ชะตากำหนดให้อินเดียยิ่งใหญ่

 

วัน15 สิงหา ภารตะ
ชัยชนะ จะคืนถิ่น ฮินดูสถาน
อิสรภาพนี้ ที่รอคอย มาแสนนาน
ก้องกังวาน คานที ศรีอินเดีย

เป็นช้างยักษ์ จักสะเทือน เขยื้อนโลก
เป็นผู้โยก โลกไอที ไม่มีเสีย
เก่งคำณวน ล้วนเศรษฐี มีนิวเคลียร์
โอ้อินเดีย มหาอำนาจ ผงาดพันธุ์
15 สิงหาคม 2552
.................................

วันนี้ วันที่ 15 สิงหาคม 2552 ผมต้องตื่นเช้าเป็นพิเศษ เพราะต้องไปงานพิธีวันระลึกการประกาศอิสรภาพปีที่ 63 ของอินเดีย โดยต้องออกจากที่พักเวลา 06.15 น เพื่อไปถึงที่สถานที่จัดงานเวลา 06.40 น  เป็นวันหนึ่งที่ทั่วประเทศอินเดียมีการเฉลิมฉลองกันในทุกรัฐและทุกเมืองใหญ่ สำหรับที่เดลีได้จัดการฉลองที่ป้อมแดง Red Fort ใจกลางเมืองที่เรียกว่าเดลีเก่า Old Delhi
ถนนในเดลีเช้านี้ปรอดโปร่งโล่งตา ไม่เห็นรถวิ่งเลย เพราะถูกห้ามวิ่งจนกว่าพิธีทางการจะสิ้นสุด และไม่เฉพาะรถบนถนนท้องเท่านั้นแต่รถไฟและเครื่องบินด้วย
ผมเห็นตำรวจและทหารยืนเรียงรายกันในทุกถนนที่วิ่งผ่าน จะมีแต่รถของทางการนั่นคือรถ Tata รุ่นแอมบาสเดอร์สีขาว ติดธงวิ่งตามกันเป็นขบวน และรถของคณะทูตเท่านั้น
ยิ่งใกล้สถานที่จัดงานก็ยิ่งเห็นตำรวจและทหารมากขึ้น วันนี้ชุดพวกเขาเหล่านี้ดูสวยงามเป็นพิเศษไม่ว่าจะเป็นชุดสีขาวหรือสีอื่นๆ แถมมีแถบผ้าแดงผูกศรีษะพร้อมภู่สีสวยงาม
การจัดระบบรักษาความปลอดภัยถือว่าเข้มงวด โดยแบ่งสรรผู้เข้าร่วมพิธีเป็นส่วนๆ อย่างชัดเจน
ท่ามกลางสายฝนปรอยๆ ผมเดินเข้าไปในงานโดยตามหลังออท.สหรัฐคนใหม่ที่เพิ่งเข้ายื่นสาส์นตราตั้งเมื่อ 4 วันก่อนจนถึงที่จอดรถซึ่งก็เตรียมไว้สำหรับคณะทูตโดยเฉพาะ จากที่จอดรถผมยังคงเดินไล่หลังทูตสหรัฐฯ และภรรยาไป กว่าจะเข้าไปถึงที่นั่งก็ต้องผ่านจุดตรวจหลายจุดแต่เมื่อเจ้าหน้าที่เห็นบัตรเชิญแล้วก็ให้เกียรติและให้ผ่านไปด้วยดีและดูเรียบร้อยดี

ผมเดินจนถึงบันไดที่จะขึ้นไปบนกำแพงข้างบน ซึ่งเป็นกำแพงด้านหน้ากลางป้อมแดง มีคนคอยแจกร่มและเสื้อกันฝนให้บังเอิญผมติดร่มไปด้วยจึงไม่ได้ใช้บริการ ส่วนที่นั่งของคณะทูต (เอกอัครราชทูตและอุปทูต) สร้างเป็นยกพื้นคล้ายอัฒจรรย์อยู่ทางด้านขวาติดประรำพิธีที่มีเสาธงอยู่ตรงกลางมีกระจกปิดรอบเสาธงทุกด้าน ที่ซึ่งนายกรัฐมนตรีจะกล่าวปราศรัย
ทุกที่นั่งมีผ้าขนหนูปูพร้อมกับสูจิบัตรซึ่งโดนฝนเปียกไปบ้าง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ ผมเลือกที่นั่งกลางๆ ไม่แถวหน้าหรือแถวหลังเกินไป เบื้องหน้าที่เห็นคือถนนจานดิโชคหรือเดลีเก่าทอดยาวตรงไปข้างหน้า หัวมุมต้นถนนเห็นวัดฮินดูและวัดของเชนที่มีโดมสีทองเหลืองอร่ามอยู่ห่างออกไป มองไปทางซ้ายไกลๆ จะเห็นมัสยิดจามมัลที่ใหญ่โตตั้งอยู่ เดลีเป็นเมืองที่ยังมีต้นไม้และความเขียวอยู่มาก มองไปทางไหนก็เห็นต้นไม้ปกคลุม นึกชมในใจว่าผู้บริหารเดลีเมืองทำดีเพราะห้ามตัดต้นไม้และสร้างอาคารสูงทำให้คนรุ่นหลังได้เห็นทิวทัศน์ที่น่าดูในวันนี้
ผมเห็นเด็กๆ หลายพันคน( ตามข่าวว่า 3500 คน ) ใส่เสื้อกันฝนนั่งกันเต็มหน้าลานข้างล่าง ดูเป็นระเบียบเรียบร้อยดีโดยการจัดสีเสื้อเป็นภาพจิ๊กซอร์ประตูเมืองเดลี
วันนี้ต้องถือว่าฤกษ์เย็นมากเพราะฝนตกปรอยๆ จนถึงไม่ปรอย ต้องกางร่มกันในที่นั่งพิธี วันนี้จึงเห็นภาพของคณะทูตที่พิเศษกว่าปรกติ คือทุกคนกางร่มแต่ก็กันฝนไม่ได้มากนัก จึงเปียกแต่ไม่ปอนกันทั่วหน้าแต่ก็เป็นบรรยากาศที่แปลกไปอีกแบบ คือแต่ละคนต้องจัดร่มที่กางเรียงกันให้ดี เพื่อที่จะไม่โดนฝนหรือทำให้ฝนไปโดนคนอื่น มองเด็กนักเรียนที่อยู่ลานเบื้องล่างตรงหน้า นึกสงสารเด็กๆ เหมือนกันที่ต้องมานั่งตากฝน แทนที่จะอยู่ในแสงแดดยามเช้า แต่ก็ดี ฝนตกแบบนี้ทำให้อากาศโดยรอบเย็นลง
เมื่อถึงเวลา นรม.ดร.มาน โมฮัน ซิงห์ เดินทางมาถึง พิธีจึงเริ่มโดยการคลี่ธงชาติและชักธงชาติขึ้นสู่เสา และกล่าวคำปราศรัยความยาว 7 หน้ากระดาษพิมพ์ สาระคือการนำพาประเทศชาติและชาวอินเดียไปสู่อนาคตที่สดใสดั่งทองคำ ท่ามกลางผู้คนที่ปรบมือกันเป็นระยะๆ สุดท้ายก็จบลงด้วยการเปล่งคำว่า  Jai Hind 3 ครั้ง

