ถอดบทเรียน Focus Group คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ความเดิมตอนที่แล้ว อ่านได้ที่นี่ค่ะ (http://gotoknow.org/blog/aing/290598)

คุณสมพร..... อยากถามว่า จะผิดหรือไม่ที่ว่าบางคนไม่รู้ว่า KPI คืออะไร แต่อยากทำเพราะว่า อยากพัฒนา อยากทำแล้วองค์กรมีความสุข 

อาจารย์ JJ……ถ้าทำแล้วมีความสุข อยากเจอกันอยากคุยกัน จะทำให้อะไรๆ ไม่ยาก 

 

คุณสมพร..... ถ้าน้องๆ  ถามว่า KPI คืออะไร จะมีคนรู้แค่ไม่กี่คน ถามว่าเท่าไหร่ว่าจะถึงเป้า  ก็จะไม่สนใจ  แต่ทำเพราะว่ามีแผน  แผนจะตอบโจทย์ข้อไหน คณะทำ BSC อยู่แล้ว ก็จะตอบโจทย์แผนกลยุทธ์ของคณะตัวไหน  เราแต่ทำเพื่อ support ว่าถึงเป้าหมายคณะได้ยังไง แล้วคณะก็จะไปประมวลเอง  แต่กิจกรรมที่เราทำคือจะขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายได้ยังไง หรือจะขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายได้ยังไง  ถามว่าเรามองแค่นี้ถูกหรือไม่

อาจารย์ JJ......  ถ้ามีความสุข ก็ถูกแล้ว  ถ้าทุกข์อย่าทำ  ถ้าทำแล้วทำไปได้เรื่อยๆ  คนรอบข้างเห็นก็มีความสุขไปด้วย  KPI ก็ไม่มีประโยชน์อะไร 

 

คุณสมพร.....  มุมมองของเราคือ ระดับบริหาร ต้องรู้  ต้องมี และ ต้องทำให้ถึง 

อาจารย์ JJ......  ผู้บริหารจะมีเป้าหลายๆ  อย่าง     ซึ่งบางทีจุดเน้นต่างกัน    แต่จุดเน้นของเราคือ ต้องการทำคนให้เป็นคน  ก็จะไปได้  ส่วนผู้บริหารก็จะไปดูเรื่องเงินเรื่อง แต่คนทำงานต้องมีความสุข  อยู่ที่เราว่าจะกำหนดอะไรบ้าง ถ้าเนียนกับเนื้องานก็จะลำบาก  และไม่ได้ตอบโจทย์ใจเราสักที ตอบแต่โจทย์ชาวบ้านเขาหมด 

 

คุณสมพร.....คนที่เริ่มต้นไม่ถูก  จะทำไงดีคะ

JJ  เริ่มต้นคือ ความภูมิใจเหมือนที่น้องเขาเล่าให้ฟังเมื่อกี้  คือ  จะทำยังไงให้ดีกว่าเมื่อวาน ต้องทบทวนตัวเจ้าของเอง ทำไงให้ดีกว่าเดิม  ทำวันนี้ให้ดีกว่าเดิมได้ยังไง  KAISEN   ไม่ใช่ทำแล้วแย่กว่าเดิม  ถ้าเราทุกข์ก็อย่าไปทำ

เหมือนที่ถามว่า  ทำไมมาทำงานที่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่  มีเป้าหมายอะไร     ก็อาจตอบว่าเพราะจบที่นี่หรืออยากจะทำอะไรบ้างก็ว่าไป

 

คุณสมพร...... อยากรู้ว่าผลที่เกิดขึ้นโดยตรง  คิดว่ากับตัวเจ้าของ  ที่ง่ายที่สุด ให้คนที่ไม่ได้พูดพูดบ้าง หรือ ถามก็ได้

 

 

ท่านที่ เจ็ด......ถ้าเราอยากฟังความรู้ที่ดีจากใครสักคน  ก็ให้เขาล่าไปเรื่อยๆ  หรือควรจะแทรกระว่างที่เขาเล่าหรือจะทำยังไง

 

