ถ้ารัฐาภิบาล ข้าราชการ พระสงฆ์องค์เจ้า และสมาชิกในสังคม “ฆ่า” ภาวะของความเป็นนั้น ๆ และเข้าใจหน้าที่ของตัว ในตำแหน่งหน้าที่ที่ตัวเองเป็นนั้น ๆ ทำอย่างถูกต้องเหมาะสม สังคมองค์รวมก็จะถูกทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์

ฆ่าพระพุทธเจ้า กษัตริย์ เหลือง แดง  : อย่างไรถึงจะไม่บาป

          -โมไนย  พจน์-

สองสามวันที่ผ่านมาได้คุยกับเพื่อนที่เคยไปเรียนเวียดนาม ประกอบอาชีพ และมีภรรยาชาวเวียดนาม  ฐานคิดทางการเมืองของเขานิยมฝ่ายตรงข้ามกับอมาตยาธิปไตย   บ่อยครั้งที่เขาจะวิพากษ์เกี่ยวกับเหตุการณ์บ้านเมือง โดยอาศัยแนวคิด “แดง” ในการแสดงความคิดเห็นตามทัศนะจะด้วยเหตุผลของการศึกษา และใช้ชีวิตในเวียดนามหรือไม่ไม่แน่ใจ แต่มีอยู่ 2-3 ประโยคที่เขาแสดงทัศนะออกมาอย่างขัดใจ คือคราวหนึ่งเขาได้สนทนากับเพื่อน(น้ำเงิน)รุ่นน้อง ศิษย์ร่วมอาจารย์ ซึ่งเป็นทหารในประโยคที่ว่า “ฆ่าคนที่เป็นปฏิปักษ์กับสถาบันไม่บาป ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป” จะด้วยทีเล่นทีจริงหรืออย่างไรก็ตามของเพื่อน(น้ำเงิน) ทำให้เจ้าเพื่อน(แดง)ที่ว่าเจอ 2 ประโยคนี้เข้า เจ้าลง องค์ประทับละสิ  ผู้เขียนก็เลยต้องรับฟังแล้วเอามาเล่าต่อ  กรณีนี้ไม่ได้หมายความว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิด แต่ผู้เขียนกำลังมองตาม ความคิดที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง  ประหนึ่งว่ามีอารมณ์ร่วมทางการเมืองต่างกัน

ถามว่าผิดไหม ?

ก็ต้องตอบว่าไม่ผิดหรอกที่จะคิดต่าง  เพราะคิดกันคนละฐาน มองกันคนละมุม คนละชุดเหตุผล แต่ที่สนใจนำมาเสริมและสร้างความเข้าใจก็คือถ้าเมื่อไหร่ก็ตามการฆ่าถูกทำให้กลายเป็นความชอบธรรม ผู้เขียนเชื่อว่าความรุนแรงจะเกิดขึ้น และกลายเป็น “ตราบาป” ของสังคมเช่นในอดีต ดังกรณีประโยคที่ว่า การฆ่าคนเพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ถือเป็นบุญกุศลเหมือนฆ่าปลาแกงใส่บาตรพระ(จตุรัส : 2 : 51: 27 มิ.ย.2519)และถูกนำสร้างเป็นวลีใหม่ว่า”ฆ่าคอมนิวนิสต์ ไม่บาป” ถูกนำมาใช้กล่าวอ้างเพื่อสร้างความชอบธรรมในการกระทำรุนแรงต่ออีกฝ่าย กรณีล้อมปราบนักศึกษาปี 2519  รวมถึงการฆ่าตัดตอนผู้มีพฤติกกรรมค้ายาบ้าหรือต้องสงสัยกว่า 2 พันศพในช่วงรัฐบาลทักษิณ  ถึงจะถือว่าการค้ายาเสพติดให้โทษจะมีผลเป็นการทำลายสังคมองค์รวม แต่ก็ไม่ควรมีเหตุผลชุดใดที่จะนำมากล่าวอ้างว่าต้องฆ่าตัดตอนโดยไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรม  ฆ่าแล้วไม่ผิดกฏหมายหรือไม่บาป  

