คิดจะเป็นนักดนตรี ชีวิตนี้จะเอาอะไรกิน????
สวัสดีครับ วันนี้ผมจะมาบอกเล่าเรื่องราวส่วนหนึ่งในชีวิต
ที่อาจจะเป็นข้อคิดดีๆสำหรับพ่อแม่ และเด็กๆ
ที่กำลังจะตัดสินใจที่จะเลือกเรียนทางด้านดนตรี
ตั้งแต่เด็กๆ ผมเป็นเด็กคนหนึ่งที่มีผลการเรียนเป็นที่น่าพอใจ
จนเมื่อผมขึ้นเรียนชั้น ม.2 เพื่อนได้แนะนำให้ผมเข้าไปเรียนดนตรีไทยของโรงเรียน
และตั้งแต่นั้นมา ผมก็ได้เป็นนักดนตรีของโรงเรียน
คอยช่วยเหลือกิจกรรมต่างๆ ที่มีทั้งในโรงเรียนและนอกโรงเรียน
ซึ่งสิ่งหนึ่งที่ผมประทับใจมาก นั่นก็คือ การได้เข้าร่วมประกวดชิงถ้วยพระราชทานต่างๆ
จนเมื่อผมใกล้จะสำเร็จการศึกษาในระดับมัธยมต้น
ผมรู้สึกลังเล เพราะตอนนี้ผมต้องเลือก ว่าผมจะเดินหน้าไปทางใด
ผมเลือกที่จะเรียนต่อในสายสามัญ คือ ม.4 - ม.6 ในแผนวิทย์-คณิต
เพื่อที่จะไปสอบเทียบเป็นนักเรียนเตรียมทหารที่ผมใฝ่ฝัน
แต่มันไม่ง่ายอย่างที่ผมคิด การสอบเข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหาร จะต้องเตรียมพร้อมเป็นอย่างมาก
แม้ผมจะไปเรียนกวดวิชาเพิ่มเติมก็ตาม ผมก็ยังสอบไม่ติด
มันทำให้ผม ต้องเปลี่ยนเส้นทางชีวิตของตนเองเสียใหม่
ตลอดระยะเวลาที่ผมเรียนนั้น ผมก็ยังคงเรียนดนตรีไทย เป็นนักดนตรีไทยของโรงเรียนไปด้วย
นั่นอาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผม มีเวลาในการเตรียมตัวสอบไม่เพียงพอ
แต่ผมเองก็ไม่ได้เสียใจอะไร เมื่อผมสอบไม่ติด ผมก็กลับมาตั้งใจซ้อมดนตรีไทยตามเดิม
คราวนี้ เริ่มมีการฝึกซ้อมเพื่อไปประกวดชิงถ้วยพระราชทานของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ
ที่มหาวิทยาลัยบูรพา ผมเป็นหนึ่งคนที่ได้รับคัดเลือกให้เล่นในวง ในตำแหน่ง กลองแขก
พวกเราตั้งใจซ้อมกันทุกวัน จนเย็น ทุกคนมีความหวังที่จะต้องเอาชนะการประกวดนี้ให้ได้
ด้วยศักดิ์ศรี และ ความภูมิใจ ผลการแข่งขัน พวกเราได้รางวัลชนะเลิศ
และได้เข้าเฝ้า รับถ้วยพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนฯ
ผมดีใจอย่างยิ่งที่ได้เข้าเฝ้าอย่างใกล้ชิด พระองค์ท่านพูดคุยกับพวกเราอย่างไม่ถือพระองค์
หลังจากวันนั้น ผม ก็มีความคิดที่จะเรียนด้านดนตรี ต่อไป ในระดับมหาวิทยาลัย
เพราะผมได้เห็นรุ่นพี่ๆ ที่จบไป ได้เรียนในที่ดีๆ และทำงานดีๆ
หลังจากที่จบ ม.6 ผมตั้งใจไว้ว่าจะเข้าเรียนดนตรีที่วิทยาลัยครูบ้านสมเด็จ
ทำให้ผมไม่เครียดกับการเอนทรานซ์ หลังจากที่ผมได้เข้าเรียนที่ วิทยาลัยครูบ้านสมเด็จแล้ว
มีคนพูดกับผมว่า คิดจะเป็นนักดนตรี ชีวิตนี้จะเอาอะไรกิน????
