เมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา ข้าพเจ้ามีโอกาสได้ไปเที่ยวที่ประเทศลัทเวียกับคุณน้าและคุณแม่ ซึ่งประเทศลัทเวียเป็นประเทศที่อยู่ในทวีปยุโรปแต่ค่อนข้างไม่พัฒนา เพราะประเทศลัทเวียเคยเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียตและเพิ่งจะได้รับเอกราชไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทำให้สภาพบ้านเมืองของประเทศลัทเวียยังไม่เจริญ บ้านเมืองส่วนใหญ่ทรุดโทรม ประชาชนส่วนใหญ่ยากจน และด้วยสภาพความแห้งแล้งและความหนาวเย็น ทำให้ประชาชนทำการเกษตรได้น้อย และประชาชนส่วนใหญ่ก็ไม่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้ ทำให้การสื่อสารกับคนในประเทศนี้ค่อนข้างยากลำบาก วันหนึ่งข้าพเจ้า คุณน้า และคุณแม่ได้มีโอกาสไปเที่ยวในเมืองหลวง คือ เมืองริก้า หลังจากที่เข้าพักโรงแรมในตอนหัวค่ำ จึงคิดว่าจะนั่งรถประจำทางในเมืองเพื่อเที่ยวชมเมืองรอบๆในยามค่ำ
พวกเราจึงสุ่มขึ้นรถประจำทางสายหนึ่งและคิดว่าจะนั่งจนสุดสายแล้วก็จะนั่งคันเดิมเพื่อย้อนกลับเข้ามาในเมืองอีกครั้ง พวกเราออกเดินทางในเวลาสามทุ่มซึ่งยังไม่มืดมากนักสำหรับเมืองหนาว ก่อนรถออก พวกเราก็พยายามถามคนขับรถประจำทางว่ารถจะย้อนกลับเข้ามาในเมืองหรือไม่ ซึ่งคนขับกลับบอกว่าไม่ย้อนกลับมา แต่ด้วยความที่เราคิดว่าคนขับเข้าใจผิดในด้านภาษา จึงคิดว่าอย่างไรเสียเมื่อรถสุดสายแล้วต้องย้อนกลับเข้ามา
พวกเราจึงนั่งรถประจำทางสายนั่นไปเรื่อยๆอย่างไม่มีจุดหมาย ระหว่างที่เราชมทาง เราก็สังเกตได้ว่ารถยิ่งขับออกนอกตัวเมืองไปเรื่อยๆ ผู้โดยสารก็ทยอยลงรถไปเรื่อยๆ ท้องฟ้าสีเข้มเริ่มเปลี่ยนเป็นสีดำ มืดสนิท ไฟถนนข้างทางเริ่มหมดเมื่อออกจากตัวเมืองมากขึ้น สองข้างทางเริ่มเป็นป่า ไม่มีบ้านผู้คน ตอนนั้นพวกเราเริ่มรู้สึกกลัวมาก ไม่กล้าจะลงรถเพราะยิ่งถ้าลงรถไปยืนในความมืดยิ่งจะเป็นอันตรายต่อเรามากกว่าการนั่งบนรถไปเรื่อยๆ พอผู้โดยสารคนอื่นลงจนหมดพวกเราก็กลัวมาก ไม่ไว้ใจคนขับ จึงเดินไปหาเขาเพื่อถามหาปลายทาง แต่คนขับกลับบอกว่าปลายทางยังอีกไกลและไม่มีรถกลับเมืองอีกแล้ว พวกเราพยายามถามทาง เขาได้แต่บอกว่าให้เราเดินกลับโรงแรมเองซึ่งเป็นระยะทางกว่า 15 กิโลเมตร
