แท้ที่จริงมันเกิดจากวิสัยทัศน์ของหัวหน้าแผนก

ภาระงานเพิ่ม คนเท่าเดิม ความโกลาหลในยามวิกฤติ

งานแต่ละที่แต่ละแผนกนั้นมีความยากง่ายแตกต่างกัน

ปริมาณก็แตกต่างกัน

หัวหน้าแต่ละคนก็ต้องการมีบทบาทความสำคัญนะใครก็ต้องการ

ตำแหน่งใหญ่มีอยู่ ตำแหน่งเดียว มองกันตาเป็นมัน

 

และจากตรงนี้ก็ทำให้เพื่อนๆ รู้จักนิสัยเรามากขึ้นเลย

มาพูดถึงเรื่องภาระงานที่เพิ่มขึ้นในแผนกหนึ่ง ขาดคนทำงาน

ในองค์กรที่จะต้องให้บริการตลอด 24 ชม.

จำนวนลูกค้า 13 คน เราใช้คนทำงาน 1 คน

เกณฑ์ให้การให้บริการลูกค้า แผนกนี้ให้บริการเต็มร้อยได้ 30 คน

แผนกโน้นให้บริการเต็มร้อยได้ 20 คน

หากลูกค้าเกิน หัวหน้าก็จะต้องหาคนทำงานเพิ่มตามข้อตกลงไว้

ปัญหามันก็เกิดตรงที่มีแผนกเพิ่มขึ้นมาใหม่เพราะความจำเป็นมากๆ องค์กรก็จะต้องทำงานนี้ให้ได้เพราะเป็นงานนโยบายเร่งด่วน

ก็ไม่มีอะไรยากเลย หัวหน้าเขามีหน้าที่ให้การแก้ปัญหาก็จัดการตามสไตล์ และโดยส่วนใหญ่โดยวัฒนธรรมไทยก็ให้อิสระได้นิดหน่อย ตรงนี้มันเป็นศิลปะในการครองคน

เราทำกันมานานกับการสั่งการแบบท็อบดาว์น ได้ผลดีแม้จะมีเสียงกระจุกกระจิ๊กบ้าง เป็นไปได้สักพักก็ชินแล้ว

ในองค์กรโดยทั่วไปมันก็ธรรมดา สำหรับการใช้คอนเนคชั่นช่วยเหลือกัน กันกัน ใช้กรอบของบริบทที่สร้างขึ้นบังคับคนที่พวกนั้น

หรือพวกหัวเดียวกระเทียมลีบ

ความยุติธรรมนั้นเป็นสิ่งที่หลายคนเรียกร้อง ในยามที่ตนเองเสียประโยชน์แต่หากวันใดตนเองได้ประโยชน์ก็จะเงียบ

และรอรับผลประโยชน์นั้น นี่คือสิ่งหนึ่งที่อยู่คู่กับมนุษย์บนโลกนี้

ธรรมดาเลยครับ ที่ต้องมีหัวหน้าและมอบอำนาจในการบังคับนั้นด้วยเพราะมีที่มาที่ไปมานาน..

 บอกกันรุ่นต่อรุ่นว่า สังคมบ้านเราถ้าจะเอาให้อยู่ต้องทำอย่างไร

แต่ก็จะมีเด็กรุ่นใหม่ที่เค้าได้เรียนรู้กับวิทยาการสมัยใหม่ ความเป็นธรรมและการชาญฉลาดในการใช้ข้อมูล หลากหลายวิธีการถูกถกกันก่อนและจากนั้นก็นำไปใช้ คงเป็นความสวยงามในแง่การบริหารของชาวบริการทั้งหลาย

โดยรวมในองค์กรของเรามีลักษณะอนุรักษ์ อิงแอบกับความเป็นไทย หลายคนที่ทำงานก็หัวทันสมัย ใฝ่แนวคิดการจัดการทางฝั่งตะวันตก

 ก็คิดและเดินด้วยวิธีการและใช้พี่เลี้ยงเพื่อเข้าครอบครองการบริหาร

 ก็ธรรมดานะ

ผมชอบกับการคิดของคนทำงานตัวเล็กๆ ซึ่งเสียงก็ไม่ดัง

หลายคนก็ข้ามหัวไปข้ามหัวมา แต่เขาเองก็มีหัวใจ

ข้อเสนอของเขาก็คือ เข้าปฏิบัติงานซึ่งมีภาระงานที่แสนหนักด้วยความเป็นธรรม และดำเนินการบริหารกำลังของแผนกเพื่อไปช่วยอีกแผนกซึ่งขอความช่วยเหลืออย่างครบถ้วน

โดยธรรมชาติของคนเราเหมือนกัน ก็มองเห็นเรื่องของตนเองสำคัญ เรื่องของเรานั้นจะยิ่งใหญ่กว่าของคนอื่นเสมอ..

ก็มีข้อเสนอเพิ่มเติมก็คือขอคนมาทำงานขอเป็นช่วงระยะเวลามากหน่อย โดยขอคนเดียวและทำงานที่นั่นเลย 4 เดือน

 

มีเหตุผลที่น่าฟังดีครับ คือไม่ต้องสอนงานกันบ่อยๆ (จริงๆ แบบนี้ถ้าเปลี่ยนกันสลับคนถามตอบกัน ให้ถ้าน้องถามผมว่าขอให้ผมไปทำงานที่นั่น 4 เดือนเลย เค้าจะได้ไม่ต้องสอนงานบ่อยๆ ล่ะ คำตอบของผมก็จะเรียกหาความยุติธรรมทันทีเลย)

พอใช้ใจเขาใจเรา ก็จะเห็นว่า มันไม่วิน-วิน

หากยังขืนเดินไปในแนวทางนี้ สิ่งที่ได้มาก็คือคนที่เค้ามาทำงานคงไม่มีความสุข ส่งผลให้ปริมาณงานก็ได้อย่างงั้นๆ คุณภาพไม่ต้องพูดถึงหรอก และที่สำคัญก็คือ เป็นการทำลายคนดีๆ ไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์

เพราะน้องเค้าไปทำงานแล้วไม่มีความสุขเขาก็ไม่อยากทำงาน

ผลงานก็ไม่ดี ส่งผลให้ผลงานที่สะท้อนผลออกมาจากลูกค้าที่รับบริการ ก็จะบอกว่าบริการไม่ได้เรื่อง หน้าบึ้ง เป็นต้น

เมื่อเป็นเช่นนี้หัวหน้าแผนกเวลาเข้าประชุมก็จะนำเรื่องอย่างนี้พูดจากัน น้องก็กลายเป็นคนที่ใช้ไม่ได้ เป็นปัญหาขององค์กร

แท้ที่จริงมันเกิดจากวิสัยทัศน์ของหัวหน้าแผนกที่ต้องการคนและบังคับเขาไป จะมีใครรู้บ้างนะ