ครูภาทิพเป็นคนหนึ่งที่ชอบงานศิลปะของGoogle Logo ทุกครั้งที่มีกิจกรรมที่สำคัญ google จะนำเสนอLogo ได้น่าสนใจมาก อย่างวันนี้ เป็น วันคล้ายวันเกิดของ
ฮานส์ คริสเตียน เออร์สเตด ผู้ค้นพบความสัมพันธ์แม่เหล็กกับไฟฟ้า
ทำให้ผู้ใช้google ได้ทราบถึงประวัติความเป็นมาของเขาด้วย ครูภาทิพพยายามsave ไว้หลาย ๆ ครั้ง แต่ไม่ได้สร้างfolder ไว้มันค่อนข้างกระจัดกระจาย จึงคิดได้ว่าน่าจะเริ่มสร้างบันทึกศิลปะเรื่องนี้ไว้ซักบันทึกหนึ่ง วันไหนว่างๆ ก็คลิกมาดู มาชมความสวยงามและมาศึกษาประวัติความเป็นมาของมัน
เมื่อวานก็เป็น Google Logo ฝนดาวตก ก็สวยมากเช่นกัน
หากใครพบเจอgoogle logoสวยๆ เก็บมาฝากครูภาทิพบ้างนะคะ
First Day of Spring - Design by Eric Carle - March 20, 2009
Happy St. Patrick's Day! Doodle designed by Doodle 4 Google Ireland winner Evan O'Sullivan Glynn - March 17, 2009
Giovanni Schiaparelli's Birthday - March 14, 2009
Happy Birthday Dr. Seuss! Courtesy of Dr. Seuss Enterprises - March 2, 2009
Charles Darwin's Birthday - February 12, 2009
สุขสันต์วันคุ้มครองโลก
สุขสันต์วันสงกรานต์
พิธีเปิดโอลิมปิก 2008
แหล่งเรียนรู้เพิ่มเติม
๑. แหล่งภาพ google logo google logoes colection logoes on youtube










สวัสดีค่ะ คุณครู ภาทิพ
ชื่นชมความคิดนี้ ชอบมากค่ะ ขออนุญาตนำบล็อกนี้เข้าแพลนเน็ต เพื่อจะได้ติดตามด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ
วันนี้ไปพบกับคลังของ google logoes collection
เลยสบายใจ จะเข้าไปชมเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ก็เสียดายที่ไม่มีคำอธิบายภาษาไทย
Google Celebrates the anniversary of first manned spacecraft (The EAGLE – Apollo 11) which landing on the moon on this day (July 20) in 1969.
วันนี้มีความสุขอีกที่ได้เปิดทันgoogle logo
The telescope was one of the central instruments of what has been called the Scientific Revolution of the seventeenth century. It revealed hitherto unsuspected phenomena in the heavens and had a profound influence on the controversy between followers of the traditional geocentric astronomy and cosmology and those who favored the heliocentric system of Copernicus. It was the first extension of one of man's senses, and demonstrated that ordinary observers could see things that the great Aristotle had not dreamed of. It therefore helped shift authority in the observation of nature from men to instruments. In short, it was the prototype of modern scientific instruments. But the telescope was not the invention of scientists; rather, it was the product of craftsmen. For that reason, much of its origin is inaccessible to us since craftsmen were by and large illiterate and therefore historically often invisible.
ที่มา : http://cnx.org/content/m11932/latest/
Mohandas Karamchand Gandhi
From Wikipedia, the free encyclopedia
Mohandas Karamchand Gandhi in Bombay, 1944.
Porbandar, Kathiawar Agency, British India
New Delhi, Union of India
Propounding the philosophy of Satyagraha and Ahimsa
Manilal
Ramdas
Devdas
Karamchand Gandhi (Father)
Mohandas Karamchand Gandhi (Gujarati: મોહનદાસ કરમચંદ ગાંધી, pronounced [moːɦənˈdaːs kəɾəmˈtʂənd ˈɡaːndʱiː] ( listen); 2 October 1869 – 30 January 1948) was the pre-eminent political and spiritual leader of India during the Indian independence movement. He was the pioneer of satyagraha—resistance to tyranny through mass civil disobedience, firmly founded upon ahimsa or total non-violence—which led India to independence and has inspired movements for civil rights and freedom across the world. Gandhi is commonly known around the world as Mahatma Gandhi (Sanskrit: महात्मा mahātmā or 'Great Soul', a honorific first applied to him by Rabindranath Tagore),[1] and in India also as Bapu (Gujarati: બાપુ bāpu or 'Father'). He is officially honoured in India as the Father of the Nation; his birthday, 2 October, is commemorated there as Gandhi Jayanti, a national holiday, and worldwide as the International Day of Non-Violence.
