ด้านการบริหารและการจัดการการศึกษา
ความรู้เป็นสิ่งสำคัญ หากเราไม่ได้จัดเก็บให้เป็นระบบ อาจทำให้ความรู้สูญหายไปกับตัวบุคคล
ในการทำงานใดๆ ให้ประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นงานใหญ่ ที่ต้องใช้ ระยะเวลานานๆ เช่น งานตามวิสัยทัศน์ของโรงเรียนที่ต้องการความสำเร็จในระยะ 3 – 5 ปี หรือ การสอนให้บรรลุผลการสอนในระดับกลุ่มสาระในระยะ 1 ปีการศึกษา หรือ การสอนให้บรรลุผลตามมาตรฐานการเรียนรู้ หรือ ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง รู้ ในระยะ 1-3 สัปดาห์ หรือ ผลตามวัตถุประสงค์การสอนเพียง 1 จุดประสงค์ ในระยะ 1-2 ชั่วโมง จำเป็นต้องใช้องค์ความรู้ที่มีอยู่แล้วในตัวผู้ปฏิบัติ และความรู้ที่สรรค์หามาใช้ นับตั้งแต่ความรู้พื้นฐานโดยทั่วไป และองค์ความรู้ แปลกใหม่ ที่นำมาริเริ่มใช้ เพื่อให้งานที่ปฏิบัติอยู่ประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น
ความรู้ที่มีอยู่แล้วในตัวบุคลากรและความรู้ใหม่ จึงเป็นปัจจัยสำคัญ ที่จะ
ก่อให้เกิดการพัฒนาใดๆ ที่โรงเรียนจะต้องจัดการให้เกิดขึ้น และคงอยู่ในโรงเรียน
ความหมาย การจัดการความรู้ในโรงเรียน
“การจัดการความรู้” ซึ่งประกอบด้วย 2 คำ คือ ความรู้ และการจัดการ ซึ่งแต่ละคำ
มีความหมายในตัวเอง พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ได้ให้คำนิยามไว้ ดังนี้
“ความรู้ คือ สิ่งที่สั่งสมมาจากการศึกษาล่าเรียน การค้นคว้าหรือประสบการณ์ รวมทั้งความสามารถเชิงปฏิบัติและทักษะความเข้าใจหรือสารสนเทศที่ได้รับมาจากประสบการณ์ สิ่งที่ได้รับมาจากการได้ยิน ได้ฟัง การคิด หรือการปฏิบัติองค์วิชาในแต่ละสาขา”
“การจัดการ คือ จัดการ ก. สั่งงาน ควบคุมงาน ดำเนินงาน”
นพ.วิจารณ์ พานิช (อ้างใน http://www.dopa.go.th/iad/km/km_des.html#km1)
กล่าวว่า ความรู้ มี 2 ประเภท คือ
1. ความรู้ที่ฝังอยู่ในคน (Tacit Knowledge) เป็นความรู้ที่ได้จากประสบการณ์
พรสวรรค์หรือสัญชาติญาณของแต่ละบุคคลในการทำความเข้าใจในสิ่งต่าง ๆ เป็นความรู้ที่ไม่สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูดหรือลายลักษณ์อักษรได้โดยง่าย เช่น ทักษะในการทำงาน งานฝีมือ หรือการคิดเชิงวิเคราะห์ บางครั้ง จึงเรียกว่าเป็นความรู้แบบนามธรรม
1. ความรู้ที่ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) เป็นความรู้ที่สามารถรวบรวม
ถ่ายทอดได้ โดยผ่านวิธีต่าง ๆ เช่น การบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ทฤษฎี คู่มือต่าง ๆ และบางครั้งเรียกว่าเป็นความรู้แบบรูปธรรม
สำหรับ การจัดการความรู้ (Knowledge Management) ที่กล่าวถึงในที่นี้
ผู้ทรงคุณวุฒิ และองค์การต่างๆ ที่ใช้ ได้ให้นิยามของ การจัดการความรู้ (Knowledge Management) โดยทั่วไป ไว้ ดังนี้
Ryoko Toyama 1 การจัดการเพื่อเอื้อให้เกิดความรู้ใหม่ โดยใช้
ความรู้ที่มีอยู่ ประสบการณ์ของคนในองค์กรอย่างเป็นระบบ เพื่อพัฒนานวัตกรรมที่จะทำให้มีความได้เปรียบคู่แข่งขันทางธุรกิจ
World Bank 2 เป็นการรวบรวมวิธีปฏิบัติขององค์กร และกระบวนการที่เกี่ยวกับการสร้าง การนำมาใช้ และเผยแพร่ความรู้ และบริบทต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจ
EFQM 3 เป็นวิธีการจัดการความรู้ เป็นกลยุทธ์ และกระบวนการในการจำแนก
