บทความนี้รวบรวมจาก http://gotoknow.org/blog/otpop ในหัวข้อที่กล่าวถึงบทบาทวิชาชีพกิจกรรมบำบัดสากล ที่มีรูปแบบหรือแนวทางใหม่ในการพัฒนาความสามารถของบุคคลในการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชากรโลก

นอกจากนี้ประเทศ Netherlands, Sweden, Denmark และ UK ได้รวมกลุ่มกันเพื่อพัฒนา European Master Entry Level of Occupational Therapy ทำให้วิชาชีพกิจกรรมบำบัดแบบเฉพาะทางในแง่พัฒนา Scientific methods and theory in human occupation and culture in Europe ดูข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.ot-euromaster.nl  ในประเทศ Ireland นำ International guidelines มาพัฒนาหลักสูตรร่วมกับการเสริม Local context through occupational view เช่นเดียวกับประเทศ Canada ที่มีการพัฒนา Competency based fieldwork evaluations for occupational therapist students

หลายประเทศได้นำ Revised Minimum Standard of the World Federation for Occupational Therapists (Hocking, C. & Ness, N., 2002) มาพัฒนากระบวนการ Clinical reasoning skills ผ่าน Case scenario (VIVA) นั้นสามารถขยายแนวคิดออกเป็นห้ารูปแบบ ได้แก่  The Person-Environment-Occupation (PEO) relationship and health, Context of practice with task-based learning, Therapeutic and professional relationship, Client practice and relationship, และ Learning styles and environment รวมถึง WHO เน้นประสมประสานกรอบความคิด International Classification of Functioning, Disability and Health (ICF) สู่วิถีชุมชนปฏิบัติด้วยกิจกรรมบำบัดที่ครอบคลุมถึง Living experience and individual perceptions of participation with health conditions

บางประเทศเน้นการศึกษาคำจำกัดความและการเข้าถึงปฏิบัติการทางคลินิกด้าน Occupational science into practice และศึกษาวิจัยในหลากหลายรูปแบบ เช่น Energy for engagement in pre-occupation, Formal educator support (3-day workshop for training supervisor education/using creative supervision), Service learning project (preparation/need assessment-action onsite-reflection core concepts of occupational therapy in community), Rebuilding of relationship through occupational deprivation/alienation/adaptation/justice/professional, Self-management and behavioral approach/strategy for chronic disease, Developing the practice education database (website)-ดูข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.inpractice.org และ www.wfot.org

ด้วยเหตุนี้ “WFOT International Day on Oct 27th จึงถูกกำหนดขึ้นเพื่อให้นานาชาติรับรู้ถึงการพัฒนาการเรียนกิจกรรมบำบัดร่วมกันทั่วโลกในแง่ Occupational dysfunction and health กับ Occupational engagement is central to meaningful life และเน้นการให้คำปรึกษา (International Advisory Groups) แก่ประเทศที่ขาดแคลนหรือกำลังพัฒนางานทางด้านกิจกรรมบำบัดโดยสรุปคือ

1.             Occupational science

2.             Mental Health

3.             Evidence Based Practice

4.             Participation and Accessibility

5.             Health Policy

6.             Human Resources Project

ในปัจจุบันนักกิจกรรมบำบัดแนวใหม่พยายามสร้างสรรค์โปรแกรมใน 6 รูปแบบข้างต้น สำหรับผมนั้นสนใจรูปแบบของกิจกรรมบำบัดเพื่อสุขภาพจิตโดยการจัดการใช้เวลาว่างให้ชีวิตมีคุณค่า (Leisure Management for Meaningful Life) ในโอกาสนี้ผมจึงรวบรวมบันทึกที่น่าสนใจมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับกัลยาณมิตรทุกท่าน ดังต่อไปนี้