ที่มา: http://en.wikipedia.org/wiki/Mohandas_Karamchand_Gandhi
บาร์โค้ด (barcode) เป็นหนึ่งในหลายวิธีที่ได้ผลดี ในการตรวจสอบสินค้าขณะขาย, การตรวจสอบยอดการขาย และสินค้าคงคลัง เราสามารถที่จะอ่านรหัสบาร์โค้ดได้ โดยใช้สแกนเนอร์หรือเครื่องอ่านบาร์โค้ด ซึ่งวิธีนี้จะรวดเร็วกว่าการป้อนข้อมูลเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์หรือการอ่านด้วยสายตา บางครั้งเราจะเห็นเครื่องเหล่านี้ในสถานที่ต่างๆ ซึ่งบางที่เราก็อาจจะคาดไม่ถึง ว่าจะนำไปใช้ได้
แต่เดิมมีการใช้บาร์โค้ดในร้านขายของชำและตามปกหนังสือ ต่อมาพบในร้านอุปกรณ์ประกอบรถยนต์และร้านอุปโภคบริโภคทั่วไป ในแถบยุโรป รถบรรทุกทุกคัน ที่จะต้องวิ่งระหว่างประเทศฝรั่งเศสและประเทศเยอรมนี จะต้องใช้แถบรหัสบาร์โค้ดที่หน้าต่างทุกคัน เพื่อใช้ในการแสดงใบขับขี่ ใบอนุญาต และน้ำหนักรถบรรทุก แก่เจ้าหน้าที่ศุลกากรสามารถตรวจได้ง่ายและรวดเร็ว ในขณะที่รถลดความเร็ว เครื่องตรวจจะอ่านข้อมูลจากบาร์โค้ด และแสดงข้อมูลบนเครื่องคอมพิวเตอร์ทันที
ที่มา http://th.wikipedia.org/wiki/
ประวัติความเป็นมาอีกฉบับหนึ่ง ให้คำอธิบายถึงที่มาที่ไปของวันนี้ได้อย่างน่าสนใจเลยทีเดียว เป็นความเชื่อของชาวเซ็ลต์ (Celt) เป็นกลุ่มชนพื้นเมืองในประเทศอังกฤษ โดยเชื่อว่าทุกวันที่ 31 ตุลาคมของทุกปี จะเป็นวันที่ประตูนรกถูกเปิดขึ้นมา บรรจบกับมิติโลกมนุษย์กันอย่างพอดี ทำให้เหล่าวิญญาณพยายามหาทางเข้าสิงมนุษย์ ซึ่งวิธีการแก้ไขเพื่อป้องกันไม่ให้วิญญาณเข้าสิงคือ "การปลอมตัว" ทำตัวเป็นผีเสียเอง ด้วยการตกแต่งต่างๆ นานาให้ดูน่ากลัวที่สุด เทียนและระบบทำความร้อนก็จะถูกดับ เพื่อให้ร่างกายเกิดความหนาวเย็นเปรียบเสมือนร่างกายที่ไร้ซึ่งชีวิต ส่วนบ้านเรือนจะถูกตกแต่งให้ดูน่าสะพรึงกลัว และผู้คนต่างส่งเสียงเพื่อทำการขับไล่เหล่าวิญญาณชั่วร้ายอีกทีนึง ทั้งนี้ หลายคนต่างสงสัยว่าทำไมสัญลักษณ์ของวันฮัลโลวีน ถึงเป็นหัวฟักทองแกะสลักสีส้ม เจ้าฟักทองนั้นมีชื่อว่า Jack O Lanterns เป็นตำนานของชาวไอริช ที่เป็นนักมายากลขี้เมาและได้ทำข้อตกลงกับปีศาจตนหนึ่ง ในกรณีที่เขาเสียชีวิตแล้ว เขาขอเพียงแค่ไม่ไปทั้งสวรรค์หรือนรก เมื่อถึงคราวชีพจรดับปีศาจตนนั้นจึงมอบถ่านอันคุกรุ่นให้แก่ Jack เขาจึงนำไปใส่ไว้ในหัวผักกาดเพื่อคอยปัดเป่าความหนาวเย็น ต่อมาชาวไอรีชจึงแกะหัวผักกาด และนำถ่านมาใส่เช่นกันเพื่อเป็นสิริมงคลในการปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายตลอดทั้งปี เมื่อกาลเวลาผ่านไปประเพณีดังกล่าวเริ่มแพร่หลายไปสู่ประเทศอเมริกา แต่หัวผักกาดเป็นสิ่งที่หายาก จึงนำลูกฟักทองมาแกะสลักแทน และนี่คือจุดเริ่มต้นของสัญลักษณ์สีส้ม และสีดำ ทั้งนี้ สีดำบ่งบอกถึงความมืดมิดช่วงเวลากลางคืน ส่วนสีส้มคือแสงสว่างที่ลุกโชติ เพื่อขับไล่ปีศาจนั่นเอง
