ดิฉันมีความสนใจในเรื่อง"การจัดการใช้เวลาว่างให้ชีวิตมีคุณค่า" เพราะดิฉันมองว่า กิจกรรมยามว่างเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตทุกคน การทำกิจกรรมยามว่างทำให้คนเกิดความสุข รู้สึกมีคุณค่า ซึ่งจะส่งผลต่อสุขภาพกาย สุขภาพจิตที่ดี เกิด Well being ตามแนวคิด PEO กิจกรรมยามว่างอยู่ใน Occupation เป็นกิจกรรมการดำเนินชีวิตที่เราต้องทำให้เกิดความสมดุลในรูปแบบการดำเนินชีวิตของเฉพาะบุคคล แต่ละคนก็มีรูปแบบที่แตกต่างกันไป
ดิฉันคิดว่ากิจกรรมยามว่างส่งผลกระทบต่อกิจกรรมต่างๆในชีวิต ลองคิดดูนะคะ
ว่าระหว่างคนที่ทำแต่งานไม่มีเวลาว่างพักผ่อน ใช้เวลาอยู่กับคนที่ตัวเองรัก หรือทำกิจกรรมที่
ตัวเองชอบ กับคนที่ทำงานแต่มีเวลาพักผ่อน ไปเที่ยว หรือได้ใช้เวลาอิสระ คุณภาพชีวิตน่าจะต่างกัน เพราะการที่ทำแต่งาน นอกจากส่งผลกระทบต่อความสุขในชีวิต สุขภาพกายที่แย่ลงเพราะไม่มีเวลาออกกำลังกายหรือพักผ่อนแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว คนรัก เพื่อนร่วมงาน อื่นๆ เช่นตัวอย่างของคุณเอ
ดิฉันคิดว่าน่าสนใจเหมือนกันที่นักกิจกรรมบำบัดจะเข้าไปมีบทบาทมากขึ้นในชีวิตประจำวันของคนทุกกลุ่ม ทุกเพศทุกวัย ดิฉันคิดว่าน่าจะมีการทำการวิจัยเกี่ยวกับการทำกิจกรรมยามว่างที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต โดยสำรวจในกลุ่มคนที่หลากหลายทุกเพศทุกวัย เช่น
ทำในกลุ่มคนทำงานระหว่างคนที่ได้ทำกิจกรรมยามว่างโดยบริษัทนั้นอาจจะให้เวลาพักร้อนประจำปี กับบริษัทที่ให้พนักงานทำแต่OT (ล่วงเวลา) ไม่มีเวลาพัก ถ้าวัดผลเฉพาะบุคคลลองดูว่ากลุ่มคนกลุ่มใดมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่ากัน ถ้าทำในเชิงบริษัท ก็วัดผลที่ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของงาน หรือจะทำในกลุ่มอื่นๆ ดังที่อาจารย์แบ่งไว้ 7 กลุ่มตามตัวอย่างที่2 ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์หรือกลุ่มคนที่จะวัด เมื่อได้ทำการประเมินผ่านแบบสอบถามเราก็นำมาสรุปผลได้ว่ากิจกรรมยามว่างมีความสำคัญกับคนๆนั้นมากแค่ไหน แล้วข้อมูลที่ได้จะนำมาเป็นข้อมูลในการคิดวางแผน และออกแบบการรักษาที่เหมาะสมเฉพาะบุคคลต่อไป ซึ่งชี้วัดผลสุดท้ายก็คือ คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทั้งกาย จิต รวมทั้งด้านสังคมด้วย
ตัวอย่างแรกของโปรแกรมกิจกรรมบำบัด ดิฉันคิดว่าน่าสนใจมากเพราะว่า นักกิจกรรมบำบัดน่าจะมีบทบาทในกลุ่มนี้มากขึ้นในอนาคต ดิฉันมองว่าการทำกิจกรรมยามว่างเพื่อลดอาการเจ็บป่วย นอกจากดูแลรักษาทางกายแล้วยังเป็นการเสริมสร้างสุขภาพจิตให้แข็งแรง แล้วส่งผลต่อสุขภาพกายที่จะดีขึ้นตามมา “ ใจเป็นนายกายเป็นบ่าว” คำกล่าวนี้น่าจะใช้ได้ดี
ตัวอย่างที่2 มองว่าเป็นการยากที่จะปรับพฤติกรรม คิดเหมือนคุณเมธิตา แต่ดิฉันคิดว่าน่าจะต้องให้เขาเห็นถึงความสำคัญของการทำกิจกรรมยามว่างก่อนหรืออาจทำการประเมินการให้คุณค่าหรือความสำคัญของกิจกรรมนั้นๆแล้วต้องให้เห็นว่ากิจกรรมยามว่างจะส่งผลดีอย่างไร?
