เราต้องทำตัวเหมือนไม่รู้จักชุมชนนี้เลย

  ผู้เขียนเริ่มชวนชาวบ้านทำแผนของชุมชน ด้านสุขภาพ แรกๆขอเชิญผู้ที่จะมาทำแผนหมู่ละ 20 ท่าน โดยกำหนดว่า จะใช้เวลาไม่เกินครั้งละ 2 ชั่วโมง และผู้ที่มาเต็มใจให้เวลาตรงนี้ ไม่กลับก่อน หากใครคิดว่าไม่พร้อม ก็ยังไม่ต้องมา ขอคนพร้อมจริงๆ

 ทั้งนี้เพราะว่ากระบวนการกลุ่มนี้ เป็นการระดมสมอง โดยกลุ่มคนที่อยู่ชุมชนเดียวกัน จึงจะ รู้สภาพที่แม้จริงของชุมชนตน เพราะขั้นตอนแรกนี้ ผู้เขียนกำลังจะให้พวกเขา มองชุมชนตนเองว่า มีอะไรบ้างที่เป็นสิ่งดี มีอะไรบ้างที่เป็นปัญหา และมีความใฝ่ฝันจะให้ชุมชนเป็นอย่างไร ฝันที่น่าจะเป็นไปได้ด้วย

  เหตุที่ผู้เขียนไม่นัดคนมามากเกินไป เพราะจะทำให้การดำเนินการนั้น ต้องใช้เจ้าหน้าที่หลายคน คอยดูแล มิฉะนั้น คนก็จะพากันคุยไม่สนใจฟัง ควบคุมกลุ่มไม่ได้ และงานนี้ บางวันผู้เขียนก็ลงทำกับเจ้าหน้าที่อีกสักคนเท่านั้น เพราะเจ้าหน้าที่น้อย

  สิ่งสำคัญอีกอย่าง ของการทำประชาคม เพื่อค้นหา หรือมองชุมชนให้เห็นภาพที่แท้จริงนั้น เจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินการ ต้องไม่มีการชี้นำ อาจโยนคำถามว่า ชุมชนเราเป็นอย่างไร บ้าง มีอะไรอีกไหม เท่านี้หรือคะ ลักษณะนี้ ซึ่งเป็นตำถามที่กระตุ้นความคิดที่ดีมาก

ผู้เขียนจะเตือนตัวเองว่า เราต้องทำตัวเหมือนไม่รู้จักชุมชนนี้เลย เขาบอกอะไรมาเราจะเขียนลงไปบนกระดาษให้หมด ไม่มีการฆ่า ทิ้ง ความคิดของใครเลย

   แต่ผู้เขียนก็ไม่ได้ปล่อยให้เรื่องราวไร้จุดหมาย เพียงว่า กำหนดหัวข้อที่จะพูดคุยกัน มี 4 เรื่องหลักๆ คือ ประชาชนเป็นอย่างไรด้านสุขภาพ ดีอย่างไร เสียอย่างไร,ด้านข้อมูลพื้นฐาน ที่ชุมชนนี้ รู้ถึงสิ่งที่มีอยู่ในชุมชนมากน้อยเพียงใด แล้วเรื่องกระบวนการดำเนินงานในชุมชนเป็นอย่างไร การสื่อสาร การแลกเปลี่ยนเรียนรุ้ และการประสานงานกันเองเป็นอย่างไร หัวข้อสุดท้ายคือ ภาคีต่างๆ หมายถึงหน่วยงานต่างๆที่มาทำงานในชุมชนเป็นอย่างไร

    ต่อจากนั้น ก็บรรเลงกันเลยค่ะ จะจดให้ แรกๆก็มีคนพูดอยู่ไม่กี่คน แต่ไม่นาน ก็เกิดความรู้สึกร่วมกัน ต่างก็ช่วยกันมองชุมชนของตนเอง ดีอย่างไร ไม่ดีอย่างไร เวลาผ่านไป แผนที่ทางเดินของใจ(mind map) ก็เต็มไปด้วยเรื่องราวมากมาย ที่ออกมาจากปากของชุมชน ที่รู้ดีที่สุด เป็นการยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น และเป็นอยู่ โดยไม่ต้องอาศัยการคาดเดา หรือข้อมูลสถิติจากใครเลยค่ะ

รอบแรกนี้ ผู้เขียนได้ยุติการทำประชาคม ตามเวลาที่สัญญากันไว้ และนัดหมายครั้งต่อไป ที่เราจะช่วยกันหยิบความทุกข์ของเรา ออกมาให้เด่นชัด และคัดเลือกร่วมกันว่า เราจะแก้ไขทุกข์ข้อใดกันก่อน

สรุป ในรอบแรกทั้ง 7 หมู่นี้ ผู้เขียนเองก็ได้เรียนรู้ไปพร้อมกับชุมชนว่า มีหลายสิ่งหลายอย่าง ที่ภาครัฐหยิบยื่นให้ และกลายเป็นอนุสรณ์สถาน ที่ไม่เกิดประโยชน์เลย และบางอย่างก็ถูกทิ้งขว้าง กลางไร่นา เพราะประชาชนไม่ได้ต้องการเช่นกัน และบางเรื่องที่เรียกพวกเขาไปอบรมอาชีพ งานต่างๆ แต่เมื่อจบการอบรม เขาก็ไม่รู้จะทำอะไรต่อไปอีก

     ผู้เขียนสะท้อนใจตัวเองด้วย ในฐานะที่เป็นข้าราชการ คงได้ไปเพิ่มทุกข์ให้เขาไปบ้าง ในขณะที่ปฏิบัติงานในชุมชนที่ผ่านมา ต่อจากนี้ไป จะเป็นข้าราชการ ที่ดี ต้องฟังเสียงชาวบ้านบ้าง ไม่ครอบงำความคิด หรือชี้นำ เหมือนตัวเองเป็นพระเอกนางเอกตลอดกาล

บันทึกหน้า ตามไปดูกัน ว่าชาวบ้านเขาจะจัดการความทุกข์ของเขาอย่างไร กับกระบวนการกลุ่ม อย่างแท้จริง