การพัฒนาคนในองค์การต่างๆ เริ่มมองหาผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกเข้ามาให้ความรู้แก่คนในองค์การมากยิ่งขึ้น เพราะถ้ามัวแต่สอนกันเอง เรียนกันเอง อาจจะพลาดโอกาสทางการแข่งขันที่ดีๆไปได้ เพราะมุมมอง ความน่าเชื่อถือและการยอมรับของวิทยากรภายในนั้นมีน้อยกว่าการเชิญวิทยากรจากภายนอกเข้ามา หลายองค์การเริ่มเปลี่ยนแปลงการคัดเลือกวิทยากรแบบมีคนแนะนำ ไปสู่การสรรหาและคัดเลือกอย่างเป็นระบบมากยิ่งขึ้น ทำให้การบริการทางวิชาการของวิทยากรเป็นลักษณะของ Out-source มากขึ้น 

      เมื่อบทบาทของวิทยากรถูกจัดให้เป็นผู้ขาย(Supplier)ที่ผู้สนับสนุนวัตถุดิบทางความรู้ให้กับองค์การแล้ว วิทยากรควรจะต้องปรับเปลี่ยนบทบาทให้ก้าวทันกับความต้องการของลูกค้า (Customers Needs) ให้ได้ การแข่งขันในตลาดวิทยากรก็ย่อมมีมากขึ้น ซึ่งน่าจะเป็นสัญญาณที่ดีและเป็นโอกาสที่ดีสำหรับวิทยากรที่มีคุณภาพ ในขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสที่ดีของผู้ใช้บริการที่จะสามารถมีตัวเลือกได้มากขึ้น



      ในฐานะที่ผมเป็นผู้ใช้บริการจากวิทยากรหลายท่าน เป็นผู้ที่ทำงานอยู่ในองค์การธุรกิจ และเป็นวิทยากร ผมคิดว่าวิทยากรที่มีคุณภาพและเป็นที่ต้องการของลูกค้าควรจะมีคุณสมบัติดังนี้

  • วิทยากรต้องมีแนวคิดแบบ Supplier
    การเป็น Supplier จะต้องทำหน้าที่หนักกว่าวิทยากรที่เคยมีมาในอดีตคือ ต้องเข้าไปศึกษาความต้องการของลูกค้าก่อนที่จะขายสินค้า ไม่ใช่มีความรู้สำเร็จรูปแล้วนำออกไปขาย แต่ต้องทำในลักษณะทำตามคำสั่งซื้อมากขึ้น นอกจากนี้การเป็นผู้ขายนั้นจะถูกกำหนดสเปกสินค้าและบริการอย่างเข้มงวดมากขึ้น มีการตรวจสอบทุกขั้นตอนมากขึ้น โอกาสที่จะถูกปฏิเสธ(reject) การสั่งซื้อในครั้งต่อไปก็มีมากขึ้นเช่นกัน ดังนั้นวิทยากรจะมัวแต่คิดว่าตัวเองเป็นผู้มีเกียรติ เล่นตัว หรือผู้เรียนจะแตะต้องไม่ได้ คงจะไม่มีอีกต่อไป

  • วิทยากรต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านมากขึ้น
    วิทยากรบางท่านสามารถบรรยายได้ตั้งแต่หลักสูตรเด็กอนุบาลจนถึงหลักสูตรผู้บริหารระดับสูง ขอให้บอกมาเถอะจะบรรยายได้หมด แต่บรรยายแล้วรู้เรื่องหรือไม่นั้นเป็นเรื่องของผู้ฟังไม่ใช่เรื่องของวิทยากร วิทยากรแบบนี้มีแนวโน้มลดลงและจางหายไปในที่สุด คงเหลือเฉพาะวิทยากรที่ชำนาญเฉพาะด้านมีความรู้จริงและรู้ลึกมากขึ้น

  • วิทยากรต้องสามารถเชื่อมโยงความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านสู่ภาพรวมขององค์การได้
    วิทยากรแบบตาบอดคลำช้างจะจางหายไป เหลือแต่วิทยากรที่เข้าใจว่าช้างทั้งตัวเป็นอย่างไร และส่วนที่ตัวเองคลำอยู่นั้นอยู่ตรงส่วนไหนของช้าง และส่วนนั้นๆมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของช้างอย่างไร ดังนั้น วิทยากรจะต้องพัฒนาความรู้ทั้งที่เป็นความรู้เฉพาะที่ตัวเองถนัดควบคู่ไปกับความรู้ระบบใหญ่ขององค์การด้วย

  • วิทยากรต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อผลการพัฒนาฝึกอบรมของลูกค้า
    วิทยากรจะต้องเข้าไปมีส่วนร่วมกับลูกค้าตั้งแต่การกำหนดความจำเป็นในการฝึกอบรม การจัดฝึกอบรม การวัดผลและติดตามผลการฝึกอบรมมากยิ่งขึ้น เพราะถ้าผู้จัดฝึกอบรมไม่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาคนในสายตาของผู้บริหาร ย่อมเป็นที่แน่นอนว่างบประมาณการจัดฝึกอบรมจะน้อยลง รายได้ของวิทยากรก็จะน้อยลงตามไปด้วย ดังนั้น วิทยากรจะต้องดูแลและช่วยเหลือให้แหล่งรายได้ของวิทยากรยังคงอยู่และเติบโตต่อไป