อาจารย์ JJ......  เวลาที่เรากำลังพูดให้ใครฟัง  มีคนที่มาทำให้สะดุด เราจะมีความสุขหรือไม่  ต้องถามใจเจ้าของ  ถ้าเขาอยากระบาย ต้องปล่อยให้ flow ไปให้สุดแล้วเราค่อยมาเชื่อมครั้งสุดท้าย  ครั้งแรกก็เล่าโดยเรื่องจริงทั้งหมด  ไม่มีใครใส่สีเติม   แล้วคนที่เป็น กระบวนกรก็ต้องช่วยจับประเด็นให้เขา จะต้องค่อยๆ ฝึกต้องใช้เวลา

 

ท่านที่แปด.....เราไม่ต้องไปสะกิดอะไรเลยใช่หรือไม่คะ....... 

อาจารย์ JJ...... อยู่ที่เราเตรียมการให้เขาเล่าเรื่อง  มีการเตรียมการให้เขาถอดบทเรียนเป็น  ว่าสิ่งที่เขาจะเล่าเกี่ยวกับความรู้ ที่เขาทำงานยังไง   หรือ เกี่ยวกับทักษะประสบการณ์หรือไม่ หรือ เขาได้เรียนรู้อะไร

มันจะเป็น format ว่า  AAR  AAL เขาก็จะเล่าไปเรื่อยๆ   เรียกว่า สังคมปรนัย(กำหนดให้เขาแล้ว)  ส่วนสังคมอัตนัย คือ การเล่าเรื่อง  ดังนั้นกระบวนกรต้องจับประเด็นให้เก่ง   ถ้าเป็นคำถามปลายเปิดเขาก็จะเล่าไปเรื่อยๆ  เขาจะสบายใจ  แต่ถ้าคำถามปลายปิด เวลาน้อย ก็จะมีให้เลือกตอบ  อยู่ที่การฝึกว่าจะฝึกเขายังไง  ถ้าใช้กับเด็กเราจะใช้ปรนัยได้  แต่ถ้าเป็นผู้ใหญ่ส่วนมากจะใช้อัตนัย  ต้องมีวิธีการเอามาใช้

 

ท่านที่เก้า.....สิ่งที่เอามาชั่ง น้ำหนัก  ในการที่ว่า กระบวนกร ในการสร้าง dialogue  ทุกคนมีสิ่งที่อยากพูด นั่นคือความรู้ที่อยู่ในตัวของแต่ละคน แล้ว  อะไรคือตัวตัดสินว่าคนนั้นพูดตรงไม่ตรง  อะไรถูกอะไรผิด

อาจารย์ JJ...... หลักคือ สิ่งที่เรานำไปใช้ประโยชน์ต่อยอดได้ 

มีเคล็ดวิชาคือ   ตัวเราทำอะไรอยู่ก่อน  แล้วคนที่เล่ามา อะไรบ้างที่เราจะดึงออกไปใช้ได้บ้าง 

 

การ dialogue แต่ละครั้งถ้า เป็นการคุยกันเฉยๆ เพื่อจะระบายเราก็ยังไงก็ได้ ไม่มีเป้าหมายก็ไม่ยาก  แต่ถ้ามีเป้าหมาย ว่าจะทำเรื่องนี้  เราก็จะไปดูว่าเขาทำยังไง  กระบวนการมียังไง  เป็นมุมมองการถอดบทเรียนให้รู้ว่า how to ทำอย่างไร

เช่น ทำไมกล้วยแขกถึงไม่มัน  ทุกชิ้นไม่มัน และสามารถกินได้ถึงสี่โมงเย็นโดยไม่นิ่ม   เคล็ดวิชาคืออะไร(อันนี้ไปดูตัวอย่างการถอดบทเรียนได้ที่ blog ของอาจารย์ JJ) 

วิธีการคือทำอย่างไรที่จะถอดบทเรียนที่เป็น tacit K. บางทีบางคนทำได้แต่เล่าไม่ได้ ถอดบทเรียนไม่ได้  เราก็ต้องถอดบทเรียนให้เขา บางทีเราต้องไปยืนดู  เพราะว่าเขาทำได้ แต่เล่าไม่ได้  เราต้องไปยืนดูแล้วถอดบทเรียนให้เขา