พวกเราพยายามขอร้องให้เขาช่วย เขาบอกให้เราไปสุดสายก่อนแล้วต่อรถอีกคันหนึ่ง พวกเราต่างพากันกลัวมากและยังนั่งอยู่บนรถต่อไป แต่ด้วยความโชคดี มีรถประจำทางสายเดียวกันสวนมาพอดี คนขับจึงโบกรถให้เรานั่งกลับไปในเมือง พวกเรารู้สึกว่าเหมือนรอดตายและโล่งอกมากที่ได้นั่งรถกลับเข้าเมืองอีกครั้ง
หลังจากเหตุการณ์ในวันนั้น ทำให้พวกเรารอบคอบมากขึ้นในการขึ้นรถประจำทาง และคิดว่าการเที่ยวชมเมืองในยามค่ำคืนเป็นเรื่องที่อันตรายมากเพราะถ้าหากเราเจอคนขับที่ไม่ดี เขาอาจฆ่าชิงทรัพย์พวกเราก็ได้ และยังได้ข้อคิดอีกว่า ก่อนจะทำอะไรควรจะสอบถามให้แน่ชัดเสียก่อน ไม่ควรคาดคะเนเอง เพราะอาจจะเกิดความผิดพลาดได้
ตื่นเต้นมากเลยอ่ะ .. สายโค
คุยกับเค้าก็ไม่รู้เรื่อง แล้วยังมาเจอเรื่องแบบนี้
ถึงว่าเป็นทั้งประสบการณ์และความโชคดี ในโชคร้ายเลยทีเดียว
และก็ทำให้เราต้องมีความรอบคอบมากขึ้นด้วย
โหยง่ะ ถ้าผมเจอแบบนี้เข้าก็นะ ยอมเดินกลับล่ะมั้ง 55+
เนี่ย ถือว่าหงส์โชคดีนะเนี่ยที่มีรถผ่านมาพอดี ^^''
ยังไงก็คนเราควรดำรงชีวิตด้วยความไม่ประมาท รอบคอบไว้อ่ะดีแล้วคร้าบ
โอกาสหน้าไปเที่ยวนอก ก็อย่าลืมชวนกันบ้างนะครับ ^^''
โอ๊ยยย รูปอ้วนหว่ะ
หอย !^^
55 5
ดีอะ
ตื้นเต้นน่าดู
การลองนี่แหละแหละคือเสน่ห์ของ adventure
ปล. ยืมคำเพื่อนมาพูดอีกที
ว้าวๆๆ
เป็นประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นมากๆ
เราก็เคยเจอคล้ายๆ กันอยู่ (ที่ LA)
แต่ก็ทำให้เรารอบคอบขึ้น
น่ากัวเนอะ
แต่เราเชื่อว่า เทอเก่งเทอผ่านมานไปได้ยุแล้วเนอะ
^^
สังคมทุกวันนี้ต้องรอบคอบยุตลอดเวลา
อันตรายเป็นเรื่องรอบตัว
อยากไปมั่ง สวยมาก ๆๆๆๆๆๆๆ (วิวนะ)
น่ากลัวอะหงส์ ยิ่งต่างบ้านต่างเมือง เป็นเค้าคงอิ้นไปแล้ว
เก็บไว้เป็นประสบการณ์เตือนใจละกันเนอะ จะได้ไม่มีอีกรอบสอง
ปล.รูปสวยดีอะ บ้านเมืองน่าอยู่เนอะ 555+
รูปสุดท้ายน่ะ
บวมนะ
เด็กน้อยน่ารัก ลูกแกรึเปล่า?
เอิ่ม ทีหลังจาไปเที่ยวไหน
ก้อหาประเทศที่มันเจริญๆหน่อย
55
รูปสุดท้ายน่ะ
บวมนะ
เด็กน้อยน่ารัก ลูกแกรึเปล่า?
เอิ่ม ทีหลังจาไปเที่ยวไหน
ก้อหาประเทศที่มันเจริญๆหน่อย
55
ฟังหล่อนเล่าแล้วแบบว่าน่ากลัวมากมายอ่ะ
แบบว่าเย็นแล้ว มีแต่ผู้หญิงด้วย
ทีหลังก้อระวังน้า พระคุ้มครองๆ
อยากไปบ้างจัง บรรยากาศแวดล้อมดูสวยงามมากเลย
น่าอิจฉาจังเลยครับ
เป็นประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้น
อยากไปมั่งอ่ะ
^^
ดีๆ เพิ่งรู้ว่ามีประเทศนี้ด้วย ไม่เคยได้ยินชื่อ
ดีใจด้วย มุ้ยผิง รึปล่าว ลุงจั๊วเอง