หลาย ๆ ท่าน หลาย ๆ คนอาจจะสงสัยว่าทำไมเราต้องทำ R2R (Research to Routine)…?
หลาย ๆ ท่าน หลาย ๆ คนอาจจะสงสัยว่าเราจะได้อะไรจาก R2R (Routine to Research)…?
คำตอบหนึ่ง คำตอบนั้นที่เราทำแล้วเราได้ สิ่งนั้นคือ “นิสัย” ที่มีคุณค่ามากกว่า “ผลงาน”

สิ่งที่เราได้หลังจากที่ทำ R2R แล้วนั้นคือ เรามีนิสัยที่อะไร ๆ ก็ต้อง “ลอง”
“นิสัย” “อุปนิสัย” หรือที่เรียกง่าย ๆ ว่า “สันดาน” ของเรานั้นเริ่มเปลี่ยนไป…?
 
ใครต่อใครพูดเราก็ฟังไว้ “ฟังหู ไว้หู”
ใครพูดอะไรเราก็ฟัง ฟังแล้วแต่ยังไม่เชื่อ ต้องคิด ต้องค้น ต้องทดลอง
เมื่อเราได้ยินอะไรมาเราต้องมา “กลั่น” ด้วยความคิด มาพิจารณาด้วย “สติ” จะดีหรือมั่ว จะชั่วหรือไม่ก็ต้องทดลองดู

ไม่ฟังหูซ้าย ทะลุหูขวา...
คือ ใครพูดอะไรมา ถ้าไม่ถูกใจเรา เราก็จะไม่ทิ้งไป ถึงแม้นคนพูดนั้นเราจะ “เกลียดขี้หน้า” มากแค่ไหน แต่เราไม่ได้สนใจที่ตรงนั้น เราสนใจที่เนื้อหา สาระ
ถ้าเขาพูดแล้วเราได้ยิน เราได้ยินแล้วเราเก็บมาคิด คิดแล้วดูน่าจะเป็นไปได้ก็ต้องทดลองทำดู “ไม่ทิ้ง ไม่ขว้าง...”


ไม่สรุปความจากการได้ยิน...
เมื่อได้ยินอะไร บุคคลที่มีนิสัยแบบ R2R นั้นจะไม่เชื่ออย่างงมงาย
เมื่อได้ยินแล้วอย่างน้อยต้องมาคิด มาไตร่ตรอง มาพิจารณา จากนั้นต้องลงมือปฏิบัติ ทดลอง แก้ไข และพัฒนา
เมื่อได้ข้อผลแล้ว ดีก็ “รู้” ไม่ดีก็ “รู้” ประสบความสำเร็จก็ได้ “ความรู้” ไม่ประสบความสำเร็จก็ได้ “ความรู้...”
ดังนั้นเมื่อได้ผลก็ “สรุป” ได้ ไม่ได้ผลก็ “สรุป” ดีซะด้วย ก็ยิ่งสนุกกันใหญ่ เพราะจะได้ทดลองและ “วิจัย (Research)” กันต่อไป ต่อไป และต่อไป

ไม่หยุดอยู่ที่ผลงาน...
คนทำ R2R นั้นจะไม่จบหรือหยุดอยู่ที่ “ผลงาน” คือ จะไม่วางเป้าหมายไว้ที่ผลงาน แต่จะวางเป้าหมายไว้ที่ “กระบวนการ (Process)” ซึ่งจะต้องสร้าง “สันดานในการวิจัย (Research Innately)”

มีกระบวนการการวิจัย (Research Methodology) ที่สดใหม่เสมอ...
คนที่ทำ R2R นั้น ย่อมค้นคิด พลิกแพลง และ “แสลงต่อระเบียบวิธีวิจัย (Research Methodology)”
ระเบียบวิธีวิจัยเดิม ๆ ทำให้คนเบื่อ คนหน่าย คนเกลียดการวิจัย
แต่คนที่ทำ R2R นั้นเขาจะมีระเบียบวิธีวิจัยที่ถูกต่ออุปนิสัยของตนเอง
การลองคิด ลองทำนั้น นอกจากที่จะได้ข้อสรุปของผลงานแล้ว
การลองคิด ลองทำ ยังจะทำให้เราได้เทคนิค กระบวนการในการทดลอง วิจัยแบบใหม่ ๆ อีกด้วย
ระเบียบวิธีวิจัยที่เราเรียนกันอยู่ในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ก็มีพื้นฐานเริ่มต้นแบบเดียวกัน ก็คือ เขาลองทำแล้ว ดีแล้ว ประสบความสำเร็จแล้ว เขาก็นำออกมาเผยแพร่
การเผยแพร่นั้นจะประสบความสำเร็จก็ต่อเมื่อ คนที่รับ คนที่ฟังนั้นไม่ยอมคิดอะไรใหม่ ๆ คิดว่าสิ่งนั้นดีแล้ว ถูกแล้วก็ทำตามไปเรื่อย การเผยแพร่นั้นจึงยังดูดี และดูได้
คนทำ R2R จะพบ “ระเบียบวิธีวิจัย (Research Methodology)” ในทุก ๆ ขณะที่คิด ในทุก ๆ ห้วงเวลาที่คิด

ขอให้คิด ขอให้ทบทวน (AAR : After Action Review)
ขอให้นึก ขอให้สกัด (Mind Mapping)
ขอให้บอก ขอให้เล่า (Story telling)
ขอให้ชัก ขอให้ชวน (Peer assists)
ขอให้เผย ขอให้แพร่ (Gotoknow : G2K)


คนที่มีสันดานในการวิจัยชีวิตย่อมเดินอยู่ในถนนสายที่ “พัฒนา”
คนทำ R2R ย่อมพัฒนาตนเองอยู่โดยตลอด
เห็นโน่นก็คิด เจอนี่ก็ทดลอง ได้ผลแล้วก็ทดลองแล้ว ทดลองอีก ทดลองซ้ำไป ซ้ำมา
เรียนจบแล้วก็ทำ เรียนยังไม่จบก็ทำ
ทดลอง วิจัยไปเรื่อย ๆ ทำไป ทำไป ซ้ำแล้ว ซ้ำอีก
อยู่บ้านก็ทำ อยู่ที่ทำงานก็ทำ
งานยุ่งก็ทำ นั่งอยู่เฉย ๆ ก็ทำ “ทำไปเรื่อย”

จิตใจจะสดใสอยู่ในงาน...
จิตใจของคนทำ R2R จะสนุก สดชื่น และชื่นมื่นตลอดเวลา
เมื่อจิตใจของเรานั้นจะเต็มตื้นด้วย “ความดี”
ความคิดที่จะให้งานที่ตนเองทำพัฒนาขึ้นนั้นถือว่าเป็น “ความคิดที่ดี”
คนที่มีความคิดดี ชีวิตย่อมดี
คนที่มีความคิดดี จิตใจทุ่มเทให้งานในทุก ๆ เวลานั้นย่อมเรียกบุคคลนั้นได้ว่าเป็นบุคคลที่มี “ความเสียสละ”
ความดีและความเสียสละนั้นทำให้ “ใจยิ้ม”
เมื่อใจยิ้ม ปากก็จะแย้มตาม
จิตใจของตัวเองก็สดใส คนอยู่ใกล้ๆ  ก็ชื่นบาน


พัฒนาตน ฝึกฝนงานด้วย R2R ชีวิตย่อมเบิกบาน อยู่บนกระบวนการที่สมมติเรียกว่า “การวิจัย...”