ที่มา : www.educatepark.com
ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 วันลอยกระทง
เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก loikrathong.net และทางอินเทอร์เน็ต
ใกล้ถึงเทศกาลวันลอยกระทงแล้ว … เชื่อว่าหลายคนคงเตรียมตัวควงหวานใจ หรือพาครอบครัวไปลอยกระทงร่วมกันที่ใดที่หนึ่งแล้ว อ๊ะ ๆ ... แต่ก่อนที่จะไปลอยกระทงกันนั้น เรามาทำความรู้จักประเพณีลอยกระทงให้ถ่องแท้กันก่อนดีกว่าค่ะ จะได้เข้าใจถึงจุดมุ่งหมายของประเพณีอย่างแท้จริง
วันลอยกระทงของทุกปีจะตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ตามปฏิทินจันทรคติไทย หรือถ้าเป็นปฏิทินจันทรคติล้านนาจะตรงกับเดือนยี่ และหากเป็นปฏิทินสุริยคติจะราวเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเดือน 12 นี้เป็นช่วงต้นฤดูหนาว อากาศจึงเย็นสบาย และอยู่ในช่วงฤดูน้ำหลาก มีน้ำขี้นเต็มฝั่ง ทำให้เห็นสายน้ำอย่างชัดเจน อีกทั้งวันขึ้น 15 ค่ำ เป็นวันที่พระจันทร์เต็มดวง ทำให้สามารถเห็นแม่น้ำที่มีแสงจันทร์ส่องกระทบลงมา เป็นภาพที่ดูงดงามเหมาะแก่การชมเป็นอย่างยิ่ง
ประเพณีลอยกระทงนั้น ไม่มีหลักฐานระบุแน่ชัดว่าเริ่มตั้งแต่เมื่อใด แต่เชื่อว่าประเพณีนี้ได้สืบต่อกันมายาวนานตั้งแต่สมัยสุโขทัย โดยในรัชสมัยพ่อขุนรามคำแหง เรียกประเพณีลอยกระทงนี้ว่า "พิธีจองเปรียญ" หรือ "การลอยพระประทีป" และมีหลักฐานจากศิลาจารึกหลักที่ 1 กล่าวถึงงานเผาเทียนเล่นไฟว่าเป็นงานรื่นเริงที่ใหญ่ที่สุดของกรุงสุโขทัย ทำให้เชื่อกันว่างานดังกล่าวน่าจะเป็นงานลอยกระทงอย่างแน่นอน
ในสมัยก่อนนั้นพิธีลอยกระทงจะเป็นการลอยโคม โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้ทรงสันนิษฐานว่า พิธีลอยกระทงเป็นพิธีของพราหมณ์ จัดขึ้นเพื่อบูชาเทพเจ้า 3 องค์ คือ พระอิศวร พระนารายณ์ และพระพรหม ต่อมาได้นำพระพุทธศาสนาเข้าไปเกี่ยวข้อง จึงให้มีการชักโคม เพื่อบูชาพระบรมสารีริกธาตุ และลอยโคมเพื่อบูชารอยพระบาทของพระพุทธเจ้า
ก่อนที่นางนพมาศ หรือ ท้าวศรีจุฬาลักษณ์ สนมเอกของพระร่วงจะคิดค้นประดิษฐ์กระทงดอกบัวขึ้นเป็นคนแรกแทนการลอยโคม ดังปรากฎในหนังสือนางนพมาศที่ว่า
"ครั้นวันเพ็ญเดือน 12 ข้าน้อยได้กระทำโคมลอย คิดตกแต่งให้งามประหลาดกว่าโคมสนมกำนัลทั้งปวงจึงเลือกผกาเกษรสีต่าง ๆ มาประดับเป็นรูปกระมุทกลีบบานรับแสงจันทร์ใหญ่ประมาณเท่ากงระแทะ ล้วนแต่พรรณดอกไม้ซ้อนสีสลับให้ป็นลวดลาย..."