ตัวอย่างแรกของโปรแกรมกิจกรรมบำบัด เป็นการริเริ่มศึกษาความสนใจของการทำกิจกรรมยามว่างและสังคม (Leisure and social activities) ในชีวิตประจำวันของผู้สูงอายูและผู้ที่มีความพิการ โดยใช้แบบสอบถาม Activity Self-Interest Checklist แล้วมาวิเคราะห์ทางสถิติพบว่ากลุ่มผู้สูงอายุและผู้ที่มีความพิการกำลังได้รับความเจ็บป่วยอื่นๆเพิ่มเติมได้แก่ Hypertension, Diabetes, Arthritis, Cardiac Problems และผู้ร่วมให้ข้อมูลวิจัยมีความต้องการเข้าร่วมกิจกรรมยามว่างและสังคม แต่มีอุปสรรคความบกพร่องทางร่างกายอันเนื่องมาจากความเจ็บป่วยดังกล่าว จากข้อมูลนี้จึงเป็นจุดสำคัญให้ผู้วิจัยสร้าง Creative Exercise Program มุ่งให้คนในชุมชนมาร่วมทำกิจกรรมยามว่างและสังคม เช่น การออกกำลังกายแบบไม่หนักจนเกินไป (Low Impact & Conditioning Exercise) และให้ความรู้เกี่ยวกับความเจ็บป่วยดังกล่าวรวมถึงข้อควรปฏิบัติเพื่อลดอาการเจ็บป่วยขณะเข้าร่วมกิจกรรมยามว่างและสังคมในแต่ละวัน โปรแกรมนี้ใช้เวลารวมหกครั้งๆละหนึ่งชั่วโมง แล้วมีการประเมินผลเพื่อปรับปรุงโปรแกรมจากคนในชุมชนก่อนนำไปใช้ในอีกหลายๆชุมชนที่ต้องการ โดยสรุปกระบวนการของการพัฒนาโปรแกรมอย่างเป็นระบบ (Systemic Program Development Process) ได้แก่ Preplanning, Needs Assessment & Analysis, Program Implementation และ Program Evaluation

 

ตัวอย่างที่สอง คือ การริเริ่มโปรแกรมการปรับตัวของพฤติกรรมและความพึงพอใจในการเข้าร่วมกิจกรรมการดำเนินชีวิต (Occupational Performance and Satisfaction) ด้วยการเข้าไปสัมภาษณ์พร้อมใช้แบบฟอร์มมาตรฐาน (Semi-structured Interview) ในกลุ่มคนที่เพิ่งออกจากโรงพยาบาลและยังคงมีอาการความเครียดที่เกิดขึ้นจากโรคอื่นๆ (Stress-related Illness) จากการวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติพบว่ากลุ่มคนดังกล่าวมีความต้องการในการเข้าร่วมกิจกรรมการดำเนินชีวิตในระดับที่แตกต่างกัน แล้วแต่ประสบการณ์การเรียนรู้จากการได้เข้ารับการรักษาอาการของโรคจากโรงพยาบาล กลุ่มคนดังกล่าวต้องการการรักษาในระดับฟื้นฟูสภาพเพื่อให้ตนเองสามารถเข้าร่วมกิจกรรมการดำเนินชีวิตโดยมีความเครียดน้อยลงและพบปะผู้คนในสังคมได้ในระดับปกติสุข ข้อคิดที่ได้รับจากการสัมภาษณ์ทำให้ผู้วิจัยต้องพัฒนาโปรแกรมการปรับกิจกรรมการดำเนินชีวิตของแต่ละบุคคลโดยเน้นการให้ความรู้และสร้างความพึงพอใจในกิจกรรมการดำเนินชีวิตอยู่สามระดับความรู้สึก ได้แก่ คุณต้องการทำอะไร (Want to Do) คุณต้องทำอะไร (Have to Do) และคุณคาดว่าจะทำอะไร (Expect to Do)

 