ปัจจุบันสังคมปรนัย ชีวิตก็จะมีแต่ choice  A  B  C  D ให้เลือก แต่ สังคมอัตนัยไม่ค่อยมีแล้ว

อาจารย์ JJ...... เวลาฝึกพูด ในวง dialogue  เคล็ดคือให้คนอายุน้อยพูดก่อน  เขาจะได้พูดด้วยความสบายใจ  หากคนอายุมากกว่าพูดก่อนก็จะพูดเยอะ  เพราะอาบน้ำร้อนมานานก็จะพูดเยอะ  ก็ให้น้องๆ  แสดงความคิดก่อน พี่จะได้ไม่ไปดูถูกน้อง  

  

ท่านที่สิบ.....เรื่อง KM  สิ่งที่ได้คือการพัฒนาตัวเองมากกว่า ยังไม่ไปไกลถึงการพัฒนาหน่วยงาน แต่ตัวเองได้เรียนรู้จากกระบวนกรคนอื่นว่าเขาเป็นกันยังไง  ทำยังไง วิสัยทัศน์ยังไงก็นำมาพัฒนาตนเอง  เมื่อมีโอกาสได้เรียนรู้มากกว่า  ขอไปเรียนรู้ก่อน จะได้มากจะได้น้อยก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง  ที่ได้มากคือการฝึกได้มากที่สุดคือการ present งาน จากการเป็นกระบวนกร  ปกติงานตัวเองไม่มีการ present จะเกี่ยวกับการเงินบัญชี  จะไม่ค่อยคุยกะใคร และพยายามจะหามุมมองที่แตกต่างจากทางบัญชี

 

อาจารย์ JJ...... ถามว่า หลักของบัญชีคืออะไร ได้รับคำตอบจากท่านที่สิบว่า คือ ถูกต้อง  แล้วถ้าเทียบกับเภสัชกร  ถูกต้อง ใช่หรือไม่  ส่งยาถูกต้องหรือไม่ นี่คือ KPI  เราสามารถนำ Tacit K. ของเราคือการเป็นนักบัญชีที่ดี  มาทำในวิชาชีพได้  คือ ถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ ดังนั้น Tacit k. ก็คือสามารถจะสอนเภสัชให้ทำบัญชียาได้เลย  พวกนี้คือวิชาชีพ

           การจัดการหรือการพัฒนา คือ ตัวเจ้าของ มีสามระดับ องค์กร(คณะเภสัช)  องค์การ(มหาลัย) และองค์กู   ถามว่าทุกวันนี้เราพัฒนาองค์กรต่างๆพัฒนาองค์กร ทำยังไง เพราะคือ เก้าอี้ โต๊ะ  แต่องค์กูสำคัญที่สุด  ดังนั้นเครื่องมือทั้งหลายที่เอามาใช้จัดการความรู้ คือ ทำให้ตัวเป็นคนดี  มีคุณธรรม  จริยธรรม แล้วองค์กร และองค์การ จะดีขึ้น ตามลำดับ KM  เป็นวิถีหนึ่งที่เขาทำกันอยู่ และน่าจะดี เราก็เอามาทำกัน แต่คนไทยเอามาทำแล้วไม่ค่อยดี.... มีข้อจำกัดมาก  ดังนั้น KM เราก็จะยึดติด KPI  อยู่ที่ KPI  เราไปติดเครื่องมือเยอะ  แต่จริงๆ ไม่ใช่   เราตอบโจทย์ได้ ตอบผู้ประเมินได้หมดเลย  แล้วตัวเจ้าของล่ะ  ถ้า ok  ถ้า I’m ok  …..you’re ok”  ก็จะไปได้  แต่ ถ้า I’m not ok  you’re not ok ก็แย่ไปหมดเลย

 