เมื่อสมเด็จพระร่วงเจ้าได้เสด็จฯ ทางชลมารค ทอดพระเนตรกระทงของนางนพมาศก็ทรงพอพระราชหฤทัย จึงโปรดให้ถือเป็นเยี่ยงอย่าง และให้จัดประเพณีลอยกระทงขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยให้ใช้กระทงดอกบัวแทนโคมลอย ดังพระราชดำรัสที่ว่า "ตั้งแต่นี้สืบไปเบื้องหน้า โดยลำดับกษัตริย์ในสยามประเทศถึงกาลกำหนดนักขัตตฤกษ์วันเพ็ญเดือน 12 ให้ทำโคมลอยเป็นรูปดอกบัว อุทิศสักการบูชาพระพุทธบาทนัมมทานทีตราบเท่ากัลปาวสาน" พิธีลอยกระทงจึงเปลี่ยนรูปแบบตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
ประเพณีลอยกระทงสืบต่อกันเรื่อยมา จนถึงกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น สมัยรัชกาลที่ 1 ถึง รัชกาลที่ 3 พระบรมวงศานุวงศ์ตลอดจนขุนนางนิยมประดิษฐ์กระทงใหญ่เพื่อประกวดประชันกัน ซึ่งต้องใช้แรงคนและเงินจำนวนมาก พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 ทรงเห็นว่าเป็นการสิ้นเปลือง จึงโปรดให้ยกเลิกการประดิษฐ์กระทงใหญ่แข่งขัน และโปรดให้พระบรมวงศานุวงศ์ทำเรือลอยประทีปถวายองค์ละลำแทนกระทงใหญ่ และเรียกชื่อว่า "เรือลอยประทีป" ต่อมาในรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6 ได้ทรงฟื้นฟูพระราชพิธีนี้ขึ้นมาอีกครั้ง ปัจจุบันการลอยพระประทีปของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงกระทำเป็นการส่วนพระองค์ตามพระราชอัธยาศัย
สาเหตุที่มีประเพณีลอยกระทงขึ้นนั้น เกิดจากความเชื่อหลาย ๆ ประการของแต่ละท้องที่ ได้แก่
ที่มา : http://hilight.kapook.com/view/30438
สวัสดีค่ะ
* ชื่นชอบเหมือนกันค่ะ
* สุขกายสุขใจนะคะ
สวัสดัค่ะครูพรรณา สุขกายสุขใจเช่นกันนะคะ
ครบรอบ ๒๐ ปี วอลเลซและกรอมมิท
สองคาร์แรกเตอร์ตุ๊กตาดินน้ำมัน วอลเลซ กับ กรอมมิท มีอายุครบ 20 ขวบแล้ว ความดังของทั้งสองคาร์แรกเตอร์อยู่ในระดับที่เรียกว่าเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของประเทศและคนอังกฤษก็ว่าได้ บีบีซีนิวส์กล่าวว่า “เป็นที่รู้จักมากที่สุด เป็นดาราที่มีคนรักมากที่สุด ที่ออกมาจากอังกฤษ ถือเป็นภาพลักษณ์ของประเทศที่ชัดเจนยิ่งกว่าทูตใด ๆ ”
วอลเลซ (พากย์โดย ปีเตอร์ ซัลลี่) เป็นนักประดิษฐ์ ชอบกินชีส แต่จะมีหมาเป็นผู้ช่วย(บางครั้งก็เป็นผู้นำ) ที่ชื่อ กรอมมิท ซึ่งจะไม่มีเสียงพูดแต่จะใช้ท่าทางและสีหน้าในการแสดงออกแทน
ที่มา: http://movie.mthai.com/movie-news/49881.html
Norman Percevel Rockwell (February 3, 1894 – November 8, 1978) was a 20th-century American painter and illustrator. His works enjoy a broad popular appeal in the United States, where Rockwell is most famous for the cover illustrations of everyday life scenarios he created for The Saturday Evening Post magazine over more than four decades.[1] Among the best-known of Rockwell's works are the Willie Gillis series, Rosie the Riveter (although his Rosie was reproduced less than others of the day), Saying Grace (1951), and the Four Freedoms series. He is also noted for his work for the Boy Scouts of America (BSA); producing covers for their publication Boys' Life, calendars, and other illustrations.