จัดหา และนำความรู้มาใช้ประโยชน์ เพื่อช่วยให้องค์กรประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้
ศาสตราจารย์ น.พ.วิจารณ์ พานิช 4 เครื่องมือเพื่อบรรลุเป้าหมายอย่างน้อย
4 ประการไปพร้อมๆกัน ได้แก่ บรรลุเป้าหมายของงาน บรรลุเป้าหมายการพัฒนาคน บรรลุเป้าหมายการพัฒนาองค์กรไปเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ และบรรลุความเป็นชุมชน เป็นหมู่คณะ ความเอื้ออาทรระหว่างกันในที่งาน
สำนักงาน ก.พ.ร กลุ่มพัฒนาระบบบริหาร กรมวิชาการเกษตร ศูนย์ปฏิบัติการ
ฝึกอบรมและถ่ายทอดเทคโนโลยี 5 ได้ให้ความหมายของ KM ไว้ว่า “เป็นการรวบรวมองค์ความรู้ที่มีอยู่ในองค์กร ซึ่งกระจัดกระจายอยู่ในตัวบุคคลหรือเอกสาร
1 2 3 4 อ้างในเอกสาร การประชุมปฏิบัติการพัฒนาวิทยากรแกนนำนักจัดการความรู้สำนักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 22-26 พฤษภาคม 3550 ณ โรงแรม แกนด์ เดอร์วิลล์ กรุงทพมาหานคร
5 อ้างในwww.doa.go.th/korporror
มาพัฒนาให้เป็นระบบเพื่อให้ทุกคนในองค์กรสามารถเข้าถึงความรู้ และพัฒนาตนเองให้เป็นผู้รู้ รวมทั้งปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะส่งผลให้องค์กรมีความสามารถในเชิงแข่งขัน สูงสุด”
จากความหมายของ “การจัดการความดังกล่าวข้างต้น หากนำมาพิจารณาใช้ใน
บริบทของโรงเรียน การจัดการความรู้ในโรงเรียน จึงควรหมายถึง การรวบรวม สร้าง จัดหา นำความรู้ความรู้ที่เป็นรูปธรรม (Explicit Knowledge) หรือความรู้เป็นลายลักษณ์อักษร ทฤษฎี คู่มือต่าง ๆ) และ ความรู้ที่เป็นนามธรรม (Tacit Knowledge)หรือ ความรู้ที่ไม่สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูดหรือลายลักษณ์อักษรได้โดยง่าย เช่น ความรู้ที่แสดงออกในที่ประชุม ความรู้ที่ใช้ในการตัดสินความงาม ฝีมือช่างต่างๆ มาใช้ หรือสนับส่งเสริมให้เกิดการใช้อย่างเป็นระบบ เพื่อช่วยให้ ครู และบุคลากรในโรงเรียนสามารถเข้าถึงความรู้ เกิดความรู้ใหม่ ที่จะนำมาใช้ในการจัดการเรียนการสอน พัฒนาครู และพัฒนาโรงเรียนจนประสบความสำเร็จตามวิสัยทัศน์ หรือ เป้าหมายของโรงเรียนที่ได้กำหนดไว้
หลักการจัดการความรู้ในโรงเรียน
Tomoshiro Takanashi 1 ได้กล่าวถึง(หลักการจัดการความรู้ (Knowledge Management) ไว้ 2 ประการ คือ “เชื่อว่ามนุษย์มีความรู้ และใช้ความรู้ยังไม่เต็มที่” และ“ธรรมชาติของความรู้ เคลื่อนที่อยู่เสมอ หากนำไปใช้และเผยแพร่อย่างต่อเนื่อง จะมีพลังมากยิ่งขึ้น” จากหลักการดังกล่าว สามารถสรุปมาใช้ในโรงเรียน 2 ประการ คือ
1. การดึงความรู้ หรือ ศักยภาพของครู (Release Human Potential) จากครูที่มี
อยู่มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อนักเรียน และต่อเพื่อนครูด้วยกัน ทั้งครูภายในโรงเรียนเดียวกัน และต่างโรงเรียน เพราะโรงเรียนเป็นแหล่งเพาะความรู้ หรือเพาะปัญญาให้เกิดขึ้นแก่นักเรียน
เพราะความรู้ และปัญญาเป็นพื้นฐานสำหรับการอยู่รอดของบุคคล และประเทศชาติ ความรู้ที่นำมาใช้ในการความรู้จึงเป็นพลังพื้นฐานของการอยู่รอด และการพัฒนาทั้งปวงเป็นพลังขับเคลื่อน
1อ้างในสุวัฒน์ เงินฉ่ำ. ภาพนิ่งประกอบการบรรยาย เรื่อง การจัดการความรู้เพื่อพัฒนา
ประสิทธิภาพขององค์การทางการศึกษา เอกสารการประชุมปฏิบัติการพัฒนาวิทยากรแกนนำ นักจัดการความรู้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 22-26 พฤษภาคม 3550 ณ โรงแรม แกรนด์ เดอร์วิลล์ กรุงทพมาหานคร