          “ฆ่าชีวิตอื่น พุทธว่าอย่างไร บาปไหม ?” ถ้านำแนวคิดเรื่องการฆ่ามาอธิบายก็ต้องบอกว่าบาปทั้งสิ้น ส่วนกระบวนการของความซับซ้อนของบาปค่อยว่ากันอีกทีหนึ่ง  ถามว่าทำไมถึงบาป  คำว่าชีวิตไม่จำกัดว่าจะเป็นฝ่ายไหน ยึดถืออุดมการณ์อย่างไรก็ตามถือว่าเป็นหนึ่งชีวิตทีมีความหมาย และส่วนร่วมทางสังคมทั้งสิ้น แล้วจะเอาเหตุผลอะไรมายัดเยียดในเชิงสังคม การมือง เศรษฐกิจ  และวัฒนธรรมย่อมเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ถ้าซัดดัมจะบอกว่าชาวเคิร์ด(Kurds)ที่แตกต่างทางชาติพันธุ์และนับถือศาสนาคนละนิกาย  จึงต้องสังหารหมู่ในปี พ.ศ.2525 เขมรแดง(พ.ศ.2518-2522) จะบอกว่าคนแก่ พระสงฆ์เป็นส่วนเกินของสังคม เป็นแรงงานตาย ไร้ค่า ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อระบบแล้วกระทำทารุณกรรมจนกระทั่งตาย  การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวอาร์เมเนียจำนวน 1,500,000 คน โดยจักรวรรดิออตโตมานช่วง พ.ศ.2458-2459   การฆ่าชาวยิวจำนวน 6 ล้านคนโดยนาซีเยอรมันช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 การฆ่าชนเผ่าตุชซี(Tutsis) ประมาณ 1 ล้านคนโดยชาวฮูตู(Hutues)ในประเทศรวันดาในปี พ.ศ.2537   การฆ่าชาวบอสเนียจำนวน 2-8 พันคน โดยทหารเซอร์เบียในอดีตยูโกสลาเวียในปี พ.ศ.2538 การฆ่าหรือการประหัตประหารผู้อื่นไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด หรือนำเหตุผลใดมากล่าวอ้าง ก็ตามถือว่าเป็นบาปทั้งสิ้น ดังนั้นเหตุการณ์ที่เพื่อน(น้ำเงิน)นำประโยควลีเด็ดในอดีตมากล่าวพร้อมดัดแปลง  จะด้วยสนุก ๆ ทีเล่นทีจริงก็ตาม แต่เพื่อน(แดง)อีกคนไม่เล่นด้วยจึงเป็นอย่างที่เล่ามา

      การฆ่า การเบียดเบียน หรือการกระทำใด ก็ตามที่ก่อให้เกิดความทุกข์ ความไม่เป็นธรรมกับอีกฝ่ายหนึ่ง ผิดจากหลักแห่ง “ธรรมาภิบาล” ถือว่าผิดบาปทั้งสิ้น   ดังนั้นการฆ่าดังที่กล่าวอ้างมาไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด เป้าหมายเพื่อการเมือง เพื่อทำลายล้าง หรืออื่นใดที่ก่อให้เกิดความรุนแรงต่ออีกฝ่ายหรือหลาย  ๆ ฝ่าย ถือผิดบาปทั้งสิ้น ดังนั้นในช่วงที่สถานการณ์ทางการเมืองไทยดูอึมครึม และมีเหตุที่จะก่อให้เกิดการเผชิญหน้ากันตลอดเวลา ไม่ว่าใครจะหาชุดความคิดใด   หรือคำอธิบายที่จะมาก่อให้เกิดความรุนแรงจึงต้องระมัดระวังในทุกกรณี  ดังนั้นโดยสรุปการการฆ่าชีวิตถือว่าผิดบาป พระพุทธศาสนาให้ความสำคัญกับชีวิตทุกชนิดทั้งสัตว์เล็กน้อยใหญ่ แม้กระทั่งพืช การที่พระพุทธเจ้าห้ามสาวกของพระองค์มิให้ใช้น้ำที่ไม่ได้กรอง เพราะอาจเกิดใช้น้ำที่มีสัตว์ไม่สามารถมองเห็นได้อยู่นั้น(วิ.มหา 2/139/313) หรือแม้กระทั่งการตัด เด็ดพืชทุกชนิด (วิ.มหา.2/89/277) พุทธศาสนาให้ความสำคัญกับทุกชนิดแม้กระทั่งสิ่งมีชีวิตที่มองไม่เห็นและพืช   ดังนั้นจึงตอบโจทย์ กรณีการหยิบยืมวาทะใดมากล่าวว่า “ฆ่าแล้วไม่บาป” ไม่ว่าจะทหารนิยมฆ่าประชาชนกรณีพม่า   คนนิยมเสรีประชาธิปไตยแล้วฆ่าคอมมิวนิสต์   ฮิตเลอร์  ซัดดัม  พลพต ฆ่าหรือให้ฆ่าชีวิตผู้อื่นย่อมเป็นบาปทั้งสิ้นไม่มีข้อยกเว้น