http://en.wikipedia.org/wiki/Norman_Rockwell
อันโตนีโอ วีวัลดี (Antonio Vivaldi) เกิดเมื่อวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2221 (ค.ศ. 1678) ที่เมืองเวนีส ประเทศอิตาลี เสียชีวิตเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2284 (ค.ศ. 1741) ที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย วีวัลดีเป็นคีตกวี ชาวอิตาลี ผู้เป็นหนึ่งในคีตกวีสำคัญในสมัยบาโรก
บิดาของเขานอกจากจะเป็นช่างตัดผมแล้ว ยังเป็นนักไวโอลินที่มีความสามารถอีกด้วย บิดาของวิวัลดิได้ช่วยให้เขาเริ่มต้นอาชีพนักดนตรี และให้เขาได้เข้าร่วมวงออร์เคสตร้าแห่ง คาปเปลล่า ดิ ซาน มาร์โค ที่ซึ่งเขารับบทบาทนักไวโอลินที่ผู้ชมโปรดปราน
ในปี พ.ศ. 2246(ค.ศ. 1703) เขาได้กลายเป็นบาทหลวง แต่ก็เป็นครูสอนไวโอลินที่สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า ออสปิดาเล เด ลา ปีเอตา ไปพร้อมกัน ที่นั่นเขาได้สอนเด็กกำพร้าผู้หญิงให้ตั้งวงออเคสตร้าหญิงล้วนขึ้น ซึ่งได้กลายเป็นวงออร์เคสตร้าที่มีเอกลักษณ์ที่สุดวงหนึ่งในสมัยนั้น จนสามารถดึงดูดเศรษฐีชาวต่างชาติมาชมการแสดงได้มาก อิทธิพลของวิวัลดิที่มีต่อดนตรีตะวันตกนั้นมีมากมาย เขาเป็นผู้สร้างคอนแชร์โต้แบบที่มีนักเดี่ยวเครื่องดนตรี และเป็นต้นแบบให้คีตกวีรุ่นหลังนิยมทำตาม ทั้งในสมัยคลาสสิก และ โรแมนติก โยฮันน์ เซบาสเทียน บาค ที่ได้รู้จักกับวีวัลดีชื่นชมเขามากจนกระทั่งได้ยืมหัวข้อที่วิวัลดิกล่าวถึงไว้หลายหัวข้อมาถ่ายทอด หรือปรับเปลี่ยนใหม่
ที่มา:วิกิพีเดีย
ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เซน
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เซน (เดนมาร์ก: Hans Christian Andersen) (ค.ศ. 1805-1875) ตามความเห็นของผู้คนที่มีชีวิตอยู่ร่วมสมัยกับเขา แอนเดอร์เซนเป็นชาวเดนมาร์ก เขาเกิดในสลัม เป็นตัวตลกน่าสมเพชให้คนหัวเราะมาตลอดชีวิต แต่แล้วเขาก็ใช้คติหัวเราะทีหลังดังกว่า ด้วยบรรดางานเขียนที่เขาเรียกมันว่า ‘เรื่องเล่นๆ’ ที่เป็นนิทานสำหรับเด็ก ซึ่งทำให้ผู้ใหญ่ทั่วโลกนิ่งฟังด้วยตาโต แม้ว่าเขาจะเป็น ‘นักเขียนบทละครพื้นๆ กวีฝีมือธรรมดา นักเขียนนวนิยายชั้นดี และนักเขียนเรื่องท่องเที่ยวชั้นเลิศ’ หากในด้านนิทานแล้ว ‘เขาก้าวไปถึงขั้นเยี่ยมยอดไร้ที่ติ’ กล่าวกันว่านิทานของเขา ‘เป็นบรรณาการยิ่งใหญ่จากเดนมาร์กแก่โลกวรรณกรรม…ฐานะเทียมเท่าโฮเมอร์ ดันเต้ เชกสเปียร์ เซอร์บันเตส และเกอเธ่’
จากการนำนิทานพื้นบ้านมาเล่าใหม่ เขาก็เริ่มแต่งนิทานเอง แล้วก็เติมความเศร้าหรือน่ากลัวเข้าไป เสริมด้วยจินตนาการเพ้อฝันและลีลาภาษาพูดเรียบง่าย เพื่อย้อมความหวานซึ้งให้กับคติของเรื่อง ‘ต้นสน’ (1845) เป็นเรื่องหนึ่งอันเป็นที่ชื่นชอบกันมากที่สุด เช่นเดียวกับ ‘เด็กหญิงไม้ขีดไฟ’ ‘เงือกน้อย’ ‘ราชินีหิมะ’ ‘ไนติงเกล’ ‘กล่องชุดจุดไฟ’ … และแน่นอน ‘ลูกเป็ดขี้เหร่’ และ ‘ชุดใหม่ของจักรพรรดิ’ (‘แต่พระองค์ไม่ทรงสวมอะไรเลยสักชิ้น!’)