จากนั้นบรรเลงเพลงชาติอินเดีย Jana Gana Mana  ปืนใหญ่ยิงสลุตและมีการปล่อยลูกโป่งติดธงชาตินับพันใบขึ้นท้องฟ้า ซึ่งได้รับความสนใจและเสียงปรบมือจากทุกคนในพิธี เป็นอันเสร็จพิธีในช่วงเช้า
ในเย็นวันที่ 15 สค. ก็มีงานเลี้ยงรับรองบุคคลสำคัญและคณะทูตานุทูตที่ทำเนียบประธานาธิบดีด้วย

การได้ไปนั่งอยู่ตรงนั้น ห่างจากนายกรัฐมนตรีอินเดียไม่กี่เมตร อยู่บนยอดป้อมแดงมรดกโลก ท่ามกลางคนนับหมื่นนับเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำของนักการทูตว่าครั้งหนึ่งในชีวิต  ในขณะที่เดินลงจากป้อม ผมมีความรู้สึกว่าจัดงานได้ดี เห็นตำรวจและทหารเต็มไปหมดแต่ก็รู้สึกดีเพราะทำให้มั่นใจว่ามีการดูแลเรื่องรักษาความปลอดภัยเต็มที่
ณ เวลาที่ยิงปืนใหญ่ เสียงปืนดังสนั่นสะเทือนทั้งฟ้าและพสุธา สะเทือนไปทั้งบริเวณไกลสุดขอบฟ้า  นกนับพันนับหมื่นตัวบินกันว่อนจากต้นไม้ที่เกาะ ทำให้ผมอดย้อนนึกไปในอดีตมิได้ เวลามีสงคราม มีการยิงปืนใหญ่ใส่กัน เสียงที่สะเทือนจิตแบบนี้ คงทำให้โลกนี้น่ากลัวไม่น้อย สงครามไม่เคยปราณีใครและสิ่งมีชีวิตทุกชนิดในโลกต่างได้รับผลจากการแย่งชิงอำนาจของมนุษย์กันถ้วนหน้า
นั่งอยู่ ณ กำแพงบนป้อมแดง มองลงไปและมองออกไปเบื้องหน้าและรอบด้าน เป็นภูมิทัศน์ที่น่าดูมาก ความจริงป้อมแดงนั้นจะไปชมเมื่อใหร่ก็ได้เพราะเปิดให้คนทั่วไปเข้าชม แต่ที่ผมกำลังเห็นอยู่นี้มิใช่ช่วงเวลาธรรมดา แต่อยู่ในพิธีที่ยิ่งใหญ่ของประเทศ ผู้คนที่มารวมตัวกัน ณ บริเวณนี้เป็นหมื่นคนรวมทั้งที่กำลังชมการถ่ายทอดทางโทรทัศน์อีกนับพันล้านคน เป็นช่วงเวลาที่ไม่ธรรมดาเลย
ผมได้แต่รำพึงกับตัวเองว่า บ้านเมืองนี้ ประเทศนี้ช่างมีความยิ่งใหญ่เหลือเกิน ด้วยสิ่งก่อสร้าง ด้วยคน ด้วยจิตวิญญาณ ด้วยความสามารถของคนทำให้ประเทศนี้ยิ่งใหญ่มาตั้งแต่อดีตกาลและที่ยืนยงมาจนถึงทุกวันนี้ ก็อยู่ที่คนนั่นเองที่คิดได้คิดเป็น

ไม่เสียดายเลยที่ได้ไปอยู่ที่อินเดีย
โอม มหาวีระ คณปติ เย นะมะฮะ

(มีต่อ)