       มีไหมที่ฆ่าแล้วไม่เป็นบาป ?

       ในพระพุทธศาสนา ไม่มีคำสอนใดที่บอกว่าฆ่าชีวิต ฆ่าผู้อื่นแล้วไม่บาป มีแต่พุทธพจน์ที่ว่า  โกธัง  ฆะตะวาสุขัง เสติ -ฆ่าความโกรธได้ ย่อมอยู่เป็นสุขไม่มีคำว่าฆ่าผู้อื่น ฆ่าชีวิตไม่บาป เคยมีผู้ทูลถามพระพุทธเจ้าว่าฆ่าอะไรเสียได้จึงอยู่เป็นสุข   ฆ่าอะไรเสียได้จึงไม่เศร้าโศก พระองค์ทรงพอพระทัยการฆ่าอะไรว่าเป็นธรรมอันเอก

พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าฆ่าความโกรธเสียได้อยู่เป็นสุข  ฆ่าความโกรธเสียได้ไม่ต้องเศร้าโศก  พระอริยเจ้าทั้งหลายสรรเสริญการฆ่าความโกรธซึ่งมีรากเป็นพิษมียอดหวาน บุคคลฆ่าความโกรธได้แล้วย่อมไม่เศร้าโศก” (สํ.ส.15/71/80)

       ทัศนะทางพระพุทธศาสนาให้ความสำคัญกับตนเอง ในการฆ่ากิเลสฆ่าความโกรธ  ซึ่งถือว่าเป็นวิธีในการจัดการตัวเองอันเป็นประโยชน์ในเบื้องต้น อยู่ในส่วนของกระบวนการขัดเกลา  ฝึกหัดและสร้างพัฒนาการในตัวเอง  หลักการในทางพระพุทธศาสนาทุกหลักการมีเป้าหมายเพื่อการพัฒนาตนเองเป็นที่ตั้ง  เน้นความเป็นปัจเจกบุคคล  แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่สามารถพัฒนาตัวเองได้  เหมือนการฆ่าความโกรธ จนเป็นผู้ไม่โกรธ  ผลของการไม่โกรธย่อมเป็นผลดีต่อสมาชิกรอบข้าง เช่น  ในหนึ่งครอบครัวพ่ออารมณ์แจ่มใส แม่จิตใจดีงาม  ก็ย่อมทำให้สมาชิกในครอบครัวได้รับผลจากการฝึกหัดพัฒนาตัวเอง  ก่อให้เกิดความสงบเย็นทั้งตนเองและคนรอบข้าง   ดังนั้นถ้าชาวพุทธ  หรือมนุษย์ในโลก “ฆ่า”  ความเป็นตัว เป็นตนของตัวเองเสีย “ทัศนะที่ผิด” แล้วพัฒนาให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์  สังคมแห่งมิตรภาพ  สันติ ความสุขก็จะเกิด  มนุษย์ส่วนใหญ่เรียกร้องสันติภาพจากคนอื่น  หรือบางครั้งจัดตั้งกองกำลังสันติภาพเพื่อเข้าไปส่งเสริมสันติภาพในพื้นที่นั้น   แต่มีอาวุธในมือ  ซึ่งพฤติการณ์แห่งสันติภาพไปด้วยการอาวุธ ผู้เขียนก็ยังมองไม่ออกว่าจะเป็นสันติภาพได้แค่ไหน   แต่ถ้าเรามารณรงค์ให้มนุษย์ฆ่าความโกรธ  ส่งเสริมเมตตาธรรมในตัวเอง พัฒนาเป็นคุณธรรมประจำตน โดยมีเป้าหมายเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ผู้เขียนเชื่อว่าน่าจะเป็นวิธีการหนึ่งในการลดการเผชิญหน้า และความรุนแรงในทุกรณี 

