ครูกับการวิจัยในชั้นเรียน
การวิจัยเชิงปฏิบัติการ ( Action Research ) ทางเลือกใหม่ที่น่าสนใจ
ความหมาย
การวิจัยเชิงปฏิบัติการคือการวิจัยประเภทหนึ่งซึ่งใช้กระบวนการปฏิบัติอย่างมีระบบ ผู้วิจัยและผู้เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมในการปฏิบัติการ และวิเคราะห์วิจารณ์ผลการ
ปฏิบัติโดยการใช้ วงจร 4 ขั้นตอน คือ การวางแผน การลงมือกระทำจริง การสังเกต และการสะท้อนผลการปฏิบัติ การดำเนินการจะต้องต่อเนื่อง เพื่อจะนำไปสู่การ
ปรับปรุงแผน เข้าสู่วงจรใหม่ จนกว่าจะได้ข้อสรุปที่แก้ไขปัญหาได้จริง หรือสภาพการณ์ของสิ่งที่ศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การวิจัยในชั้นเรียนแตกต่างกับการวิจัยเชิงวิชาการทั่วๆไปอย่างไร
มีคำอยู่ 2 คำ คือ การวิจัยเชิงปฏิบัติการ กับการวิจัยเชิงวิชาการทั่วไป ซึ่งการวิจัยเชิงปฏิบัติการอาศัยระเบียบวิธีวิจัยเช่นเดียวกับการวิจัยเชิงวิชาการทั่วไป
แต่มีจุดที่แตกต่างกัน
ดังที่ Mc Kerman 1988 (พร้อมพรรณ อุดมสิน, 2543 : 73 ) ได้กล่าวไว้ สรุปได้ดังนี้
- การวิจัยเชิงปฏิบัติการมีจุดเน้นที่ผลการวิจัยในชั้นเรียนนั้นนำไปใช้เฉพาะจุด เฉพาะที่ และเฉพาะเรื่อง โดยนำผลการวิจัยไปใช้แก้ปัญหาได้ทันทีท่วงที
-
ผู้วิจัยที่เป็นผู้ทำวิจัยเดี่ยวหรือเป็นผู้ร่วมโครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการนั้น ผู้วิจัยจะถูกกระตุ้นให้แสวงหาความรู้ ความเข้าใจในเรื่องทางการศึกษาและปัญหา
ที่เกี่ยวกับหลักสูตรอย่างลึกซึ้ง -
การวิจัยเชิงปฏิบัติการเป็นการกระตุ้นให้มีการร่วมมืออย่างเสมอภาคกันของผู้ร่วมโครงการวิจัยทั้งในส่วนของกระบวนการทำวิจัยและการนำผลการวิจัย
ไปใช้ - การวิจัยเชิงปฏิบัติการเป็นการวิจัยที่มุ่งหวังประโยชน์หรือหาคำตอบในช่วงสั้น ซึ่งนำไปสู่การวิจัยเชิงประยุกต์
จากลักษณะการวิจัยเชิงปฏิบัติการดังกล่าว ครูที่มุ่งหาคำตอบที่เป็นความรู้หรือข้อมูลที่จะนำไปใช้ในการแก้ปัญหาในชั้นเรียนก็ถือว่าเป็นหารวิจัยในชั้นเรียนนั่นเองผลการวิจัยสามารถนำไปใช้ในการทำงาน
หรือพัฒนางานของ โรงเรียนและผู้ที่เกี่ยวข้องได้ด้วย
ขั้นตอนการวิจัยเชิงปฏิบัติการ
กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการมีเป้าหมายหลักเพื่อพัฒนาและปรับปรุงสภาพการเรียนการสอนจริงในโรงเรียนของครูให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น มีลำดับขั้นตอน ดังนี้
- ขั้นวางแผน
- ขั้นปฏิบัติการ
- ขั้นสังเกตการณ์
- ขั้นสะท้อนการปฏิบัติ
ขั้นที่ 1 ขั้นวางแผน
เริ่มต้นจากผู้วิจัยหรือครูผู้สอนสำรวจและวิเคราะห์ปัญหาที่สำคัญเพื่อนำมาแก้ไข ซึ่งสามารถดำเนินการได้หลายลักษณะ เช่น สำรวจข้อมูลในลักษณะ
รูปก้างปลาสำรวจ พฤติกรรมของผู้เรียน การสังเกตของครู ข้อมูลจาการประเมินของผู้เกี่ยวข้องเป็นต้น
วิธีการหาแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับปัญหา
เพื่อให้เข้าใจสภาพของปัญหาในชั้นเรียนอย่างครอบคลุม เราสามารถใช้ตารางวิเคราะห์สภาพการณ์ของปัญหา ดังตารางข้างล่างนี้
ตารางวิเคราะห์สภาพปัญหา
|
ปัญหา
|
สาเหตุ |
ทางเลือกในการแก้ไข |
แนวทางแก้ไขต้องการ |
|
ด้านตัวครู |
|
|
จัดกิจกรรมที่เน้นนักเรียนเป็นศูนย์กลาง |
|
ด้านนักเรียน |
|
|
............................................. |
|
ด้านเนื้อหาวิชา |
|
|
.............................................. |
|
ด้านสิ่งแวดล้อม |
|
|
............................................ |
ข้อแนะนำในการเลือกหัวข้อจะทำวิจัยในขั้นสุดท้ายที่ควรคำนึง ดังต่อไปนี้
- หัวข้อนั้นสำคัญต่อครูผู้วิจัยอย่างไร
- หัวข้อนั้นสำคัญต่อนักเรียนอย่างไร
- มีใครช่วยได้บ้าง
- ข้อจำกัดที่จะพบทั้งแง่ของการปฏิบัติและงบประมาณ
- ความสามารถของครูวิจัยในการดำเนินงานการวิจัย
เมื่อได้ดำเนินงานตามขั้นตอนนี้แล้ว ในขั้นนี้อาจจะต้องขอความร่วมมือจากผู้อื่นหรือผู้ช่วยวิจัยเพื่อกำหนดหัวข้อที่จะดำเนินงานวิจัยให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ปรึกษาหารือว่าจะใช้เครื่องมืออะไร เก็บรวบรวมข้อมูลอย่างไร วิเคราะห์อย่างไร ให้สถิติแบบใดบ้าง จนเกิดความมั่นใจในการปฏิบัติต่อไป
ขั้นที่ 2 ขั้นลงมือปฏิบัติ
เป็นการนำแนวคิดที่กำหนดเป็นกิจกรรมในขั้นวางแผนที่วางไว้มาดำเนินการ ในขั้นนี้ ครูผู้วิจัยจะต้องพบปัญหาในการวิจัยมากมาย แผนที่วางไว้จะต้องกำหนดให้สามารถยืดหยุ่นได้ เปลี่ยนแปลงไปตามความเหมาะสมโดยกำหนดให้เกิดความสมดุลกับการปฏิบัติจริงในห้องเรียน
ขั้นที่ 3 ขั้นสังเกตการณ์
เป็นการสังเกตการณ์เปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ซึ่งสังเกตกระบวนการของการปฏิบัติการ และผลของการปฏิบัติการ พร้อมทั้งจดบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งที่คาดหวัง
และไม่คาดหวัง การสังเกตนี้หมายถึงการรวบรวมข้อมูลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติ ทั้งโดยการเห็นด้วยตาและการฟังและการใช้เครื่องมืออาจเป็นแบบทดสอบวัดผล
ที่ออกมาเป็นตัวเลข แบบสอบถามที่ต้องการทราบถึงสิ่งเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในขณะที่ดำเนินการวิจับควบคู่ไปกับการสังเกตผลของการปฏิบัติ เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลมีหลายวิธี ครูผู้วิจัยทำวิจัยจะต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมพิจารณาข้อดีข้อเสียของเครื่องมือแต่ละชนิดเพื่อนรวบรวมข้อมูล
ให้มีประสิทธิภาพมากที่สุดมีรายละเอียดดังนี้
- การบันทึกสนาม เป็นการจดบันทึกพฤติกรรมของผู้เรียน ผู้วิจัยบันทึกตามสภาพที่เห็น โดยไม่ได้แสดงความคิดเห็นส่วนตัวหรือการแปลความหมาย การบันทึกลักษณะนี้จะทำให้ได้พฤติกรรมตามสภาพที่เป็นจริง
-
การสัมภาษณ์ เทคนิคการสัมภาษณ์ทำให้ใช้คำถามได้ยืดหยุ่นมากกว่าการรวบรวมแบบสอบถาม การสัมภาษณ์สามารถดำเนินการได้ 3 ลักษณะ คือ
แบบไม่ได้วางแผน คือ การสนทนาอย่างไม่เป็นทางการระหว่างครูกับครู ครูกับนักเรียน แบบวางแผนแต่ไม่มีโครงสร้างเปิดโอกาสให้คู่สนทนาเลือกหัว
ข้อที่สนใจที่จะพูด ผู้สัมภาษณ์จะใช้คำถามอื่นประกอบเพื่อให้คำตอบที่ชัดเจนเข้าประเด็น แบบสุดท้ายคือแบบมีโครงสร้างคือการสัมภาษณ์ที่เป็นไปตามชุด
ของคำถามที่เตรียมการไว้ -
การใช้สังคมมิติ เพื่อตรวจสอบความสัมพันธ์เชิงสังคมในกลุ่มนักเรียนโดยใช้คำถามว่า เขาชอบที่จะทำงานหรือไม่ทำงานกับใครเพื่อนที่ตนเองรักมาก
ที่สุดคือใคร อยากจะทำงานร่วมกับใครมากที่สุด แล้วนำชื่อนักเรียนเหล่านั้นมาโยงความสัมพันธ์ว่าใครเป็นที่นิยมของกลุ่มหรือใครถูกเพื่อนเพิกเฉย -
แบบสอบถาม เป็นแบบสอบถามที่ถามข้อมูลเกี่ยวกับความคิดเห็นของผู้ตอบเราสามารถใช้ได้ทั้งแบบปลายเปิดและปลายปิด เลือกให้เหมาะสมกับลักษณะ
ข้อทูลที่ต้องการ ที่สำคัญผู้วิจัยจะต้องกำหนดหัวข้อเรื่องที่จะถามให้รัดกุมและครอบคลุม -
การใช้แบบตรวจสอบรายการ เพื่อให้การบันทึกพฤติกรรมมีความเชื่อถือมากขึ้น ผู้วิจัยอาจสร้างรายการแสดงปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูและนักเรียนแล้วใช้ประกอบการสังเกตโดยกาพฤติกรรมที่เกิดขึ้นไปตามรายการที่มีอยู่ เช่น การใช้
คำถามของครู การาตอบของนักเรียน พฤติกรรมการเรียน การทำแบบสอบถาม เป็นต้น - การบันทึกเสียง การบันทึกเสียงเป็นวิธีการที่สะดวกและง่าย แต่ก็มีข้อดีข้อด้อยแตกต่างกัน ข้อดีคือสามารถนำมาวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างละเอียด ข้อด้อยคือไม่สามารถบันทึกกิจกรรมที่นักเรียนแสดงท่าทางได้
- การใช้วีดีทัศน์ สามารถบันทึกพฤติกรรมได้ทุกขั้นตอน บันทึกได้ทั้งภาพและเสียง สามารเห็นพฤติกรรมทั้งชั้น หรือเลือกบันทึกรายการประเด็นน่าสนใจ มีความเที่ยงตรงค่อนข้างสูง
- การใช้แบบทดสอบ เพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นการรวบรวมข้อมูลความสามารถทางด้านสมองของผู้เรียน
ขั้นที่ 4 ขั้นสะท้อนผลการปฏิบัติ
ขั้นสุดท้ายของการวิจัยเชิงปฏิบัติการคือการตรวจสอบกระบวนการปัญหา หรือสิ่งที่เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติการ ผู้วิจัยจะต้องตรวจสอบปัญหาที่เกิดขึ้นในแง่มุมต่างๆตามสภาพแวดล้อมของโรงเรียนหรือกิจกรรมที่กำลังศึกษา โดยผ่านกระบวนการถกอภิปรายปัญหา
การประเมินโดยกลุ่ม ให้ได้แนวทางการพัฒนาขั้นตอนดำเนินกิจกรรม และเป็นพื้นฐานข้อมูลที่จะเป็นแนวทางไปสู่การปรับปรุงและการวางแผนการปฏิบัติต่อไป
การวิจัยเชิงปฏิบัติการ ผู้วิจัยจะต้องตระหนักอยู่เสมอ คือกลุ่มมีความสำคัญต่อกระบวนการดำเนินการวิจัย ไม่ควรทำตามลำพัง การวิจัยควรดำเนินการตาม
วงจร 4 ขั้นตอน คือ การวางแผน การปฏิบัติจริง การสังเกต และการสะท้อนการปฏิบัติ กระทำซ้ำๆตามวงจร จนกว่าจะได้ผลปฏิบัติตามจุดมุ่งหมาย สำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลการวิจัยเชิงปฏิบัติการ ใช้วิธีของการวิจัยอธิบายความ ซึ่งจะนำมาสู่การสรุปเป็นผลงานวิจัย และแสดงให้เห็นแนวทางหรือรูปแบบการปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพ เพื่อแก้ไขปัญหาในเรื่องราวของสิ่งที่ศึกษานั้น
เป็นงานวิจัยที่ครูผู้สอนควรนำไปใช้พัฒนางานอย่างดียิ่ง ขอบคุณที่นำมาฝากให้ได้อ่าน