เช้าวันที่ ๓๐ ก.ค. ๕๒ ผมวางแผนจัดเวลา ๒ ชั่วโมง เข้าไปที่ สคส. เพื่ออ่านรายละเอียดของผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้ารับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลฯ ที่จัดได้ว่า “เข้ารอบ”    อ่านแฟ้มโดยละเอียด   ช่วงเวลานั้นผมมีความสุขอย่างประหลาด 

          ความสุขส่วนหนึ่งเกิดจากสมาธิ ที่เกิดขึ้นระหว่างการอ่านลงรายละเอียดของข้อเสนอ   ที่ผู้เสนอเขียนมาอย่างประณีต   เต็มไปด้วยความรู้เรื่องราวใหญ่ๆ ของโลก   ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการทางการแพทย์และสาธารณสุข    การได้อ่านข้อเขียนที่ประณีตทำให้ผมเกิดความสุข เกิดความปิติ   ยิ่งเป็นข้อเขียนที่เขียนถึงเรื่องราวที่ยิ่งใหญ่ เป็นประโยชน์แก่มนุษยชาติ ยิ่งทำให้ผมเกิดปิติสุข   สาระเหล่านั้นทำให้ผมยิ่งกระจ่างชัดในความ “เล็กนิดเดียว” ของตนเอง  

          เรื่องราวของบุคคลเหล่านี้กล่าวได้ว่ายิ่งใหญ่ทุกคน   มีมิติของความยิ่งใหญ่แตกต่างกัน   ผมอ่านเพื่อซึมซับวิธีการทำงานต่อสู้กับปัญหาที่ยากและซับซ้อน    โดยใช้วิธีการที่ชาญฉลาด   ที่แตกต่างไปจากวิธีการเดิมๆ ที่มักใช้ไม่ได้ผล    ทำให้ผมได้ตระหนักว่า บุคคลผู้ยิ่งใหญ่เหล่านี้ท่านมีสติปัญญาสูง ในการหาวิธีการที่พุ่งเป้าเข้าสู่ “จุดตาย” หรือจุด tipping point ที่จะเปลี่ยนระบบเดิมที่ซับซ้อนให้เข้าสู่สภาพใหม่    ที่นำไปสู่การแก้ปัญหาโรคนั้นๆ

          คนยิ่งใหญ่เหล่านี้ จำนวนหนึ่งบรรลุความสำเร็จอย่างไม่น่าเชื่อว่าจะบรรลุได้เพราะการทำงานโดยไม่หวังได้รับผลงาน    คือทำงานแบบอยู่หลังฉาก และหาทางให้คนอื่นได้รับเครดิตผลงาน   ผมอ่านแล้วรู้สึกชุ่มชื่นในหัวใจ ในความดีงามของท่านผู้นั้น 

          นี่คือความมีบุญของผม ที่ได้รับความสุขจากการทำงานรับใช้มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลฯ

วิจารณ์ พานิช
๓๐ ก.ค. ๕๒