ผ.ศ. เสาวลักษณ์ สุขวิรัช*
ทางสองแพร่งของจริยธรรมการบริหารรัฐกิจ
“การบริหารรัฐกิจแนวเก่า” และ “การจัดการภาครัฐแนวใหม่” ให้ความสนใจและความสำคัญกับการพัฒนาการบริหารภายในองค์การหรือระบบราชการเพื่อให้บรรลุคุณค่าที่สำคัญคือ“ประสิทธิภาพ” (Bureaucracy and efficiency) ส่วนการบริการประชาชนแนวใหม่ ให้ความสนใจและความสำคัญกับแนวคิดเรื่องความเป็นพลเมืองแบบประชาธิปไตย การมีส่วนร่วมของพลเมืองในการกำหนดผลประโยชน์สาธารณะและการมีความรับผิดชอบร่วมกันของพลเมืองและรัฐบาลในการบริหารงานภาครัฐ การตรวจสอบอย่างเป็นประชาธิปไตย ความยุติธรรม ความเป็นธรรม ความเสมอภาคและมิติความเป็นมนุษย์ของข้าราชการเพื่อให้บรรลุคุณค่าที่สำคัญ คือ “ความเป็นประชาธิปไตย” การบริหารรัฐกิจแนวเก่า มีรากฐานจากทฤษฎีทางการเมืองและสังคม มองข้าราชการว่าเป็น “คนที่ทำหน้าที่บริหาร” ผลประโยชน์สาธารณะถูกกำหนดโดยฝ่ายการเมืองและอยู่ในรูปของกฎหมาย ประชาชนถูกมองว่าเป็นผู้มาขอรับบริการและผู้มีสิทธิเลือกตั้ง บทบาทของข้าราชการคือปฏิบัติตามนโยบายที่ถูกกำหนดโดยฝ่ายการเมือง เพราะข้าราชการเปรียบเสมือนฝีพายที่ต้องพายตามคำสั่ง การบริหารงานเป็นไปตามโครงสร้างของหน่วยงานที่มีอยู่ ข้าราชการต้องรับผิดชอบต่อผู้บังคับบัญชาตามลำดับขั้นและต่อฝ่ายการเมือง ข้าราชการมีดุลยพินิจที่ค่อนข้างจำกัด โครงสร้างองค์การมีการจัดแบ่งอำนาจหน้าที่ชัดเจนและมีสายการบังคับบัญชาที่ลดหลั่นกันจากสูงลงมาต่ำ และเน้นการควบคุมตามกฎ ระเบียบ ข้อบังคับ การจูงใจข้าราชการอยู่ที่ค่าตอบแทนและสวัสดิการและความมั่นคงในการทำงาน
การบริการภาครัฐแนวใหม่ ให้ความสำคัญกับ “ประชาธิปไตย” ว่าเป็นคุณค่าหลักที่สำคัญ แนวทางนี้มีรากฐานจากทฤษฎีเกี่ยวกับประชาธิปไตย และแนวทางอื่น ๆ ในการแสวงหาความรู้ ซึ่งรวมถึงแนวทางแบบประจักษ์นิยม แนวทางการ ตีความ แนวทางเชิงวิพากษ์วิจารณ์ และแนวทางแบบโพสต์โมเดิร์น มองข้าราชการว่าเป็นคนมีเหตุผลในเชิงยุทธศาสตร์ที่ใช้เหตุผล ทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ และองค์การ มองผลประโยชน์สาธารณะว่าเป็นผลจากการพูดคุยเกี่ยวคุณค่าที่มีร่วมกัน มองประชาชนว่าเป็นพลเมืองซึ่งมีทั้งสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบ นักบริหารหรือข้าราชการมีบทบาทรับใช้ประชาชน เพราะประชาชนคือเจ้าของประเทศตัวจริง ข้าราชการต้องมีบทบาทในการเจรจาไกล่เกลี่ย และเป็นตัวกลางที่จะทำให้เกิดค่านิยมร่วมกันในหมู่พลเมือง ชุมชน และกลุ่มต่าง ๆ กลไกที่จะทำให้บรรลุผลตามวัตถุประสงค์ของนโยบายคือการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อให้บรรลุผลที่ตกลงร่วมกัน มองว่ากลไกการตรวจสอบมีหลากหลาย ทั้งด้านกฎหมาย ค่านิยมของชุมชน บรรทัดฐานทางการเมือง มาตรฐานทางด้านวิชาชีพ และผลประโยชน์ของพลเมือง ข้าราชการควรมีดุลยพินิจแต่ต้องมีการควบคุมและตรวจสอบ โครงสร้างองค์การควรเป็นแบบร่วมมือกันโดยมีผู้นำร่วมทั้งจากภายในและภายนอกองค์การ ส่วนปัจจัยจูงใจข้าราชการและนักบริหารคือการได้รับใช้ประชาชนและการได้ทำประโยชน์ให้แก่สังคม
จากแนวทางการศึกษาการนำนโยบายไปปฏิบัติ โดยท่าน วรเดช มี 4 แนวทางนั้น เป็นไปในแนวทางที่ 4 คือ แนวทางการเมือง ซึ่งมี ฐานคติ, การนำนโยบายไปปฏิบัติจะได้ผลสูงสุดจากความชัดเจนของสถาบันที่กำหนดนโยบายและข้อบังคับ โดยคาดหวังว่าการนำนโยบายไปปฏิบัติจะเป็นไปตามความตั้งใจของนโยบายเต็มที่, เป็นทัศนะเชิงปทัสถาน, เป็นตัวแบบการบริหารที่สมบูรณ์ ประกอบด้วย ระบบบริหารที่มีเอกภาพ กฎระเบียบประเพณีปฏิบัติมีแบบแผนเดียวกัน การเชื่อฟังอย่างสมบูรณ์และไม่มีความกดดันเรื่องเวลา ซึ่งเกี่ยวข้องกับทฤษฎีการบริหารและการจัดการขององค์กรนั้น