...วางลง...ก้อเป็นสุข

    ...เช้าของวันวาน  ฉันตื่นรับอรุณรุ่งด้วยความรู้สึกนึกคิดของผู้มีความหวัง มีพลัง ของคนคนหนึ่งซึ่งใช้ชีวิตเรียบง่ายสบายๆ  แม้ชีวิตจะเผชิญกับความทุกข์ทั้งทางกาย  ทางใจ  แม้จะรู้สึกเหนื่อย  เหนื่อยมากกับความรับผิดชอบ  พอฉันได้ยินคำพูดของผู้ป่วยในตึกด้วยคำ-บางคำว่า  "ผมขอบคุณมากครับหมอที่ให้กำลังใจผม  และช่วยดูแลผม"  ...มันเป็นเสียงของความหมายเตือนความทรงจำ  มิให้อ่อนล้าและมีเรี่ยวแรงพอที่จะต่อสู้กับสภาพการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันกับปัญหาภารกิจวันต่อวันของฉัน....

    ซึ่ง มันก็มีส่วนช่วยชีวิตอีกหลายหลายชีวิตให้หล่อเลี้ยงชีวิตใหม่ที่มีคุณค่าทางจิตวิญญาณของพวกเขาให้มีความสบายใจและมีชีวิตใหม่บนปัญหาทางกาย  ปัญหาทางใจในโรคเรื้อรังในกลุ่มผู้ป่วยผู้ติดเชื้อที่ไม่อยากกลับบ้าน เพราะโดดเดี่ยวไม่มีใครดูแล จะว่าไปแล้วเพียงแค่เรารับฟังเขา  ระบายปัญหา ผ่อนคลายระบายความรู้สึก และช่วยให้เขาปรับให้เห็นถึงคุณค่าของเขา เสริมสร้างให้เขามีความสุขทั้งทางกายและทางใจเขาก้อรู้สึกตนเองมีคุณค่าพอสำหรับลมหายใจสุดท้ายของวันพรุ่งนี้

    แม้ว่าทุก ๆ วันของฉันจะพยายามคิดดี  ทำดีเพื่อตอบแทนบุญคุณแผ่นดินอยู่ทุกลมหายใจ แต่ฉันก้อยังจดจำ ความรู้สึกที่ฉันนำตาไหล....  ความรู้สึกตอนนั้นฉันคิดอะไรไม่ออก นำตาฉันเอ่อล้นคลอ......ตา  ตัวฉันเย็นเฉียบ  หูอื้อ ในความรู้สึกนึกคิดของฉันรู้สึกว่า  โลกนี้มันช่างหนักเหลือเกิน  บ่าทั้งสองของฉันแบกโลกทั้งโลก  สีของสายตาฉันที่มองออกไปมันยากที่จะบรรยาย มันถูกกำกับจากการตัดแบ่งโลกเป็นช่วง ๆ โลกที่มองด้วยสายตาออกเป็นสีเป็นช่วงๆ  มันช่างหนักมาก  ไหนจะปัญหาของระบบงานทั้งทางด้านประสานงานด้านหัวหน้าในลำดับสายงานและระดับในหน่วยงานที่ต้องดูแลลูกน้องในสายงานทุกๆรูปแบบ  ทั้งด้านขวัญและกำลังใจ  ทุกข์ สุข  ในด้านจิตใจ  ครอบครัว  แม้ว่าในช่วงเวลาของการตั้งรับผู้ป่วยติดเชื้อ  H1N1  บนพื้นฐานขององค์ความรู้และความหวาดหวั่นลึกๆในหัวใจ  ที่ในหน่วยงานของเรามีน้องพยาบาลซึ่งกำลังตั้งครรภ์ที่พวกเราน้องพี่ตึกผู้ป่วยในต่งก้อต่างดูแลกันเป็นอย่างดี

     เพียงแค่เสี้ยวเวลา  เพียงเสี้ยววินาทีเป็นนาที  จากนาทีเป็นชั่วโมง  โลกนี้ช่างว้าวุ่นสับสนอ่อนไหว  แต่ถ้าทุกๆคนจำนวนมากคิดอย่างนี้ก้อคงถูกครอบงำด้วยความทุกข์  ซึ่งฉันเพิ่งคิดถึงความทรงจำครั้งหนึ่งที่ฉันเคยมีพฤติกรรมที่บ้ากับการทำงานไม่ปล่อยวางอำไรสักอย่าง  ฉันได้คิดก็เมื่อฉันหายจากการล้มป่วย  ทำงานมาก  พักผ่อนน้อย  โดยไม่ได้คิดว่ากลางวันเขามีไว้ให้ทำงาน  กลางคืนเขามีให้พักผ่อน  ปล่อยวางทุกๆสิ่งทุกๆอย่างเสียบ้าง  มันเป็นความทรงจำของคำสอนของท่านพระครูไพโรจน์ผู้ซึ่งพวกเราในอำเภอสองนับถือ  ฉันมักไปถวายภัตตาหารและรับพระธรรมคำสอนเสมอ  ทุกๆวันพระและทุกครั้งที่ฉันมีทุกข์ในใจ  คุณค่าและความทรงจำในคำสอนของท่านพระครู  ฉันได้สติ  สูดลมหายใจเข้าลึกๆ  ผ่อนลมหายใจออกยาวๆ  ผ่อนคลาย  สบาย  เรียกสมาธิ  สติให้สงบนิ่ง  เยียวยาชีวิตจิตใจของฉันคิดเอาเองว่าบอบช้ำ  แท้ที่จริงในโลกของความเป็นจริงแล้ว  เพียงแค่ฉันปล่อยวางอะไร  อะไร ลง  เท่านั้นฉันก้อเป็นสุข  บ่าของฉันทีแบกโลกเอาไว้มันก็เบาและชีวิตมันก้อมีความหมาย  มีคุณค่าควรกับลมหายใจของวันพรุ่งนี้  เพื่อกการดูแลผู้ป่วยในตึกผู้ป่วยในต่อไป

     ซึ่งมันก้อคือการเปลี่ยนแปลงความคิด  ความเข้าใจ  ความเข้าใจ  ความสัมพันธ์  ระหว่างเหตุผล  สมองกับอารมณ์ใหม่  เพียงแค่เราวางลง...ก้อเป็นสุข.....