดหวังไว้่ จนถึงขนาดมีคนจำนวนมากกังวลอย่างมากเกี่ยวกับความปลอดภัยของผู้ป่วยและคุณภาพของการยบริการสุขภาพ แม้แต่ในประเทศที่พัฒนาแล้วบางประเทศ ประมาณครึ่งหนึ่งของประชากรก็ยังได่รับการบริการสุขภาพที่ไม่ปลอดภัยและบ้างก็ได้ผลเสียจากความผิดพลาดทางการแพทย์ และจากข้อมูลที่ได้จากการศึกษาระดับ worldwide ประชากรประมาณครึ่งหนึ่งรู้สึกไม่พึงพอใจกับประสบการณ์ที่ได้รับการดูแลสุขภาพ
เพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น?
ประการที่หนึ่ง ความสำคัญของสุขภาพไม่ได้ถูกยกระดับขึ้นมาอย่างพอเพียง ทั้งๆที่สุขภาพเป็นต้นทุนสำคัญที่สุดของมนุษยชาติและสังคม เศรษฐกิจที่พุ่งรุดหน้าไปในขณะนี้ ขับเคลื่อนเพื่อตัวเศรษฐกิจเอง ไมไ่ด้ถูกนำไปใช้แถมยังเฉือนออกไปจากในส่วนที่ควรนำไปใช้ในเรื่องสุขภาวะและประชาสงเคราะห์
ประการที่สอง ระบบสุขภาพและบริการมุ่งเน้นที่ตัวโรค มากกว่าการมองดูคนเป็นองค์รวม ซึ่งมีร่างกายและจิตใจที่ผูกพันกันอย่างแยกไม่ออก ซึ่งต้องการการดูแลอย่างเป็นห่วงเป็นใยและอย่างมีศักดิ์ศรี การแพทย์ที่มุ่งเน้นแต่ชีวะเวชศาสตร์ (biomedical) ทำให้มองข้ามปัจจัยสำคัญมิติอื่นๆของสุขภาพ ได้แก่จิตสังคมและจิตวิญญาณ
ประการที่สาม การพึ่งพาที่สุดกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หลงคิดว่าไม่มีความพลาดผิดเกิดขึ้นโดยไม่คำนึงถึงปัจจัยของมนุษย์ก่อให้เกิดผลเสียที่ไม่ได้ตั้งใจ อาทิ medical error การทุกข์ทรมานโดยไม่จำเป็น ความพิการ แม้กระทั่งการสูญเสียชีวิต
ถึงตอนนี้เป็นที่ชัดเจนที่สุดแล้วว่าระบบสุขภาพโดยรวมได้ดำเนินมาถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญ ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องมาดูผลสะท้อนของสิ่งที่เรารับรู้และเชื่อมานมนานในความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์เพียงอย่างเดียว ถึงเวลาที่เราจะต้องมาพิจารณาใคร่ครวญเรื่องการผลักดันทางเศรษฐกิจที่เชื่อว่าจะแก้ปัญหาทุกอย่างได้ โดยเฉพาะในเรื่องการสาธารณสุข เราควรที่มาคิดใคร่ครวญ ไตร่ตรองใหม่ทั้งหมด ในคุณค่าของความเป็นมนุษย์ และความเชื่อศรัทธาของเรากันใหม่
เราควรจะทำอะไรกัน?
เราต้องการความสอดคล้อง สอดประสานระหว่างมนุษย์และระบบทั้งภายในระบบสุขภาพเองและระหว่างระบบสุขภาพกับระบบอื่นๆ ถึงเวลาที่เราจะต้องทราบว่าสุขภาวะนั้นมีความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงอย่างซับซ้อนของเหตุปัจจัย ได้แก่ กายภาพ สังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรมประเพณี และสิ่งแวดล้อม "สุขภาวะ" จะต้องถูกมองในมุมมองที่กว้างกว่าเดิม และนำเอาผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดเช้ามาร่วมกัน การดูแลแบบสหสาขาและเป็นองค์รวม เป็นกัลยาณมิตรจากทุกคนจะเป็นที่ต้องการอย่างยิ่งในการที่เราจะได้รับการดูแลสุขภาพที่แท้จริงตามต้องการ
ในระบบปัจเจกบุคคล เราจะต้องการสมดุลของทางกายและทางจิตใจ เราต้องการ holisitc approch หรือการดูแลแบบเป็นองค์รวม เป็นการดูแลที่ตระหนักรับรู้ว่าสำหรับคนๆหนึ่งนั้นเป็นอะไรที่มากไปกว่าผลรวมของอวัยวะต่างๆ
ถึงที่สุดแล้ว เราจะต้องร่วมกันสร้างแก่นของคุณค่าใหม่ของระบบการดูแลสุขภาพ มุ่งเน้นที่สุขภาวะของคนเป็นศูนย์กลาง เราจะต้องเอาชนะการมองที่แคบในแบบ biomedical แต่ยังสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีทุกอย่างอยู่เหมือนเดิม การใช้วิทยาศาสตร์และมนุษย์เป็นศูนย์กลางเกิดการบูรณาการกันอย่างเต็มที่ เราจะต้องใช้ต้นทุนทุกอย่างที่เรามี ปรับวัฒนธรรมการทำงานของเราใหม่ โดยเน้นที่ประโยชน์ของมวลมนุษยชาติ เราต้องพยายามใช้ความรู้และเทคโนโลยีต่างๆอย่างมีหลักการและเหตุผล อย่างเป็นองค์รวมโดยมีจิตเมตตาธรรม เกิดเป็นระบบบริการสุขภาพที่ประชาชนเป็นผู้ร่วมรับประโยชน์ ไม่ได้เป็นเพียงแค่กลุ่มเป้าหมายการใช้นวตกรรม แต่เป็นผู้ที่ต้องมีส่วนเกี่ยวข้่องในการสร้างเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค เป็นระบบสุขภาพที่อยู่ในจิตใจของทุกๆคนในทุกๆส่วนของสังคม
บทความ "ประชาชน ณ ศูนย์กลางแห่งการดูแลสุขภาพ ความสอดประสานกายและจิต คนและระบบ" ได้เรียงร้อยวิสัยทัศน์ หลักการ และกระบวนการที่จำเป็น ซึ่งจะผลักดันกระบวนทัศน์ใหม่เกิดเป็นระบบสุขภาพที่ยั่งยืน เป็นความท้าทายใหม่ และเป็นความรับผิดชอบที่เราจะต้องรณรงค์ผลักดันวิสัยทัศน์นี้ นำไปสู่การปฏิบัติจริงทั้งในระดับปัจเจกและสังคม
และหากเราทำสำเร็จ นี่จะเป็นมฤดกโลกที่ยั่งยืนตลอดไป
นายแพทย์สำลี เปลี่ยนบางช้าง |
Dr Shigeru Omi |
| WHO Regional Director for South-East Asia | WHO Regional Director for the Western Pacific |
ขอบคุณเรื่องดีๆจากอาจารย์มากค่ะ
ยินดีด้วยนะคะที่ได้รับคัดเลือกเข้ารอบ 5 คนค่ะ...
โหวตให้แล้วนะคะ 1 เสียง