เมื่อเขาเห็นถึงความสำคัญก็จะเป็นการง่ายมากขึ้นในการปรับเปลี่ยน เราอาจประเมินแรงจูงใจและนำผลมาเป็นตัวกระตุ้นให้มีการร่วมมือในการทำกิจกรรมมากขึ้น
ตัวอย่างที่ 3 มองว่าเป็นไปได้ยากมากๆ เพราะความพอดีของแต่ละคนต่างกันดังที่คุณชลธิชากล่าวไว้ แล้วการที่เขาจะเปิดเผยตัวตนหรือความคิดที่แท้จริงออกมานั้นยาก
เรื่องนี้ดิฉันมองว่า เป็นเรื่องของจิตวิญญาณความเป็นตัวตนของบุคคล เป็นเรื่องละเอียดอ่อนของจิตใจ แต่ละคนมีบุคลิก ลักษณะนิสัย พื้นฐานการเลี้ยงดู พื้นฐานทางสังคม จริยธรรม ครอบครัว ความคิด ความเชื่อเรื่องคุณงามความดี ความคาดหวัง ฯลฯ ที่แตกต่างกัน การดึงคนที่รักคนใกล้ชิด หรือคนที่ไว้วางใจมาเป็นสื่อกลางก็มีส่วนช่วยที่ดี แต่ดิฉันมองว่าทุกคนยังคงต้องเก็บเรื่องความคิดไว้กับตัวเองส่วนหนึ่งยากที่จะเปิดเผยทั้งหมดออกมาแม้จะเป็นคนที่ไว้ใจมากก็ตาม เพราะกรอบทางสังคม ค่านิยม กฎเกณฑ์ความคาดหวังทางสังคมยิ่งผู้บริหารระดับสูง นักการเมืองสังคมยิ่งคาดหวังสูง คนกลุ่มนี้เลยต้องสร้างภาพลักษณ์ที่ดีไว้ก่อน ทำให้คนต้องแสดงออกทางทางความคิด วาจา การกระทำที่เหมาะสม น่าจะมีการศึกษาเรื่องนี้ต่อไป
ตัวอย่างที่ 4 น่าสนใจตรงประเด็นที่ส่วนใหญ่สังคมเป็นผู้กำหนดมิติของกิจกรรมด้วยความแตกต่างของเวลา สถานที่ และความหมายของการทำกิจกรรม ทำให้เราเป็นมนุษย์ทำงานไม่มีเวลาว่างให้ครอบครัว คนส่วนใหญ่ทำงานจนลืมทำสิ่งชอบ ลืมมองถึงความสุข ดิฉันคิดว่าการทำกิจกรรมยามว่างทำได้โดยไม่ขัดขวางการทำงาน โดยกำหนดตารางเวลาเวลาในแต่ละวัน เช่น บางคนไม่มีเวลาทานข้าวกับครอบครัว ก็วางเวลาไว้เลยว่าทุกเย็นวันศุกร์จะใช้ทานข้าวกับครอบครัว
บางครั้งอาจมีกินเลี้ยงบริษัท ซึ่งอาจไม่รู้ล่วงหน้าก็ต้องมีการยืดหยุ่นบ้าง แต่ควรจะมีการปฏิเสธเช่นกัน เมื่อทำเป็นประจำ เพื่อนร่วมงานรู้ก็จะไม่ชวนไปกินเลี้ยง อาจมองว่าจะขาดสังคมทางการทำงาน แต่จริงไม่หรอกเพราะใช่ว่าเราจะไม่เข้าร่วมงานสังคมเลย เราไปในเวลา ปริมาณ
ที่เหมาะสม ซึ่งสิ่งสำคัญอยู่ที่การจัดการกับเวลา ถ้าเรารู้ว่าทุกวันศุกร์บริษัทจะมีงานเลี้ยง เราก็อย่านัดทานข้าวกับครอบครัวทุกวันศุกร์ซิ เปลี่ยนเป็นวันอื่น มีการแก้ปัญหาอีกตั้งหลายวิธี ขึ้นอยู่กับการวางแผน การจัดการ ให้มีการใช้ชีวิตให้เกิดความสมดุล และที่สำคัญความแน่วแน่และมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยน
ดิฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่าในอนาคตกิจกรรมบำบัดจะเป็นที่รู้จักมากขึ้น และทุกคนก็จะรู้ว่าเราเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต