ประวัติความเป็นมาของการศึกษาทางไกล

http://www.dei.ac.th/DE/DE01.pdf 

ประวัติความเป็นมาของการศึกษาทางไกล

Bizhan Nasseh

 

 

ในประวัติศาสตร์การติดต่อสื่อสารของมนุษย์ชาติ ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีมีพลังอำนาจมากมหาศาลในการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ทางการศึกษา (Fick, 1991) การติดต่อสื่อ สารระหว่างนักศึกษากับอาจารย์เป็นปัจจัยสำคัญต่อความก้าวหน้าของการศึกษาทางไกล สื่อแสดงบทบาทสำคัญต่อการติดต่อสื่อสารระหว่างนักศึกษากับอาจารย์ เมื่อมีการติดต่อสื่อ สารเกิดขึ้นอย่างน้อยที่สุดองค์ประกอบต้องมีผู้ส่ง ผู้รับ และข่าวสาร หากข่าวสารที่ส่งไปเป็นคำสอน นอกจากนักศึกษา อาจารย์ และเนื้อหาวิชาแล้วยังต้องพิจารณาถึงสิ่งแวดล้อม ในการติดต่อสื่อสารทางการศึกษาที่เกิดขึ้น (Berg & Collin, 1995) Moore (1990) กล่าวว่าความ สำเร็จของการศึกษาทางไกลขึ้นอยู่กับเนื้อหาสาระของการสนทนาระหว่างครูและนักศึกษา รวมทั้งประสิทธิภาพของระบบการติดต่อสื่อสารที่ใช้ในกระบวนการเรียนการสอน

มีการแสดงความเห็นในเรื่องความถี่และธรรมชาติของสนทนา Hoffman (1995) กล่าวว่า การสนทนาเป็นความสามารถของนักศึกษาและอาจารย์ในการพูดจาโต้ตอบกัน ระหว่าง ศตวรรษที่ 19 ในสหรัฐอเมริกามีการจัดสอนการศึกษาผู้ใหญ่เพิ่มเติมจากการสอนปกติในหลายมหาวิทยาลัย ในปี ค.ศ. 1873 Anna Ticknor สร้างสังคมการเรียนที่บ้านขึ้นมา โดยมีวัตถุประสงค์เป็นการเปิดโอกาสทางการศึกษาให้แก่สตรีทุกระดับชั้นของสังคม แม้ว่าในเมืองบอสตันซึ่งเป็นสถานที่จัดการศึกษาทางไกล มีอาสาสมัครมาช่วยทำสอนนักศึกษาที่มีอายุมากกว่า 24 ปีขึ้นไป แต่ไม่ประสบความสำเร็จมากนัก (Ticknor, 1891) การติดต่อสื่อ สารในการเรียนการสอนใช้วิธีส่งสื่อพิมพ์ทางไปรษณีย์ ปี ค.ศ.1883 มหาวิทยาลัยไปรษณีย์เกิดขึ้นมีสำนักงานใหญ่อยู่ในมหาวิทยาลัยคอร์แนล แต่การศึกษาทางไกลก็ยังไม่เป็นที่นิยม (Gerrity, 1976) ปี ค.ศ. 1883-1891 คณะศิลปศาสตร์แห่งวิทยาลัยเชาเทาควา (Chautauqua College of Liberal Arts) ให้การรับรองอย่างเป็นทางการแก่การจัดการ ศึกษาทางไปรษณีย์ วิทยาลัยแห่งนี้เป็นของรัฐนิวยอร์ค ได้มอบปริญญาบัตรให้แก่นักศึกษาที่สำเร็จการฝึกงานที่สถาบันภาคฤดูร้อนและผู้ที่สำเร็จการศึกษาทางไปรษณีย์ในปีการศึกษานั้น (Watkins, 1991) มีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงประสิทธิภาพการจัดการศึกษาทางไปรษณีย์กับการจัดการศึกษาแบบเก่า Watkins (1991) เขียนจดหมายถึง William Rainy Harper ศาสตราจารย์สอนภาษาฮิบรู2

แห่งมหาวิทยาลัยเยลว่า เขาเชื่อว่า การศึกษาทางไปรษณีย์ "จะไม่เข้ามาแทนที่การศึกษาแบบปกติ" Watkins (1991) กล่าวไว้ในหนังสือของเธออ้างใน Vincent (1885) ว่า

"เวลาของการศึกษาทางไปรษณีย์มาถึงแล้ว เป็นการเพิ่มจำนวนนักศึกษาให้แก่การ

สอนในวิทยาลัยของเรา นักศึกษาทางไปรษณีย์จะทำให้จำนวนนักศึกษาของเรา

เพิ่มขึ้น"

 

 

วิสัยทัศน์ของ Vincent ทำให้เกิดวิธีคิดใหม่แก่สถาบันอุดมศึกษาเรื่องคุณค่าและอนาคตของการศึกษาทางไกล Watkins (1991) อธิบายว่า Herbert Baxter Adams เป็นผู้นำคนแรกในการพัฒนาขยายการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยออกไปทั่วประเทศ ความกระตือรือร้นในการขยายการศึกษาออกไปเป็นผลดีแก่นักศึกษาของเขา มหาวิทยาลัยจอห์น ฮ๊อฟคินส์ (John Hopkins University) มีนักศึกษากระจายออกไปทั้งประเทศ

ในปี ค.ศ. 1915 การศึกษาทางไปรษณีย์ได้รับความนิยม และยอมรับในประสิทธิภาพ โดยมีการจัดตั้งสมาคมมหาวิทยาลัยส่วนขยายแห่งชาติ (National University Extension Association หรือ NEA) ขึ้น ทำให้มีการพูดถึงประเด็นอื่นๆ เช่น ความจำเป็นของการสอนรูปแบบใหม่ๆ และแนวปฏิบัติระดับชาติในการอุดมศึกษา เช่น นโยบายของมหาวิทยาลัยเกี่ยวกับการยอมรับหน่วยกิตที่เรียนจากการศึกษาทางไปรษณีย์ การโอนหน่วยกิต และมาตร ฐานคุณภาพครูผู้สอนทางไปรษณีย์

จากการค้นพบทางการวิจัยของมหาวิทยาลัยชิคาโก ในปี ค.ศ. 1933 ว่าควรให้การยอมรับการศึกษาทางไปรษณีย์ในฐานะการศึกษาแบบทดลองใหม่ การสร้างนวัตกรรมและ ข้อมูลทางการวิจัย เพื่อการปรับปรุงวิธีการสอน (Garrity, 1976) การศึกษาวิจัยนี้มีสำคัญต่อพื้นฐานความรู้ในสาขาวิชานี้ การใช้ไปรษณีย์เป็นสื่อกลางเป็นระบบการสื่อสารที่มีอิทธิพลยาวนานกว่า 40 ปี แต่มีเทคโนโลยีแบบใหม่เริ่มให้การศึกษาแบบทางเลือกเพิ่มเติมให้แก่การศึกษาทางไปรษณีย์ Pittman (1986) กล่าวว่า

"หลายหน่วยงานที่จัดการศึกษาส่วนขยายในมหาวิทยาลัย ใช้สไลด์และภาพ

เคลื่อนไหวในการสอนในระหว่างช่วงปี 1910-1920 แต่การสอนทางวิทยุ 3

เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่นำมาใช้เสริมในการจัดการศึกษาทางไปรษณีย์"

ระหว่างช่วงเวลาสงครามโลกทั้งสองครั้ง (ปี ค.ศ. 1918-1946) รัฐบาลกลางได้ออกหนังสืออนุญาตวิทยุกระจายเสียงให้แก่วิทยาลัย มหาวิทยาลัย โรงเรียนจำนวน 202 แห่ง มีรายวิชาระดับมหาวิทยาลัยเพียงวิชาเดียวที่จัดทางวิทยุแล้วไม่มีนักศึกษาลงทะเบียนในปี ค.ศ. 1940 (Atkins, 1991) ได้มีการพัฒนาแนวความคิดการสอนทางวิทยุไปเป็นการสอนทางโทรทัศน์ในกลางศตวรรษที่ 20

เกิดสมาคมที่สนับสนุนการจัดการศึกษาขึ้นทั่วโลก การรวมตัวของบริษัทต่างๆ การรถไฟ สมาคม ธนาคารแห่งอเมริกา สหภาพแรงงาน กองทัพบก และกองทัพเรือ สมาคมบริษัทประกันภัยระดับรัฐและประเทศ ได้ให้การยอมรับคุณภาพของการสอนทางไปรษณีย์ (Watkins, 1991) จากความนิยมและความต้องการในการศึกษาทางไปรษณีย์ ทำให้สาธารณ ชนตั้งคำถามใหม่ๆ เช่น ลักษณะของผู้เรียน ความต้องการของนักศึกษา ประสิทธิภาพของการติดต่อสื่อสารคุณค่าของผลที่ได้รับ เมื่อเปรียบเทียบกับการศึกษาแบบพบหน้ากันหมด การหาคำตอบให้แก่คำถามเหล่านี้จำเป็นต้องทำการศึกษาวิจัย เช่น ดุษฎีนิพนธ์ของ Gale Child (1949) ศึกษาเรื่องประสิทธิภาพและความเชื่อถือของการศึกษาโดยวิธีทางไปรษณีย์ (Watkins, 1991) ผลจากการค้นพบคำตอบ เป็นเหตุผลที่ทำให้เกิดการศึกษาวิจัยใหม่ๆที่สนับสนุนการเติบโตของความรู้พื้นฐานของการศึกษาทางไกล (lark (1996) กล่าวว่า "การ ศึกษาเกี่ยวกับการปรับปรุงสื่อที่ใช้ในการสอนเป็นส่วนหนึ่งของการวิจัย นับแต่ Thorndike (1912) ให้การรับรองว่า "สื่อเป็นเครื่องมือสำคัญของการสอน" เพื่อเป็นการสนองตอบความต้องการของประเทศในยามสงคราม มีการจัดสอนโปรแกรมการเรียนภาคขยายด้านเทคนิคและการฝึกอบรม เช่นเดียวกับการเปิดสอนรายวิชาสั้นๆ และรายวิชาใหม่ (Watkins, 1991) หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โทรทัศน์ได้รับการพิจารณาให้เป็นสื่อทางเลือกอีกแบบหนึ่งของการศึกษาทางไปรษณีย์

ในตอนต้นทศวรรษที่ 1950 ผู้นำทางการศึกษาทางไปรษณีย์พยายามต่อสู้เพื่อการยอม รับ และยังคงถูกตั้งข้อสงสัยจากนักวิชาการ (Wright, 1991) ในระหว่างช่วงเวลานั้นมีการศึกษาวิจัยที่ช่วยให้เกิดการยอมรับและการขยายตัวของการศึกษาทางไปรษณีย์ Child (1973) ชี้ให้เห็นว่ามีงานวิจัยน้อยมากที่สนับสนุนการศึกษาทางไปรษณีย์ และความเข้มแข็งของวิธี การสอนในแบบมืออาชีพ ในระหว่างการประชุมนานาชาติ เรื่องการศึกษาทางไปรษณีย์ครั้ง4

ที่ 5 (ICCE) ในอัลเบอร์ต้า แคนนาดา ตัวแทนจากมหาวิทยาลัย และหน่วยงานรัฐบาลเจ้าของมหาวิทยาลัยเอกชน สะท้อนความเห็นเกี่ยวกับความเติบโตของการวิจัยด้านการศึกษาทางไปรษณีย์ (National University Education Association หรือ NUEA,1957) ว่ามูลนิธิฟอร์ดได้แสดงบทบาทสำคัญในการพัฒนาและสนับสนุนเกี่ยวกับการศึกษานานาชาติ ในการศึกษาระดับอุดมศึกษาของสหรัฐอเมริกาด้วยการสนับสนุนของมูลนิธิฟอร์ด มีการริ เริ่มโครงการของเด็กในปี ค.ศ. 1956 ทำการศึกษาเกี่ยวกับการใช้วิธีสอนทางโทรทัศน์ร่วมกับการสอนทางไปรษณีย์ จากการศึกษาครั้งนี้เด็กๆสรุปว่า "การสอนทางโทรทัศน์ไม่ใช่วิธีการสอน แต่โทรทัศน์เป็นเครื่องมือที่เป็นสื่อกลางในการกระจายเสียงจากสถานที่แห่งหนึ่งไปยังสถานที่อีกแห่งหนึ่งเท่านั้น" (Almenda, 1988) เด็กๆพบว่าไม่มีความแตกต่างในการสอนทางโทรทัศน์ และการสอนในห้องเรียนปกติ หรือใช้วิธีการเรียนทางไปรษณีย์ร่วม กับการเรียนทางโทรทัศน์ (Almenda, 1988) ในระหว่างทศวรรษปี 1960-1970 มีการพัฒนาทาง เลือกใหม่เกิดขึ้นในระดับอุดมศึกษาของสหรัฐอเมริกา เหตุผลสำคัญ คือ แนวโน้มการขยาย ตัวในระดับชาติและค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาแบบอยู่ประจำ ความสนใจเรื่องการศึกษาตามอัธยาศัย และการศึกษาที่ไม่ใช่แบบเก่า การเดินทางของประชากร ความเติบโตของกิจกรรมทางอาชีพ ความจำเป็นที่ต้องเรียนเพื่อให้เกิดความรู้ความสามารถใหม่ ความไม่พอใจของสาธารณชนต่อสถาบันการศึกษา ความสำเร็จของมหาวิทยาลัยเปิดแห่งบริเทน (Gerrity, 1976)

มหาวิทยาลัยแห่งบริเทนเป็นวิสัยทัศน์ใหม่แห่งความเป็นอิสระของการศึกษาทางไกลที่แตกต่างจากการศึกษาแบบเก่า มหาวิทยาลัยเปิดแห่งบริเทนได้แสดงบทบาทสำคัญในการพัฒนาการวิจัยสำคัญจำนวนมากโดยวิธีการเรียนทางไกล (Zigerell, 1984) มหาวิทยาลัยเปิดแห่งบริเทนเป็นมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ที่สุด เป็นหน่วยงานทางการศึกษาที่ทันสมัยที่สุดในโลก เป็นผู้นำที่มีการใช้นวัตกรรมสนับสนุนการศึกษาทางไกลมากที่สุด นำมาซึ่งการยอมรับ นับถือและความเชื่อมั่นในโปรแกรมการเรียนทางไปรษณีย์ทั่วโลก ความสำเร็จในการจัดการ ศึกษาของมหาวิทยาลัยแห่งบริเทน คือเหตุผลสำคัญทำให้มีการพัฒนามหาวิทยาลัยเปิดขึ้นในประเทศอื่น เช่น อเมริกา และญี่ปุ่น มหาวิทยาลัยเปิดไม่เพียงแต่สามารถเอาชนะข้อจำกัดในเรื่องเวลา และสถานที่เท่านั้น แต่ยังเอาชนะขอบเขตของประเทศและสัญชาติของผู้เรียนอีกด้วย ปัจจุบันมีนักศึกษาจำนวน 218,000 คน เรียนที่มหาวิทยาลัยเปิดแห่งนี้ มหาวิทยาลัยได้มอบปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก และปริญญาทางด้านการวิจัยให้แก่ผู้เรียน (Open University, 1996) 5

มหาวิทยาลัยเปิดแห่งแรกของสหรัฐอเมริกา คือ วิทยาลัยแห่งรัฐเอ็มไพร์สเตท ของรัฐนิวยอร์ค (New York's Empire State College หรือ NYSES) ซึ่งเปิดทำการอนครั้งแรกเมื่อ ปี ค.ศ. 1471 (Gerrity, 1976) วัตถุประสงค์สำคัญของ NYSES คือทำให้เป็นเรื่องง่ายสำหรับ ผู้เรียนที่อยากได้ปริญญาจากมหาวิทยาลัย แต่ไม่สามารถเดินทางไปเรียนโปรแกรมการเรียนแบบเก่า ซึ่งเป็นรายวิชาที่จัดสอนที่วิทยาเขต โปรแกรมการเรียนของ NYSES ได้ปรับปรุงแนวความคิดในเรื่องหน่วยกิตการเรียน จัดให้มีความยืดหยุ่นมากกว่าในเรื่องข้อกำหนดของมหาวิทยาลัย และข้อจำกัดเรื่องเวลาซึ่งเป็นลักษณะของโปรแกรมการเรียนเพื่อรับปริญญาในแบบเก่า (Gerrity, 1976) มหาวิทยาลัยนี้ได้กำหนดทิศทางที่สนับสนุนกิจกรรมเพื่อความก้าว หน้าของการศึกษาทางไกล คือ ความห่วงกังวลที่มีต่อผู้นำในสาขาวิชานี้บุคคลสำคัญ 2 คนที่แสดงบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการวิจัยในสาขานี้ คือ Charles Wedemeyr แห่งมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน และ Gayle Childs แห่งมหาวิทยาลัยเนบราสก้า (Wright, 1980) Wedemeyer และ Childs ไม่เพียงแต่จะทำให้มหาวิทยาลัยของเขาทั้งสองเป็นผู้นำในการจัดโปรแกรมทางไปรษณีย์เท่านั้น แต่ยังกำหนดทิศทางให้แก่การเจริญเติบโตในระดับชาติและ นานาชาติในเรื่องวิธีการเรียนการสอน บุคคลทั้งสองให้แก่การสนับสนุนแก่แผนกการศึกษาทางไปรษณีย์ของสมาคมการขยายการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยแห่งชาติ (NUEA) และการประชุมนานาชาติของการศึกษาทางไปรษณีย์ สิ่งพิมพ์ หนังสือ และภาพยนตร์ ที่บุคคลทั้งสองจัดทำให้แก่การศึกษาทางไปรษณีย์เป็นการออกแบบด้านกระบวนการเรียนการสอนเป็น แหล่งเรียนรู้ที่ดีมีคุณค่าแก่อาจารย์และนักศึกษาในสาขาวิชานี้

ตอนกลางทศวรรษที่ 1960 มีโครงการวิจัยในสาขาการศึกษาทางไกลเกิดขึ้น เป็นความ หวังสำคัญในกิจกรรมการทำวิจัย และการนิยามความหมายเกี่ยวกับสถานภาพการศึกษาทาง ไกลในระดับมหาวิทยาลัยของสหรัฐอเมริกา ปี ค.ศ. 1968 มีการเปลี่ยนชื่อแผนกการศึกษาทางไปรษณีย์เป็นแผนกการศึกษาด้วยตนเอง แผนกใหม่จัดทางเลือกในการศึกษามากขึ้นในรูปแบบของวิดีโอเทป โปรแกรมการสอน โทรทัศน์ โทรศัพท์ และสื่อประสมอื่นๆที่ใช้การเรียนการสอน (NUEA, 1969)

ในรอบ 20 ปีที่ผ่านไปอาศัยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทำให้นักศึกษาสามารถใช้บริการการศึกษาทางไกลมากขึ้น Zigerell (1984) กล่าวว่า "เทคโนโลยีการติดต่อสื่อสารสมัยใหม่ ทำให้ง่าย สามารถเชื่อมโยงสถาบันการศึกษากับบ้านเข้าด้วยกัน ทำให้บ้านกลาย เป็นสถานที่ทำงานและศูนย์การเรียนชุมชน ทำให้มีการกำหนดนโยบายการจัดการศึกษาผู้ 6

ใหญ่และการเรียนตลอดชีวิต" ในเวลาเดียวกันนักศึกษาที่เรียนทางไกลก็ให้ความสนใจในเรื่องงานและความผิดชอบในการจัดการศึกษาผู้ใหญ่ Feasley (1953) กล่าวว่าผู้ที่เรียนการ ศึกษาทางไกลจะเป็นผู้ที่มีเงื่อนไขผูกมัดตนเอง เช่น การรับจ้างทำงาน ความรับผิดชอบต่อครอบครัว พิการ หรืออาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกล ในทศวรรษที่ 1970-1980 มีการแนะนำความคิดใหม่เรื่อง "การศึกษาทางไกล (distance education)" การเคลื่อนไหวใหม่นี้สร้างความลำบากให้แก่การเรียนด้วยตนเองในแบบเก่า ทำให้เกิดการตรวจสอบและกำหนดคำนิยามใหม่สำหรับสถานที่เรียนของนักศึกษาที่เรียนด้วยตนเอง (Wright, 1991)

มีการใช้สายเคเบิลและโทรทัศน์ดาวเทียมเป็นสื่อในการจัดการศึกษาทางไกล ในตอนปลายทศวรรษที่ 1970 และต้นศตวรรษที่ 1980 (Wright 1991) ระหว่างศตวรรษที่ 1980 มีรายวิชาที่ดีมีคุณภาพในการสอนทางไกล โดยการใช้สายเคเบิลและการส่งสัญญาณทางดาว เทียมเกิดขึ้น แต่ Munshi (1980) กล่าวว่า "น่าเสียดายที่ความพยายามที่จะประเมินผลราย วิชาทางไกลยังได้รับการยกเว้นมากกว่าจะเป็นกฎใช้บังคับ ในฤดูใบไม้ผลิของปี ค.ศ. 1971 มีเครือข่ายที่เกิดจากการรวมตัวของสถาบันอุดมศึกษา 18 แห่ง เช่น University of California, University of Oklahoma, รัฐเพนซิลวาเนีย และรัฐวอชิงตัน เรียกว่า มหาวิทยาลัยส่วนขยาย แบบเอาใจใส่ (Mind Extension University หรือ MEU) ซึ่งจัดสอนโดยใช้ใช้วีดีโอเทปในรายวิชาที่ศึกษาด้วยตนเอง (MEU Catalog, 1991) ความต้องการและการมีส่วนร่วมของสตรีในการศึกษาทางไกลมีส่วนทำให้เกิดการศึกษาทางไกลก้าวหน้าในศตวรรษที่ 1980 จนถึง1990 รายงานการสำรวจการลงทะเบียนเรียนวิชาที่สอนทางไกลใน 5 รัฐ แสดงให้เห็นว่าร้อยละ67 ของผู้ที่เรียนทางไกลเป็นสตรี (Instructional Telecommunication Consortium, 1984) การมีส่วนร่วมของสตรีในการศึกษาทางไกลเกี่ยวข้องโดยตรงกับจุดยืนของสตรีทางการเมืองและสังคมในครอบครัว การเปลี่ยนแปลงมาใช้เทคโนโลยีการทำงาน และความจำเป็นด้านเศรษฐกิจ ตลาดแรงงาน และโอกาสในการทำงานใหม่

งานวิจัยของมหาวิทยาลัยเปิดแห่งบริเทนช่วยกำหนดทิศทาง และจุดเน้นใหม่ให้มีการศึกษาวิจัยในสาขานี้ การจัดพิมพ์งานวิจัยในปี ค.ศ. 1989 ทำให้เกิดโอกาสในการรวบรวมข้อมูลข่าวสารสนเทศเกี่ยวกับโครงการวิจัยที่กำลังทำอยู่ และผลการค้นพบของงานวิจัยเมื่อเร็วๆนี้ ในสาขาวิชาการศึกษาทางไกล จนกระทั่งมาถึงจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ ซึ่งขณะนั้นในสหรัฐอเมริกาการหางานวิจัยของสถาบันการศึกษากระทำได้ยาก (Moore, 1985; Rumble & Harry, 1982) 7

Codeway (1982) กล่าวว่าเหตุผลข้อจำกัดของการทำวิจัยในสาขาการศึกษาทางไกล มีดังนี้

1. นักวิชาทางการศึกษาไม่ค่อยทำการวิจัยในสาขาวิชานี้ในระหว่างเวลาการออกแบบ ระบบการศึกษาทางไกล