ท่านที่สิบเอ็ด.....ตอนนี้ได้ภาพอยู่สองภาพคือ  ภาพสวยๆ กับในความเป็นจริงของการใช้ KM มาเป็นเครื่องมือคือ   การนำ KM มาเป็นเครื่องมือการจัดการความสุข  แต่ถ้าเอา KM ไปตอบตัวชี้วัดก็จะได้อีกภาพหนึ่งออกมา มันไม่ได้ไปในทิศทางเดียวกัน มันดึงกันอยู่น่ะค่ะ   

 

อาจารย์ JJ...... ถ้าเราสร้างสังคมของเราได้ว่า เรารู้ว่าเรารู้อะไร กำลังทำอะไรอยู่ ชีวิตมันจะตอบโจทย์ได้ ปัญหาคือตอนนี้เราไม่รู้ว่าเรารู้อะไร   ถ้าเรารู้ว่าในกลุ่มของพวกเราซึ่งมีไม่กี่คน  เรามีความสุขกับการทำงาน  เคารพความเป็นคน เคารพความเป็นเพื่อน  เคารพความคิดเห็นซึ่งกันและกัน  การจัดการก็คือการจัดการความรู้สึกที่ดีต่อกัน   การจัดการความรู้  ก็เป็นแค่เครื่องมือตัวหนึ่ง แต่  ความรู้สึกไม่ได้บอก  กพร. ก็ไม่ตอบ   แรกๆ  กรพ. ก็จะจัดการความรู้ที่สุมๆ อยู่ในประเทศ  เก็บไว้ในเวป  แต่ไม่ค่อยมีใครเอาไปใช้   ปัจจุบันสังคมไทยเปลี่ยนไป  แปลกๆ  ไม่เหมือนก่อน   เปลี่ยนไปน่ากลัว  คนเปลี่ยน องค์กรมีชีวิตเปลี่ยนไป  น่ากลัว 

 

ท่านที่สิบสอง......น้องใหม่เพิ่งมา  ทำเรื่อง one stop service ทำยังไง

อาจารย์ JJ...... ถ้าเราทำที่ตัวเรา  ระบบคุณน่ะทำ  ฉันไม่ทำ  (คุณน่ะทำไป)  ไม่ใช่ระบบ คุณธรรม  ไม่มีการหมุนวงล้อมาคุยกัน  ไม่ได้ดูตัวเองว่าทำไมไม่เปลี่ยนตัวเจ้าของ  เคล็ด  ขับเคลื่อนที่ตัวเจ้าของก่อน

 

สำหรับตัวข้าพเจ้าเอง....ในฐานะผู้จดบันทึก การทำ focus group ครั้งนี้ มีความคิดเห็นส่วนตัวว่า ข้าพเจ้ายังขาดการเตรียมการ และการวางแผนที่ดี  โดยเฉพาะยังไม่รู้จักผู้เข้าร่วมประชุมให้ครบทุกท่านเลยนอกจากคุณสมพร(จะสังเกตว่า รู้จักอยู่คนเดียวคือคุณสมพร)นอกนั้นจะพิมพ์ไปว่า ท่านที่หนึ่ง....สอง...สาม แทน)  ซึ่งจริงๆ ข้าพเจ้าก็รอรายชื่อจากคุณสมพรอยู่เหมือนกัน แต่ตัดสินใจว่า สรุปเลยแล้วสะท้อนตัวเองไว้เลยว่า ความผิดพลาดหรือข้อจำกัดครั้งนี้ จะนำไปแก้ไขในครั้งต่อไป ไม่ว่าจะเป็นข้อจำกัดเรื่องงานที่มีมากมายทั้งของคุณสมพรและของของข้าพเจ้าเอง หรือข้อจำกัดเรื่องเวลาที่มีน้อย ข้าพเจ้ารู้สึกว่าหลายท่านยังอยากจะแลกเปลี่ยนเรียนรู้อีกแต่เวลามีจำกัด  ดังนั้นการถอดบทเรียนครั้งนี้จึงไม่สมบูรณ์เท่าที่ควร  ครั้งต่อไปจะต้องวางแผนล่วงหน้าให้ดีกว่านี้ค่ะ 

ขอบคุณค่ะ