  • ต้องเป็นวิทยากรออนไลน์
    วิทยากรยุคนี้และยุคหน้าจะต้องติดตามข้อมูลข่าวสาร วิชาการและองค์ความรู้อยู่ตลอดเวลา และถ้ามัวแต่อ่านหนังสือเพียงอย่างเดียวอาจจะไม่ทันกิน วิทยากรต้องทันสมัยก้าวทันเทคโนโลยี เพราะทุกอนูของเทคโนโลยีย่อมซ่อนเร้นไปด้วยองค์ความรู้หรือจะนำเราไปสู่แหล่งความรู้เสมอ วิทยากรต้องใช้อินเตอร์เน็ตให้เป็นประโยชน์ทั้งในแง่การค้นคว้าหาข้อมูล การนำเสนอ การบริการวิชาการต่อลูกค้า การติดต่อสื่อสารกับลูกค้า วิทยากรจะต้องสามารถบริการลูกค้าได้โดยไม่ติดขัดเรื่องข้อจำกัดของระยะทาง

  • เปลี่ยนจากวิทยากร Hard Copy เป็นวิทยากรแบบ Soft Copy
    พื้นฐานการทำงานของผู้เรียนเปลี่ยนไปสู่การทำงานแบบออนไลน์แล้ว สำนักงานเป็นแบบไร้กระดาษไปแล้ว ไม่มีใครอยากเก็บองค์ความรู้อยู่ในรูปของกระดาษหรือเอกสารอีกต่อไปแล้ว ดังนั้น วิทยากรจึงต้องเปลี่ยนแปลงตามให้ทันด้วย อนาคตแผ่นใสจะกลายเป็นการนำเสนอด้วยคอมพิวเตอร์ เอกสารประกอบการสัมมนาจะกลายเป็นแผ่นดิสเก็ตหรือไฟล์ข้อมูลที่ส่งไปให้ผู้เรียนทางอีเมล

  • วิทยากรต้องมีบริการหลังการขาย
    การแข่งขันในตลาดของวิทยากรจะทวีความรุนแรงมากขึ้น วิทยากรจึงต้องมีการเพิ่มเติมบริการให้กับลูกค้าให้มากขึ้น และที่สำคัญคือวิทยากรจะต้องมีทางเลือกให้กับลูกค้าในเรื่องของการให้บริการหลังการบรรยายหรือฝึกอบรม เพื่อสนับสนุนข้อมูลหรือความรู้เพิ่มเติม รวมถึงการเข้าไปร่วมแก้ไขปัญหาอันสืบเนื่องมาจากการนำเอาความรู้ไปใช้งานจริง เมื่อเป็นเช่นนี้วิทยากรจะต้องรู้ลึกรู้จริงไม่เพียงแต่ทฤษฎีแต่จะต้องสามารถให้คำปรึกษาแก่ผู้เรียนในเชิงปฏิบัติได้ด้วย

  • วิทยากรต้องกำหนด Positioning ของตัวเอง
    วิทยากรต้องกำหนดกลยุทธ์ในการให้บริการให้ชัดเจนว่าเรื่องใดคือหลักสูตรหลัก (Core Curriculum) หลักสูตรใดเป็นหลักสูตรรอง (Non-core curriculum) และหลักสูตรแบบใดที่เราจะไม่ทำ จะเข้าสู่ตลาดกลุ่มใด ลูกค้าระดับใด ต้องสร้าง Brand Loyalty ให้ลูกค้าจงรักภักดีให้ได้ ถ้าพูดถึงหลักสูตรนี้จะต้องพูดถึงเราหรืออย่างน้อยชื่อเราจะต้องอยู่ในอันดับท๊อปไฟว์ของวิทยากรชั้นนำในเรื่องนั้นๆ

  • วิทยากรแบบ Me Too จะลดลงโดยปริยาย
    การกำหนด Positioning ของวิทยากรแต่ละคน แต่ละกลุ่มจะทำให้วิทยากรที่ไม่ค่อยคิดอะไรใหม่ๆ ชอบลอกของคนอื่น ใครทำอะไรได้ดีก็ขอทำตามด้วยคนจะมีแนวโน้มลดลงและหมดไป เพราะอะไรก็ตามที่ทำตามคนอื่นที่เขาประสบความสำเร็จไปแล้ว ย่อมต้องออกแรงมากกว่าคนอื่นเสมอ เพื่อฝ่าด่านการยอมรับของลูกค้าและเอาชนะความรู้ต้นแบบ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายๆอีกต่อไป นอกจากนี้การควบคุมเรื่องสินทรัพย์ทางปัญญาจะมีความเข้มงวดมากขึ้น

      จากคุณสมบัติของวิทยากรที่ควรจะเป็นจะเห็นว่าแนวโน้มคนที่จะเข้ามาสู่วิชาชีพนี้มีเสรีมากขึ้น คงไม่จำกัดเพียงคนที่มีชื่อเสียง คนที่เคยประสบความสำเร็จในอาชีพมาแล้ว หรือคนที่จบการศึกษาระดับสูงมาเท่านั้น แต่จะเปิดโอกาสให้กับคนทุกคนที่มีความรู้ความสามารถและมีใจรักในอาชีพนี้ และวิทยากรยุคใหม่ต้องปรับตัวปรับใจให้เป็นหุ้นส่วนความสำเร็จทางธุรกิจให้กับลูกค้า (Business Partner) ให้ได้จึงจะอยู่สบายและอยู่ได้นาน


 
ที่มา : http://www.hrcenter.co.th