ผมเชิญชวนทุกท่านลองอ่านบทสนทนาที่เราคิดใคร่ครวญถึง "การทำงานเพื่อเด็กพิเศษไทยในปัจจุบัน" แล้วลองย้อนไปยังหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาศักยภาพเด็กพิเศษว่า "เราเป็นผู้ให้ดีพร้อมหรือยัง"

ครู: อยากปรึกษาอาจารย์ว่า จะนำกิจกรรม SI มาใช้ลดพฤติกรรมในเด็กออทิสติก คิดว่าจะทำได้ไหม

ดร.ป๊อป: หัวข้อนี้มีที่มาอย่างไร อาจารย์ที่ปรึกษาได้พิจารณาแนะนำให้ผมช่วยอะไรบ้าง

ครู: ประสบการณ์การทำงานที่ศูนย์การศึกษาพิเศษและได้เข้าอบรมกิจกรรม SI จึงสนใจทำวิทยานิพนธ์หัวข้อนี้ ส่วนเรื่องลดพฤติกรรมนั้นเกิดจากการอ่านวิทยานิพนธ์อ้างอิง 3 เล่ม และอาจารย์ที่ปรึกษาแนะนำให้มาปรึกษาว่า ควรใช้ชื่อกิจกรรม SI หรือชื่ออื่น และพฤติกรรมที่จะลดในออทิสติกทำได้อย่างไรจากกิจกรรม SI

ดร.ป๊อป: จริงๆ แล้ว อาจารย์ที่ปรึกษาควรแนะนำให้คุณครูค้นคว้าเพิ่มเติมถึงงานวิจัยสากลว่า การจัดกิจกรรมบำบัดด้วยการประสมประสานการรับความรู้สึก หรือ sensory integrative therapy (SI Therapy) ช่วยลดพฤติกรรมเด็กออทิสติกได้อย่างไร จากวิทยานิพนธ์อ้างอิง 3 เล่มที่นำมาให้ดูนี้เป็นการศึกษาผลของ SI Therapy ในการลดพฤติกรรมซ้ำๆ การเพิ่มพฤติกรรมการเล่น และการเพิ่มพฤติกรรมการเรียนรู้ ซึ่งคุณครูต้องอ่านทำความเข้าใจอย่างลึกซึ่งว่า SI Therapy มีผลลดพฤติกรรมอย่างอื่นอีกไหม เช่น การควบคุมอารมณ์ ช่วงความสนใจ ระดับสมาธิในการทำกิจกรรม ความเครียด ความก้าวร้าว การทำร้ายตนเอง เป็นต้น นอกจากนี้อยากให้คุณครูทบทวนให้ชัดเจนว่า ผู้ที่สามารถจัดกิจกรรมบำบัดควรได้รับใบประกอบโรคศิลปะทางสาขากิจกรรมบำบัด และหากใช้กิจกรรมบำบัดด้วยเทคนิค SI Therapy ควรได้รับการอบรมเฉพาะทางด้วย เพื่อให้เกิดประสิทธิผลของการประเมินและการบำบัดควบคู่กัน

ครู: เห็นด้วยกับอาจารย์ เพราะตนเองอบรม SI จากคณะครูด้วยกันเองที่มีการอ่านและเรียนรู้มาจากนักกิจกรรมบำบัด แต่ไม่ได้ฝึกประสบการณ์การเรียนรู้ในแบบมาตราฐานสากล ที่สำคัญไม่ได้จบกิจกรรมบำบัด แต่นโนบายของศูนย์การศึกษาพิเศษในปัจจุบัน เราตั้งรับเด็กพิเศษและจัดห้องเรียนและมีอุปกรณ์ทุกอย่างที่นักกิจกรรมบำบัดใช้ในคลินิกหรือศูนย์พัฒนาการ ส่วนตัวรู้สึกว่าเด็กพิเศษเองก็คงเบื่อที่ต้องมาทำกิจกรรมที่จัดไว้เป็นฐาน และเคลื่อนไหวซ้ำไปซ้ำมาในแต่ละครั้งที่นัดหมาย ครูเองก็เบื่อเพราะไม่รู้ว่าจะสอนเด็กพิเศษเหล่านี้ให้เรียนหนังสือได้อย่างไร อาจารย์มีความเห็นอย่างไรบ้าง