จากสองตัวอย่างดังกล่าว เพื่อให้ท่านผู้อ่านมองภาพนักกิจกรรมบำบัดที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางสุขภาพจิต ได้ชัดเจน ผมจึงขอสรุปกลุ่มบุคคลทุกเพศทุกวัยที่ต้องการผู้เชี่ยวชาญดังกล่าวได้แก่ 

           1.  บุคคลที่ประกอบอาชีพจนไม่สามารถมีเวลาพักผ่อนและเวลาการทำกิจกรรมยามว่าง

2.   บุคคลที่มีอาการเจ็บป่วยเรื้อรังทางระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ

3.   บุคคลที่มีอาการเจ็บป่วยเรื้อรังทางระบบประสาท

4.   บุคคลที่มีความบกพร่องทางจิตสังคม เช่น โรคเครียด วิตกกังวล ซึมเศร้า กลัว อารมณ์เศร้าอย่างรุนแรง บุคลิกภาพเปลี่ยนแปลง พฤติกรรมทางสังคมเปลี่ยนแปลง โรคจิตประสาทระยะแรก โรคใช้สารเสพติดมากผิดปกติ เป็นต้น 

5.   บุคคลที่มีเวลาว่างมากจนเกินไปและมีความรู้สึกท้อแท้ต่อการประกอบอาชีพเสริม

6.   บุคคลที่อยู่ในสภาวะการเจ็บป่วยขั้นสุดท้ายของชีวิต

7.   ญาติหรือผู้แทนของชุมชนที่ต้องการรับคำปรึกษาเพื่อพัฒนาสุขภาพจิตของบุคคลที่รู้จักหรืออยู่ในชุมชนและมีอาการต่างๆ ข้างต้น  

 

 ตัวอย่างที่สามของโปรแกรมกิจกรรมบำบัดในระดับ Health Policy เพื่อตอบโจทย์ ทำอย่างไรให้สังคมมีสุขด้วยการกำจัดภาวะคอร์รับชั่น (Anti-corruption) ได้แก่การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ สำรวจความพอดีในความต้องการทางจิตสังคมของตนเอง (Self-determination on a balance of psychosocial need)” พูดง่ายๆก็คือ ต้องให้การศึกษา พูดคุยกับแบบเพื่อน และสำรวจจิตใจของเพื่อนที่กำลังทำตัวเป็นผู้บริหารที่มีปัญหาในการควบคุมตนเอง ไม่ซื่อสัตย์ต่อตนเองและผู้อื่น อาจต้องใช้เวลา ขึ้นอยู่กับพื้นฐานความดีและสัมพันธภาพระหว่างคนที่มีปัญหากับคนที่อยากให้เพื่อนกลับมาเป็นคนเดิม ผมคิดว่าคำว่า เพื่อนไม่มีวันตาย และการมีสัมพันธภาพที่ดีร่วมกันสามารถสร้างสังคมให้น่าอยู่ 

 

ตัวอย่างที่สี่ คือ โปรแกรมการกำหนดกิจกรรมที่มีความหมายและคุณค่าแก่ชีวิต ภายใต้ทฤษฎีทางจิตสังคมที่กล่าวว่า ทุกๆกิจกรรมการดำเนินชีวิตประกอบด้วยพฤติกรรมต่างๆ ได้แก่ ความเป็นส่วนตัว (discretion) ความเป็นธรรมชาติ (spontaneity) ความคิดสร้างสรรค์ (creativity) และการมีส่วนร่วม (involvement) แต่บทบาทและความคาดหวัง (roles and expectations) ของแต่ละคนนั้นจะมีความสามารถตรวจสอบความรู้สึกของตนเอง (self-determination)ไม่เท่ากัน ระหว่างอิสระและแรงจูงใจ (freedom and intrinsic motivation) ในการใช้เวลาว่าง (leisure) การทำงาน (work) และการสร้างความสัมพันธ์กับครอบครัว (family relationship) ส่วนใหญ่สังคมเราจะเป็นผู้กำหนดมิติของกิจกรรมเหล่านี้ด้วยความแตกต่างของเวลา สถานที่ และความหมายของการทำกิจกรรม น้อยคนนักจะกำหนดความรู้สึกด้วยความเป็นตัวของตัวเองในการให้นิยามและมิติที่แตกต่างกันของการทำกิจกรรมเหล่านั้น จุดนี้เองที่ทำให้สังคมมุ่งเน้นให้คนเราเป็นมนุษย์ทำงานจนไม่มีเวลาให้กับการใช้เวลาว่างของตนเองหรือครอบครัว