 

2. ไม่มีแนวคิดใหม่ๆในการทำวิจัยเกี่ยวกับการเรียนทางไกล ดังนั้นจึงเป็นการยากที่จะหาเงินทุนอุดหนุนการวิจัย

 

3. บางสถาบันการศึกษาก็ติดอยู่ว่าต้องให้ค่านิยามเกี่ยวกับของเขตและตัวแปรให้ชัด เจน

 

4. นักวิจัยทางการศึกษามักจะตั้งคำถามที่ไม่มีผลในทางปฏิบัติหรือแม้แต่ความเกี่ยว ข้องกับทฤษฎี

 

5. ผู้วิจัยการเรียนทางไกลชอบใช้ทำการทดสอบโดยใช้ตัวแปรที่เป็นการแบ่งชั้นแบ่งประเภท เช่น การเปรียบเทียบการเรียนทางไกลกับการเรียนในห้องเรียนปกติ

ความก้าวหน้าทางโทรคมนาคมและเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ช่วยเร่งให้เกิดความร่วมมือ ในระดับชาติและนานาชาติทั้งการวิจัยและเอกสาร (Feasley, 1991) เทคโนโลยีทำให้เกิดกระบวนการวิจัย การเก็บข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล ช่วยอำนวยความสะดวกให้เกิดความรวดเร็วในการจัดทำรายงาน Calvert (1986) เสนอกรอบแนวคิดที่เป็นประโยชน์ต่อการทำวิจัยในสาขาวิชาการศึกษาทางไกล โดยกำหนดให้มีตัวแปรหลัก 3 ประการ ได้แก่ สิ่งที่นำเข้า วิธีดำเนินการวิจัย และผลลัพธ์ที่ออกมา แบ่งตัวแปรที่นำเข้าและผลที่ได้รับเป็นตัวนักศึกษาหรือตัวแปรที่เป็นระบบ และแบ่งตัวแปรในการทำงานเป็นพัฒนาการในการทำงานหรือตัวแปรที่ให้มา

ความต้องการการศึกษาทางไกลมีมากขึ้น ทำให้เกิดความกังวลในเรื่องประสิทธิภาพการจัดการศึกษาทางไกล และการเปลี่ยนวิธีสอนซึ่งถูกกำหนดขึ้นมาจากความเจริญก้าวหน้า

ของเทคโนโลยี เมื่อเร็วๆนี้ คณะกรรมการเฉพาะกิจของสหพันธ์ครูแห่งอเมริกา (American Federation of Teachers (AFT) ระบุว่าเรารู้น้อยมากเกี่ยวกับประสิทธิภาพการเรียนทางไกล และต้องการให้มีการทำวิจัยมากขึ้นอีก (Twigg, 1996) ในเวลาเดียวกัน Clark, (1996) กล่าวว่า สื่อในรูปแบบต่างๆเป็นเพียงยานพาหนะที่นำคำสอนไป แต่ไม่มีอิทธิพลใดต่อสัมฤทธิผลทาง การ เรียนของนักศึกษาเหมือนกับรถบรรทุกที่บรรทุกสินค้าของชำ ไม่มีผลอันใดต่อรส 8

ชาติของอาหาร Clark เชื่อว่าตัวแปรที่มีอิทธิพล ได้แก่ วิธีการสอนที่นำมาใช้ในการเรียนทางไกล