ดร.ป๊อป: ในออสเตรเลีย นักกิจกรรมบำบัดที่ได้รับการฝึกเฉพาะทางเด็กพิเศษจะอยู่ในหน่วยงานที่เป็นผู้ให่คำปรึกษาแก่คณะครูในกลุ่มโรงเรียนตามเขตพื้นที่ต่างๆ หน้าที่หลักคือ การคัดกรองและประเมินองค์ประกอบความสามารถของการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิต เน้นบริบทหรือสิ่งแวดล้อมระหว่างโรงเรียนและบ้าน โดยอาศัยการสังเกต การใช้แบบประเมิน การตรวจประเมิน การสัมภาษณ์ข้อมูลจากครูและผู้ปกครอง การประเมินเฉพาะทางในกรณีคัดกรองพบสภาวะอื่นๆ ที่มีผลต่อการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิต เช่น SI dysfunction, Tactile defensiveness, Maladaptive Behavior เป็นต้น  และที่สำคัญคือการให้คำปรึกษาในการจัดกิจกรรมเสริมเพื่อพัฒนาทักษะต่างๆ แก่ครูและผู้ปกครอง เช่น การฝึกพัฒนาการการเขียนหนังสือ (เน้นการสัมผัสรับรู้ข้อต่อในการจัดท่าทางการเขียน การรับรู้ทางการมองเห็นที่ส่งผลต่อการเขียน สหสัมพันธ์ของการเคลื่อนไหวของตาและมือ การลากเส้นในแนวต่างๆ ตามพัฒนาการ การจัดการเรียนรู้ให้เด็กเขียนหนังสืออย่างมีความสุข จนสุดท้ายคือเข้าชั้นเรียนกับคุณครูเพื่อรับข้อมูลวิชาการสู่การเขียน)

ครู: ฟังจากอาจารย์แล้ว ดูบทบาทชัดเจน คือ นักกิจกรรมบำบัดประเมินและฝึกความพร้อมต่อการเรียนได้ละเอียดและมีหลักการแพทย์และกิจกรรมบำบัดดีมาก ส่วนครูการศึกษาพิเศษก็ต้องมีบทบาทในการจัดการเรียนรู้อย่างไรในเชิงวิชาการที่เรียนรู้หลักการศึกษาศาสตร์ดีอยู่แล้ว แต่ปัจจุบันครูการศึกษาพิเศษทำบทบาทคล้ายนักกิจกรรมบำบัด ทั้งๆที่น่าจะส่งต่อหรือสื่อสารกับนักกิจกรรมบำบัดให้ชัดเจนกว่านี้

ดร.ป๊อป: ถูกต้องครับ ที่สำคัญการจัดกิจกรรมใดๆ ที่เข้าข่ายประเมินและจัดกิจกรรมบำบัด ควรบันทึกและได้รับความยินยอมจากครูและผู้ปกครองโดยเน้นการให้ความรู้ที่ถูกต้องและมีเหตุผลทางคลินิก นักกิจกรรมบำบัดที่ดีควรคาดการณ์ว่าจะประเมินซ้ำเพื่อดูความก้าวหน้าของการบำบัดและมีการปรับสื่อการรักษาที่เหมาะสม หากมีหรือไม่มีความก้าวหน้าของการบำบัดเกิดขึ้น ทั้งนี้ควรมีระยะเวลาและความถี่ของการบำบัดและการประเมินซ้ำที่ชัดเจน เช่น ผลการบำบัดภายใน 3-6 สัปดาห์