 

แล้วเราจะพัฒนา self-determination ที่ผมขอเรียกว่า จินตมิติของกิจกรรมชีวิต (Activity-Living) ของคุณให้สมบูรณ์ได้อย่างไร

 

ผมกำลังจะสรุปเนื้อหาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับคำถามข้างบน แต่คุณเท่านั้นที่จะต้องใช้เวลาคิดและหาคำตอบให้กับกิจกรรมชีวิตของคุณ

 

กิจกรรมต่างๆ มีหลายความหมายที่เกี่ยวข้องกัน เช่น ผลสำเร็จของการทำกิจกรรม ความเชื่อมโยงของการทำกิจกรรม การแสดงออกและการเรียนรู้ในการทำกิจกรรม

 

ความพึงพอใจที่รู้สึกว่า เรากำลังทำกิจกรรมนี้ในเวลาและสถานการณ์ที่เหมาะสม หรือทำกิจกรรมนี้เพราะแรงบังคับของสังคมรอบข้าง หรือทำกิจกรรมนี้เพราะเราชอบและสนใจจนเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง

 

หากคุณเป็นคนที่รักครอบครัวและสังคม เวลาที่ให้กับตนเอง ทั้งการทำงานและการใช้เวลาว่างเพื่อตนเองก็จะลดลงตามลำดับ แต่ต้องคอยตรวจสอบความรู้สึกของตนเองว่า คุณพอใจกับกิจกรรมชีวิตตรงนี้หรือไม่

 

หากตอบว่า ไม่ลองพิจารณาความเป็นกลางระหว่างกิจกรรมต่างๆ ได้แก่ คุณค่าของการมีส่วนร่วมกับกิจกรรมใดๆ ที่ได้ทั้งงาน ครอบครัว และเวลาว่าง ตัวอย่างที่ผมพอจะคิดออก เช่น การนั่งทำงานที่บ้าน ในตอนเช้าตรู่ที่สมาชิกในครอบครัวกำลังหลับ จากนั้นผ่อนคลายด้วยการออกกำลังกายเบาๆ แล้วต่อด้วยการทำอาหารเช้าที่คุณชอบร่วมกับคนที่คุณรัก เป็นต้น แต่การวางแผนความสมดุลของกิจกรรมต่างๆ ต้องมีการบันทึก (Time use-activity diary record) และตรวจสอบความสุขของคุณและครอบครัวอยู่บ่อยครั้ง

 

กรณีศึกษาที่จะกล่าวต่อไปในบทความนี้ เน้นการให้คำปรึกษาของนักกิจกรรมบำบัดแนวใหม่ในการจัดลำดับความสำคัญของการนำกิจกรรมเข้ามาช่วยคุณตัดสินใจวางแผนการเพิ่มความสามารถในการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข

 