ผมเองไม่ใส่ใจกับคำพูดเหล่านี้มากนัก แต่พ่อแม่ ที่เป็นห่วงผม ท่านไม่เคยห้ามว่าผมจะเรียนอะไร
ท่านให้ผมตัดสินใจเองทุกอย่าง จนเมื่อมีคนมาพูดบ่อยๆเข้า
มันจึงเป็นแรงผลักดันให้ผม คิดที่จะทำให้พวกเขาเหล่านั้นได้รู้ว่า
การเรียนดนตรีที่ใครๆเห็นว่าเป็นการเต้นกินรำกินนั้น ได้อะไรมากกว่านั้นเยอะ
หลังจากที่ผมได้เข้าเรียนแล้ว รุ่นพี่ ได้ชักชวนให้ผมไปทำงานเพื่อหารายได้พิเศษในช่วงเลิกเรียน
ผมเริ่มทำงานตั้งแต่เข้าปี1 ได้ไม่นานนัก ผมไปทำงานที่โรงแรมแห่งหนึ่ง
เป็นงานเล่นดนตรีไทย ประกอบรำ ตั้งแต่เวลา 19.30 - 21.30 น.
เริ่มต้นการทำงานด้วยเงินวันละ 150 บาท ถึงแม้ผมจะไม่ได้ไปทำที่นั่นทุกวัน
แต่เดือนๆหนึ่ง ผมก็มีเงินมาช่วยแบ่งเบาภาระพ่อแม่ผมได้ หลังจากผมทำงานที่นี่ ก็เริ่มมีที่อื่นมาให้ผมได้ไปแทนงาน จนเดือนๆหนึ่ง ผมแทบไม่ได้หยุด
ตอนนั้นผมยังมีแรงครับ ทำงานได้ทุกวัน ไม่เหนื่อย เพราะยังสนุกกับชีวิต มีเท่าไหร่ก็ไปทำ
แล้วอีกอย่าง จะมีงานที่ไหนบ้าง ที่ทำเพียงแค่ 2-3 ชม แล้วได้เงินมาง่ายๆ แถมยังได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรักอีกต่างหาก
ตอนนี้ผมช่วยแบ่งเบาภาระพ่อแม่ผมได้บ้างแล้ว แต่ก็ยังมีคนที่ยังพูดว่า คิดจะเป็นนักดนตรี ชีวิตนี้จะเอาอะไรกิน????
มันก็ยิ่งทำให้ผมฮึด หาทางทำให้เขารู้จนได้
จนเมื่อตอนผมเรียน ปีที่ 4 ได้มีโครงการฝึกสอนที่ต่างประเทศของมหาวิทยาลัย
ผมจึงไปสอบแข่งขันกับเพื่อนๆ เพื่อไปฝึกงานที่นั่นเป็นเวลาหนึ่งปี
ผม กับเพื่อนๆ อีก 6 คน ได้รับคัดเลือกให้ไปแต่ละที่
ผมกับเพื่อนผู้ชาย อีก 2 คน ไปฝึกงานที่วัดป่าธรรมชาติ ประเทศสหรัฐอเมริกา
เพื่อน ผู้หญิงอีก 2 คนไปที่ แอลเอ ประเทศสหรัฐอเมริกา
ส่วนที่เหลืออีก 2คน ไปที่ประเทศนิวซีแลนด์
พอ พ่อแม่ผมรู้ ว่าผมได้ไปต่างประเทศ พ่อแม่ผมดีใจกันใหญ่
ไม่นานนักก็รู้กันทั้งหมู่บ้าน คนที่เคยพูดดูถูกไว้ ว่า เรียนไปจะทำอะไรกิน พวกเขาคงคิดที่จะเปลี่ยนคำพูดใหม่
เพราะผมเอง ก็ทำให้พวกเค๊าได้เห็นแล้วว่า การเรียนดนตรี มันมีอะไรมากกว่าที่คิดไว้อีกเยอะ
ทุกวันนี้ ผมเป็นครูอยู่ที่ โรงเรียนเตรียมอุดมน้อมเกล้า สมุทรปราการ
ผมเป็นครูสอนดนตรีไทย และมีความสุขอยู่กับมัน ผมยังคิดถึงวันวาน วันเก่าๆที่ผมเคยเป็นเด็กนักเรียน
ผมจะส่งเด็กนักเรียนเหล่านี้ที่ผมสอนให้ถึงฝั่งฝัน
คงมีไม่น้อยที่จะต้องเจอคำพูดแบบผม แต่ผมขอบอกไว้เลยว่า
อย่าคิดไปก่อนว่ามันอาจจะส่งผลไม่ดี ถ้าเรายังไม่ได้ลงมือทำ
ผมจะทำให้วันวานเก่าๆย้อนมาอีกครั้ง ผมจะส่งเด็กเข้าร่วมประกวด ผมจะทำในสิ่งดีๆที่อาจารย์เคยทำกับผม
ฝากบอกพ่อแม่ ญาติพี่น้อง ทุกคน อย่าบังคับ ถ้าเด็กจะเลือกเรียนอะไร เพราะการบังคับนั้นมันอาจจะเกิดข้อเสียอีกมากมาย
จงให้เขาเลือกทางเดินที่ถูกต้องให้ตัวเขาเอง คอยดูอยู่ห่างๆ คอยเตือย คอยแนะนำ เหมือนพ่อแม่ผม
แล้วจะได้พบกับความสุขกันอย่างถ้วนหน้า