ครู: จริงๆตนเองก็เบื่อกับระบบตั้งรับ และศูนย์การศึกษาพิเศษเองก็ควรทำงานแบบเชิงรุกโดยเน้นการจัดสื่อการเรียนรู้สำหรับเด็กพิเศษแก่ผู้ปกครองที่สามารถเป็นครูที่ดีที่บ้านได้ ทั้งนี้ควรส่งต่อและทำงานเป็นทีมกับนักกิจกรรมบำบัดในกรณีค้นหาปัญหาทางการเรียนและความสามารถในการเรียนแต่ละรายต่อไป...อาจารย์มีความเห็นอย่างไรกับโครงร่างวิทยานิพนธ์ ต้องปรับแก้ไขอย่างไรจะได้ตรงบทบาทครูการศึกษาพิเศษ

ดร.ป๊อป: ผมย้ำว่า ต้องทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจัง ในบทบาทครูอาจใช้เทคนิคอื่นๆ ในการปรับพฤติกรรมของเด็กออทิสติกในห้องเรียน ยกตัวอย่าง article (ข้างล่าง) พบว่า เทคนิคการปรับพฤติกรรมได้ผลดีกว่าการใช้ SI Therapy แต่ควรมีการเพิ่มขนาดตัวอย่างและมีกลุ่มควบคุมที่ชัดเจนขึ้น

 

ครู: ขอบคุณอาจารย์มาก...และจะนำไปพิจารณาแก้ไขโครงร่างวิทยานิพนธ์ต่อไป รู้สึกฟังอาจารย์แล้วหูตาสว่างขึ้นมาก และอยากทำบทบาทที่แท้จริงของครูการศึกษาพิเศษและสื่อสารกับนักกิจกรรมบำบัดมากขึ้น มิใช่นำกิจกรรมบำบัดมาใช้อย่างไม่รู้จริง อาจารย์พูดถูกใจมากคือ "การแสดงบทบาทวิชาชีพที่ถูกต้องและรู้จริง"

ดร.ป๊อป: ขอบคุณคุณครูเช่นกัน ดีใจที่คุณครูเปิดใจและเข้าใจการทำงานร่วมกันระหว่างวิชาชีพกิจกรรมบำบัดและการศึกษาพิเศษ ในอนาคตหากคณะกรรมการวิชาชีพทั้งสองเข้าใจ น่าจะมีโครงการต่อยอดคล้ายที่ออสเตรเลีย คือ ครูการศึกษาพิเศษสามารถเรียนต่อ ป. โท กิจกรรมบำบัด และต้องฝึกคลินิกก่อนทำการสอบใบประกอบโรคศิลปะ นอกจากนี้ยังมีสาขาที่เกี่ยวข้อง เช่น พฤติกรรมบำบัด ดนตรีบำบัด ศิลปะบำบัด เป็นต้น ที่ไม่ว่าวิชาชีพใดหรือบุคคลใด (ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเด็ก) ก็สามารถลงทะเบียนอบรมเชิงปฏิบัติการอย่างน้อย 6 เดือนพร้อมฝึกกับกลุ่มเด็กพิเศษที่สนใจ เช่น ศูนย์เด็กออทิสติก ผมหวังว่าคุณครูคงสนใจที่จะสร้างโปรแกรมที่น่าสนใจเชิงกิจกรรมปรับพฤติกรรมเฉพาะ จะทำให้เกิดความเข้าใจลึกซึ่งและพัฒนาเป็นผู้เชี่ยวชาญในอนาคตครับ นักกิจกรรมบำบัดเองก็เช่นกันต้องแสดงบทบาทตนเองให้ชัดเจน อย่าดึงงานของวิชาชีพอื่นมาทำแทน เช่น ครูการศึกษาพิเศษ นักพฤติกรรมบำบัด หรือนักจิตวิทยาคลินิก เป็นต้น และควรสื่อสารทำงานเป็นทีมในการจัดหลักสูตรของเด็กพิเศษแต่ละราย