เช้าวันนี้สดชื่นและเป็นวันว่างของนายเอจริงๆ แต่แล้วเจ้านายโทรมาบอกแกมบังคับให้ไปช่วยงานที่บริษัทโดยด่วน วันที่สดใสก็ไม่ต่างจากวันทำงานอื่นๆ หรือเคร่งเครียดกว่าเพราะทุกคนถูกเรียกมาทำงานด่วนให้เสร็จภายในห้าชั่วโมง ทั้งๆที่วันนี้เป็นวันหยุดราชการ ทำจนเกือบเสร็จก็ไม่ได้ทานอาหารเที่ยง แถมยังไม่ได้เงินค่าทำงานล่วงเวลาด้วย ก่อนจะเลิกงานแฟนโทรมาบอกเลิกเพราะลืมที่จะใช้เวลาอยู่กับแฟนในวันเกิดและเหตุผลเบื่อหน่ายชีวิตคู่ เออ...ชีวิตช่างเหมือนละครเสียจริง ตอนนี้นายเอต้องโทรหาเพื่อนสนิทเพื่อไปทานข้าวเย็นพร้อมต้องการกำลังใจอย่างยิ่ง ระหว่างทางโชคร้ายเสียจริง นายเอข้ามถนนแบบไม่ทันระวัง โดยรถมอเตอร์ไซด์เฉียวล้มลงข้อเท้าหัก นายเอต้องลากสังขารไปเข้าเฝือกที่คลินิกหนึ่ง แล้วกลับไปทำกิจกรรมยามว่างที่น่าเบื่อ ณ หอพักตามลำพัง

 

จะเห็นว่ากรณีตัวอย่างของนายเอ เกิดสภาวะที่ผมกำลังเรียกว่า กิจกรรมยามว่างที่ถูกจำกัด (Leisure Constraints) มีความยากลำบากในการใช้ทำกิจกรรมยามว่างที่ตนเองตั้งใจหรือวางแผน โดยมีอุปสรรคจากสิ่งแวดล้อมรอบตัว ได้แก่ สิ่งกีดขวางหรือวัตถุโครงสร้าง (structural barriers) บุคคลที่เราติดต่อสื่อสารด้วย (interpersonal barriers) และความพร้อมของตนเอง (intrapersonal barriers)

 

โดยปกติแล้ว คนที่อยู่เฉยๆ คงไม่ง่ายนักที่จะได้รับอุปสรรคจากสิ่งแวดล้อมดังกล่าว นอกเสียจากการนำตนเองเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมดังกล่าว เช่น นายเอเริ่มตอบตกลงไปทำงานด่วนทันทีโดยที่ยังไม่ได้มีโอกาสคิดและตัดสินใจเลือกที่จะไม่ไปเลย เป็นต้น บางท่านอาจจะพิจารณาปัญหาสุขภาพ (health restrictions) เป็นอุปสรรคในการทำกิจกรรมยามว่าง แต่จริงๆแล้วเราต้องรู้จักเลือกชนิดและลักษณะการทำกิจกรรมยามว่างๆ นั้นให้เหมาะสม นั่นคือรู้จักที่จะมีกิจกรรมยามว่างที่ตนเองชอบและพอเป็นตัวเลือกได้ (Leisure choices) กรณีที่จะต้องเกิดอุปสรรคต่างๆโดยไม่คาดฝัน

 

จากนั้นนักกิจกรรมบำบัดแนวใหม่จะให้กรณีศึกษาเลือกห้าหรือสิบกิจกรรมที่ชอบและอยากทำให้มีความสุขในการใช้เวลาว่าง แล้วฝึกให้คะแนนในโอกาสที่กรณีศึกษากำลังทำหรือเพิ่งเลิกจากการทำกิจกรรมเหล่านั้น โดยเลือกให้คะแนนด้วยความรู้สึกทันทีอย่างไม่ลังเลใจ เริ่มจาก ไม่พอใจหรือไม่ชอบกิจกรรมนี้มากๆเลย = 1 คะแนน   ไม่ชอบเล็กน้อย = 2 คะแนน   เฉยๆ ชอบหรือไม่ชอบก็ได้  = 3 คะแนน   ชอบเล็กน้อย = 4 คะแนน   และชอบมากๆเลย = 5 คะแนน  

 

