ประสบการณ์ของผมที่จะได้เล่าต่อไปนี้ เพิ่งเกิดก่อนที่ผมจะมารับน้องที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลััยขอนแก่นเพียง 2-3 อาทิตย์ นั่นคือเหตุการณ์ที่ผมได้บวชเพื่อตอบแทนคุณพ่อแม่...

       ในตอนแรกนั้น ผมมีความคิดว่า ไม่อยากบวช เสียดายผม อุตส่าห์ไว้ยาวไม่ต้อง เกรียนแล้ว ซึ่งผมคิดว่าเป็นความคิดที่เป็นบาปอยู่เหมือนกัน แต่เมื่อพิจารณาดูอีกทีผม ของคนเราก็สามารถยาวได้เองตามธรรมชาติ แต่การตอบแทนคุณสร้างกุศลให้กับตนเองและผู้อื่น เราต้องทำเอง ไม่สามารถมีใครมาทำแทนตัวเราได้ เมื่อคิดได้ดังนั้นวันที่ 1 เมษายน ผมจึงได้บวชเณรอยู่ที่วัดเขาบางทราย จังหวัดชลบุรี เป็นวัดธรรมยุตินิกาย คือวัดที่ห้ามดูทีวี ฟังเพลง หรือใส่รองเท้าเวลาออกนอกวัด ก่อนบวชพระท่านจะให้คำขอบรรพชามาท่อง เพื่อแสดงให้เห็นว่าเราตั้งใจบวชหรือไม่ การบวชเณรไม่ยุ่งยากเหมือนการบวชพระ โดยการขอบรรพชานั้นจะมีพระอุปัชฌาย์ (ไม่แน่ใจว่าถูกต้องหรือเปล่า) 1 รูป แล้วพระอีก 4 รูป ซึ่งตอนแรกผมคิดว่ามีรูปเดียว เข้าไปเลยตกใจมีเราคนเดียวกับพระอีก 5 รูป โดยพระอุปัชฌาย์ท่านเป็นเท่าเจ้าคุณที่บ้านผมนับถือ ผมมองหน้าท่านตอนที่กำลังท่องคำขอบรรพชา ผมถึงกลับท่องผิดๆ ถูกๆ แม้ท่านจะนั่งท่าปกติ แต่มีพลังบางอย่างที่ทำให้ผมรู้สึกทึ่งมาก อาจเป็นเพราะเรามีกิเลสมากกว่าท่านก็ได้ครับ

       ชีวิตที่ผมอยู่ในวัดนั้นต้องตื่นตี  5 มาิบิณฑบาต เดินไกลหลายกิโล แต่ก็รู้สึกดีที่มีญาติโยมมาตักบาตรทุกเช้า ตอนถือบาตรครั้งแรกนั้น เกือบทำบาตรคว่ำ เพราะญาติโยมที่มาตักบาตรนั้นใส่ข้าวสวยร้อนๆ พอใส่ลงมามือก็แทบพอง พอกลับมาจากบิณฑบาตก็ต้องกวาดลานวัด แล้วเวลาประมาณ 7 นาฬิกาก็ฉันเช้า 8 โมงทำวัตรเช้า ฉันเพลตอน 11 โมง ต้องฉันให้เสร็จก่อนเที่ยงตรง หลังจากเที่ยงแล้วกินได้แต่น้ำปานะ คือพวกน้ำผลไม้ เป็นต้น ช่วงบ่ายอาจนั่งสมาธิหรืออ่านหนังสือธรรมะก็ได้ เวลาประมาณ 4 โมงเย็น ก็ทำอาหารเลี้ยงสุนัขในวัดทั้งหมด ซึ่งมีเป็นร้อยๆ ตัว อาหารที่ทำให้สุนัขกินนั้นก็ได้แก่ ของที่บิณฑบาตแล้วพระฉันไม่หมด ถึงกระนั้นก็ตามอาหารก็ไม่เพียงพอต่อสุนัขทุกตัวในวัด จึงมีป้ายติดหน้าวัดว่า "ระไม่ใช่คนเลี้ยงหมา"ดังนั้นคนที่เอาสุนัขไปปล่อยที่วัดถือว่าสร้างความลำบากให้พระเป็นอย่างมาก ทำวัตรเย็น ตอน 5 โมง หลังจากนั้นก็นั่งสมาธิ สวดมนต์ จำวัดเวลา 3 ทุ่มตรง ที่นอนมีเพียงแค่เสื่อ พื้น มุ้ง และก็พัดลม มีบางวันที่ผมต้องนอนคนเดียว ที่นอนนั้นคล้ายห้องโถงขนาดใหญ่ มีรูปปั้นพระ และเจ้าอาวาสรูปก่อนๆ ซึ่งรู้สึกวังเวงมาก แต่ตอนหลังก็เริ่มชินไปเอง

       หลังจากที่ผมบวชแล้วเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นอย่างมาก จากการเป็นคนใจร้อน ก็เป็นคนที่ใจเย็นลง จากคนที่ใจแคบ ก็กลายเป็นคนใจกว้างเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ จากการที่เรามองบางสิ่งในแง่ร้าย ก็มองสิ่งนั้นกลับกลายเป็นดี จากการที่เราไม่เคยสวดมนต์ไม่เคยแผ่เมตตาให้สรรพสิ่งทั้งหลาย แต่ตอนนี้ผมทั้งสวดมนต์และแผ่เมตตาให้กับเจ้ากรรมนายเวรและสรรพสัตว์ทั้งหลายทุึกๆวัน และจะทำตลอดไป

       การที่เราบวชนั้นเราได้่อะไรหลายๆอย่างมากกว่าที่คิด เป็นการฝึกความอดทน อดกลั้น ไม่ทำตามใจตัวเอง ฝึกความสำรวมในทุกกิริยาท่าทางของเรา ทำอะไรใจเย็นลง ไม่บุ่มบ่ามเหมือนแต่ก่อน พูดด้วยความมีสาระดีกว่าความไร้สาระ ให้เกียรติให้ความเคารพผู้อื่น ไม่นินทาซึ่งกันและกันให้ผู้อื่นเสียหาย ให้เรารู้สำนึกในคุณบิดามารดา และผู้มีพระคุณ ทำให้เราใส่ใจศาสนามากยิ่งขึ้น และตั้งใจจะทำนุบำรุงพุทธศาสนาสืบต่อไป และที่สำคัญสุดการบวชทำให้เรารู้ว่า "ความสุขของคนเรานั้นไม่ขึ้นอยู่กับวัตถุ แสง สี เสียง แต่ขึ้นอยู่กับใจของเราว่าใจเรามีความสุขมากแค่ไหน และใจของเรานั้นแบ่งปันให้ผู้อื่นมีความสุขไปพร้อมกับเราได้หรือไม่" ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้ผมอยากช่วยเหลือผู้อื่น อยากรักษาผู้อื่นให้เขามีความสุข ให้เขาไม่มีโรคภัยไข้เจ็บใดๆ ทั้งปวง...