แม้ว่าจะมีตัวเลขการเติบโตของการศึกษาทางไกลในสถาบันอุดมศึกษา แต่มีการศึกษาน้อยมากที่ตรวจสอบประสบการณ์การเรียนของนักศึกษา ประสิทธิภาพของวิธีการสอน และ ความเข็มแข็งและข้อจำกัดของรูปแบบวิธีการเรียนและการสอน Russell (1996) สำนักงาน การสอนทางโทรคมนาคม ของมหาวิทยาลัยแห่งรัฐคาโรไลน่า จัดทำสรุปย่อรายงานการวิจัย บทคัดย่อ และบทความตั้งปี ค.ศ. 1945 จนถึงปัจจุบันเปรียบวิธีการจัดการศึกษาเพราะแรง ผลักดันของเทคโนโลยีกับการสอนแบบเก่าในห้องเรียน ผลจากการรวบรวมงานวิจัยและคัด ลอกข้อความ ชี้ให้เห็นว่าจากรายงานจำนวน 218 ฉบับ ปรากฏว่านักศึกษาที่เรียนทางไกลโดยเทคโนโลยีเรียนได้ดีเท่ากับวิธีเรียนแบบพบหน้ากัน นอกจากนี้ประสิทธิภาพของประสบ การณ์เรียนและการมีส่วนร่วมของนักศึกษาเป็นเหตุผลสำคัญที่ดึงดูดใจผู้เรียน

Wallace (1991) ในดุษฎีนิพนธ์ของเธอชื่อ "การรับรู้ของอาจารย์และนักศึกษาการ ศึกษาทางไกลที่มีต่อการใช้โทรทัศน์เพื่อการศึกษา [Faculty and Student Perceptions of Distance Education Using Televison (TV) ] แสดงเหตุผลว่า การที่ผู้ใหญ่มีส่วนร่วมในการ ศึกษาทางโทรทัศน์ เพราะมีโอกาสได้รับปริญญาโทวิชาเอกบริหารธุรกิจ (MBA) ถึงร้อยละ 90.9 มีโอกาสได้ยกระดับทักษะการทำงานร้อยละ 75.7 และมีโอกาสได้เรียนความคิดทางธุรกิจเพิ่มขึ้นร้อยละ83.2 การค้นพบของเธอแสดงให้เห็นวัตถุประสงค์ของผู้เรียนในการ ศึกษาต่อเนื่องของการศึกษาผู้ใหญ่ นักศึกษาที่เรียนโปรแกรมทางทีวีส่วนใหญ่มีความลำบากและประสบการณ์ที่พึงพอใจในการใช้เทคโนโลยี Wallace เสนอให้ทำการศึกษาเพิ่มเติมเรื่องแหล่งเรียนรู้ ความต้องการฝึกอบรมทั้งอาจารย์และนักศึกษาเจตคติของครูที่มีต่อผู้เรียนทางไกล การประเมินผลประสบการณ์ทางการเรียนของโปรแกรมการเรียนที่ไม่ได้จัดให้มีปฏิสัมพันธ์กันในหมู่ผู้เรียน การศึกษาติดตามเพื่อเปรียบเทียบการปฏิบัติของนักศึกษากลุ่มนี้กับนักศึกษาที่เรียนแบบพบหน้ากันหมดในห้องเรียน นอกจากนั้น Wallace ยังได้รับรองว่าการใช้แบบอีเมล์เมื่อเปรียบเทียบกับระบบการศึกษาทางโทรทัศน์ สามารถช่วยอำนวยความ สะดวกให้แก่นักศึกษาและอาจารย์ได้ดีกว่า ผลการค้นพบที่สำคัญของ Wallace คือ การ ศึกษาต่อเนื่องเป็นสิ่งที่จำเป็นของการปฏิบัติงานให้ดีขึ้น และความก้าวหน้าของตลาดแรง งาน เธอเสนอจะแนะให้มีการใช้เทคโนโลยีเสมือนจริง [email กับเทคโนโลยีที่เห็นภาพ9

จริง (TV) ] และความต้องการของนักศึกษาและอาจารย์ในการฝึกอบรมเป็นประเด็นสำคัญของโปรแกรมการศึกษาทางไกล

ผู้เขียน

(Ball State University)

ที่มา :

http://www.bsu.edu/classes/nasseh/Study/history.html

ผู้แปล :

ศักดา ปัญจพรผล email : [email protected]

เพื่อประโยชน์ในการจัดการศึกษาทางไกลของประเทศไทย

: บทความนี้เขียนโดย Bizhan Nasseh อาจารย์แห่งมหาวิทยาลัยรัฐบอลสเตท