ประโยชน์ของสเกลนี้ กรณีศึกษาได้รู้จักวิเคราะห์ความชอบ จากความรู้สึกลึกๆส่วนตัว และวางแผนต่อไปอีกว่าคุณอยากทำกิจกรรมยามว่างนี้เมื่อใด กับใคร อย่างไรอีก กรณีถ้าไม่ชอบกิจกรรมนี้แต่จำเป็นต้องทำกิจกรรมนั้นบ่อยครั้ง กรณีศึกษาพอจะมีหนทางใดบ้าง ที่สามารถปรับรูปแบบให้เหมาะสมกับความชอบและความสนใจ เช่น ไม่ชอบอ่านหนังสือหนาๆ คนเดียว อ่านเลือกอ่านหนังสือที่เป็นแบบ Electronic File ในห้องสมุด เป็นต้น จะเห็นว่างานนี้นักกิจกรรมบำบัดแนวใหม่ทุกคนต้องส่งเสริมสุขภาวะของประชากรโลกด้วยการทำกิจกรรมยามว่างที่สร้างสรรค์ มีส่วนร่วมทางสังคมในแบบกิจกรรมกีฬาและนันทนาการบ้าง ไม่ใช่อยู่ว่างกับความรู้สึกของตนเองมากจนเกินพอดี ดังสโลแกนของ WHO ที่ว่า “Leisure For Health to the Year of 2015”

 

ตัวอย่างสุดท้ายของโปรแกรมกิจกรรมบำบัด ได้แก่ การให้ความรู้แบบโปรแกรมสร้างพลเมืองที่ดีของสังคมไทยและสังคมโลก  (Preparing to be volunteering positive minded person as the global citizenship) ปัจจุบันเราคงสังเกตได้ถึงทุกขภาวะทางจิตสังคม เช่น มีน้ำใจช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์น้อยลงตามสภาพสังคมที่แข่งขันสูงและเน้นผลประโยชน์ส่วนตนมากกว่าผู้อื่น จะเห็นได้จากปัญหาความยากจนและอาชญากรรมที่กำลังคุกคามประชากรโลก ดังนั้นนักกิจกรรมบำบัดแนวใหม่จึงวิเคราะห์ผลกระทบของแต่ละบุคคล ที่อาจส่งผลให้มีทักษะทางจิตสังคมที่ไม่สมดุล กล่าวคือ Trends to increase mental problems for the individual environment และให้โปรแกรมปรับจิตใต้สำนึกเพื่อให้มีความสมดุลทางจิตสังคม (Psychosocial skills for interactive balance)  โดยพิจารณากิจกรรมการให้ความรู้แบบ Counseling & simulation workshops ในหกปัจจัยที่คนเรากำลังต้องมีการยกเครื่องทางจิตสังคม ดังย่อๆคือ การปรับปรุงเรื่องเวลาที่ยึดติดกับตนเองมากเกินไป (Distortion of time perception) การปรับปรุงเรื่องความสุขของตนเองมากกว่าผู้อื่น (Enjoyment) การปรับปรุงเรื่องภาวะอารมณ์วิตกกังวลและเครียด (Loss of anxiety and constraint) การปรับปรุงเรื่องการรู้จักช่วยเหลือผู้อื่นอย่างพอดี (Total involvement-forgetting self) การปรับปรุงเรื่องให้สนใจมองคนอย่างลึกซึ้งและจริงใจ (Narrowed focus of attention) และสุดท้ายการปรับปรุงให้สนใจมองตนเองให้เป็นคนใจกว้างและเหมาะสม (Enriched perception)

 

จากตัวอย่างทั้งหมดนี้ ถือเป็นแนวคิดที่นักกิจกรรมบำบัดแนวใหม่ของไทยจะได้นำมาพัฒนารูปแบบการให้บริการทางวิชาชีพ ที่ส่งผลให้เกิดการปฏิรูประบบประกันสุขภาพไทยได้ชัดเจนยิ่งขึ้น และถือเป็นการประชาสัมพันธ์ให้ประชากรไทยได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาความสามารถในการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นต่อไป