 

          ชาวพุทธที่เคยศึกษาศาสนาอาจเคยได้ยินคำว่า “ถ้าพบพระพุทธเจ้ากลางทาง  จงฆ่าทิ้งเสีย” (เสฐียร พงษ์ วรรณปก :พุทธศาสนา ทัศนะและวิจารณ์) แนวคำสอนของพุทธศาสนานิกายเซน ของท่านรินไซ ศิษย์ของท่านเว่ยหลาง  ในความหมายที่ “ฆ่า” ความรู้ที่เป็นเหตุของการยึดติดจนไม่สามารถพัฒนาภาวะธรรมขั้นสูงไปได้  เทียบง่าย ๆ คนส่วนใหญ่ยังติดอยู่กับความเป็นหมอ เป็นด็อกเตอร์ เป็นศาสตราจารย์ เป็นพระครู เจ้าคุณ ติตภาวะเหล่านี้ จึงทำให้คุณธรรมแห่งพุทธะ จึงยังไม่เกิดขึ้น  เคยได้ยินวิกรม  กรมดิษฐ์ เล่าว่า “ปลัดกระทรวงท่านหนึ่งเวลาไปตีกอล์ฟ รองเท้ายังต้องให้ ทส.เป็นคนถอดและใส่ให้”  ประหนึ่งติดสถานะว่า “ฉันเป็น” ยึดตัวถือตน  เหมือนยิ่งนานวันจะยิ่งสะสม ติดภาวะ (วิ.มหา.4/1/1-6 -ปฏิจจสมุปบาท) ในทัศนะผู้เขียน ถ้ากษัตริย์ฆ่า “อธิเทวราช” ออกไปเสีย จะเป็นกษัตริย์ที่ “ทรงธรรม” และทำงานเพื่อประชาชน  ถ้ารัฐาภิบาล  ข้าราชการ พระสงฆ์องค์เจ้า และสมาชิกในสังคม “ฆ่า” ภาวะของความเป็นนั้น ๆ และเข้าใจหน้าที่ของตัว  ในตำแหน่งหน้าที่ที่ตัวเองเป็นนั้น ๆ ทำอย่างถูกต้องเหมาะสม สังคมองค์รวมก็จะถูกทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์ แน่นอน ส่วนจะไปทำอย่างไร  วิธีการอย่างไร ผลจะเป็นอย่างไร   ช่วยกันฝากคิดต่อด้วย 

ความเป็นเหลือง เป็นแดงเมื่อเป็นแล้วต้องฆ่าทิ้งเช่นกัน เพราะเป็นสาเหตุของการ “ยึด” เป็นเพียง “มายา” ที่ก่อให้เกิดการเผชิญหน้า” ต้องเปลี่ยนใหม่ว่า  “เป็นเหลือง-เป็นแดง-เป็นเขียว-น้ำเงิน” ให้ฆ่าทิ้งเสีย ให้เหลือแต่คนไทยที่รักสงบ สันติและอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขจะดีกว่าไหม ?

อ้าว...คุยธรรมะ...มาลงเหลือง ลงแดงอีกจนได้...

          (Hel.12/08/52)

หมายเหตุ : วิธีการทำความเข้าใจแหล่งอ้างอิง เช่น วิ.มหา.2/89/277  ให้เข้าใจว่า มาจากพระไตรปิฎก วินัยปิฎก มหาวรรค  เล่มที่ 2  ข้อ 89  หน้า 277.