ในโรงเรียนซึ่งเป็นแหล่งเพาะปัญญา มีครูที่มีความรู้รูปธรรม
(Explicit knowledge) และความรู้นามธรรม (Tacit knowledge) ที่ใช้เป็นปัจจัยในการเพาะ
บ่มนักเรียนอยู่แล้วส่วนหนึ่ง และรอรับการจัดการให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อโรงเรียนอีกมากมาย
1. การใช้ และเผยแพร่ความรู้ระหว่างกันเป็นการสร้างความสำเร็จ
ในการจัดการศึกษาร่วมกัน
ความรู้จะได้รับการถ่ายทอด เผยแพร่จากคนไปสู่คน ทั้งที่เป็นไปโดยตั้งใจ
และไม่ได้ตั้งใจ จุดหมายปลายทางสำคัญ ของความรู้มิใช่ที่ตัวความรู้ แต่อยู่ที่การนำไปปฏิบัติ
หรือจัดการให้เกิดการนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อ ตนเอง หรือ โรงเรียน ความสำคัญของความรู้ที่มีอยู่ จึงอยู่ที่การนำไปดำเนินการให้ผลิตดอกออกผล เพื่อความสำเร็จในการจัดการศึกษาร่วมกัน
วัตถุประสงค์ในการจัดการความรู้ในโรงเรียน
จากความหมาย และหลักการจัดการความรู้ ผนวกกับบทบาทหน้าที่ของ
โรงเรียน การนำ “การจัดการความรู้ในโรงเรียน” (School Knowledge Management = SKM) มี 2 ประการ ดังนี้
1. เพื่อเพิ่มพลังความรู้ ความสามารถในการจัดการเรียนการสอนของครูให้ส่งผล
ต่อพลังความรู้ความสามารถในการเรียนรู้ของเรียนสูงสุด
2. เพื่อส่งเสริมให้ครูแลกเปลี่ยนเรียนรู้ จากความรู้ที่มีอยู่ในแต่ละคน (Tacit
Knowledge) ความรู้ที่มีอยู่โดยทั่วไป (Explicit Knowledge) เพื่อสร้างองค์ความรู้สำหรับการบรรลุเป้าหมายตามวิสัยทัศน์ ของกลุ่มสาระการเรียนรู้ วิสัยทัศน์ของโรงเรียน หรือเป้าหมายใดๆ
ของโรงเรียน
องค์ประกอบของการจัดการความรู้ในโรงเรียน
(School Knowledge Management : KM)
สถาบันจัดการความรู้เพื่อสังคม (สคส.) 1 ได้เสนอองค์ประกอบ KM
ในแบบแผนปลาทู (Tuna Model) ไว้ 3 องค์ประการคือ ซึ่งสามารถนำมาใช้ในโรงเรียนได้ ดังนี้
1. ส่วนหัว และตา (Knowledge Vision : KV) ซึ่งเป็นส่วนที่ผู้ใช้ KM
ในโรงเรียนต้องตอบให้ได้ว่าจะนำ KM ไปใช้เพื่อให้เกิดความสำเร็จในเรื่องใด
2. ส่วนกลาง ลำตัว ส่วนที่เป็นหัวใจ (Knowledge Sharing : KS)
เป็นส่วนที่ผู้ใช้ KM ให้ความสำคัญแก่ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ผ่านเวทีจริง หรือ ผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ตลอดจนช่วยเหลือ เกื้อกูลซึ่งกันและกัน
3. ส่วนหาง ส่วนคลังความรู้ (Knowledge Assets : KA) เป็นส่วนที่
เป็นขุมทรัพย์ทางความรู้ ของโรงเรียน ซึ่งมาจากการสกัดมากจากความรู้นามธรรม จากครู
ในโรงเรียน หรือ จากการรวบรวม วิเคราะห์ สังเคราะห์จากความรู้ที่เป็นรูปธรรม
|
|
|
|
|
|
|
KV |
|
KS |
|
KV |
สถาบันจัดการความรู้เพื่อสังคม (สคส.) ได้กำหนดรูปแบบแผนการใช้ KM
(KM Model ไว้ ดังนี้
- การกำหนดเป้าหมายของงาน
- การใช้ KM เพื่อยกระดับความสำเร็จตามเป้าหมาย
ที่ต้องอาศัย การใช้ความรู้ / ยกระดับความรู้
จากความรู้จากภายนอกองค์กร
และจากคลังความรู้ภายในองค์กร
- งานบรรลุเป้าหมาย
1 คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 22-26 พฤษภาคม 3550 ณ โรงแรม แกรนด์
เดอร์วิลล์ กรุงเทพมาหานคร
|
ความรู้จากภายนอกนอก |
|
คว้า เลือก |
|
การใช้ความรู้ ยกระดับความรู้ |
ค้นหา ปรับปรุง จัดเก็บ งานบรรลุเป้าหมาย คลังความรู้ (ภายใน)
ดีจ้า
(ค้น)คว้ามาเพียบเลย