พระยาเจืองหาญผู้สร้างความร่มเย็นแก่ชาวแสนหวีฟ้าเชียงรุ่ง
พระยาเจืองหาญสวรรคต
เมื่อคราวเจ้าพระยาเจืองหาญเป็นพระเจ้าแผ่นดินนั้นอาณาจักรไตยลื้อแห่งเมืองแสนหวีฟ้าเชียงรุ่ง มีอาณาจักรกว้างใหญ่มาก ภายทิศตะวันตกถึงเมืองหนอง เมืองนาย ยองห้วย ภายทิศเหนือถึงเมืองทิง กึ่งม้า สองเชียง เชียงตุง เมืองเชียง ภายทิศตะวันออกถึงเมืองแกว (เวียดนาม) ภายทิศใต้ถึงเมืองซากังราว (กำแพงเพชร) เมืองล้านช้าง (เวียงจันทร์) ยามนั้นเมืองยองรัฐบุรีก็ตกเป็นแคว้นหนึ่งที่ขึ้นกับเมืองแสนหวีฟ้าเชียงรุ่ง เพราะฉะนั้นพอเมืองแสนหวีฟ้าเชียงรุ่งจักไปรบกับข้าศึกเมืองใด ฝ่ายเมือยองก็จักได้ส่งกองศึกไปช่วยตามคำสั่งของพระเจ้าแผ่นดินเชียงรุ่ง, มาในปี ค.ศ. 1179 สมเด็จเจ้าพระยาเจืองหาญได้ร่วมมือกับเจ้าแผ่นดินไตยมาว เมืองเกาสามพี หรือเมืองลุสุรเสียและยกกองทัพขึ้นไปช่วยเจ้าร่มฟ้าโพธญาณ ผู้เป็นพระเจ้าแผ่นดินไตยน่านเจ้า แห่งเมืองหนองแส หรือเมืองตามลี้ฟู รบฟื้นอำนาจการปกครองห้อ (จีน) จีนฮ้านแห่งราชวงศ์ช่อง ออกจากอาณาเขตเมืองน่านเจ้าได้สำเร็จ และต่อมาในปี ค.ศ. 1181 เจ้าพระยาเจืองหาญเมืองเชียงรุ่งกับเจ้าร่มฟ้าโพธิญาณ เมืองหนองแส พร้อมด้วยเจ้าแผ่นดินเมืองลุสู่ร หรือเมืองมาว กำลังจักมาเตรียมพร้อมการศึกเพื่อจักเข้ารบเอาเมืองเสฉวนและเมือกวางโจ่ ของไตยเมื่อก่อน กลับคืนมาสู่ใต้อำนาจการปกครองของอาณาจักรไตยน่านเจ้าแห่งเมืองหนองแสเหมือนเดิม แต่พอดีสมเด็จเจ้าพระยาเจืองหาญแห่งเมืองแสนหวีฟ้าเชียงรุ่งได้สวรรณคตด้วยโรคไข้ทรพิษเสีย ในปีนั้นแผนการที่จะรบบุกเมือห้อจึงล้มเลิกไป
หลังจากสมเด็จเจ้าพระยาเจืองหาญมหาราชได้สวรรณคตไปไม่นาน อำนาจการปกครองของเมืองแสนหวีฟ้าเชียงรุ่ง เริ่มอ่อนแอลงเพราะว่าเจ้าราชบุตรองค์เล็กของเจ้าพระยาเจืองหาญมีชื่อว่าเจ้าสามไค้เนื่อง ได้สืบขึ้นนั่งบัลลังค์เป็นพระเจ้าแผ่นดิน และได้นามศักดิ์ใหม่ว่า สมเด็จเจ้าลิไตย แต่ว่าตัวท่านเจ้ามีจิตใจอ่อนโยนไม่ชอบการศึกสงคราม มัวเมาแต่สุรานารีและชอบร้องพาเอานางสนมทั้งหลายพร้อมพาขุนเสนาอามาตย์ออกเที่ยวหาทางสนุกสนานล่าเนื้อเถื่อน กวาง ฟาน ไปทั่วทิศแดนอาณาเขตในฤดูแล้งทุกๆ ปี, เป็นการเสียเวลาออกว่าราชกิจของบ้านเมืองอย่างใหญ่หลวง ไม่ว่ากำลังด้านการทหาร การปกครอง การเศรษฐกิจ การสร้างสรรค์ขาดการยบยอมลงหลวงหลาย ทำให้ประเทศใกล้บ้านเรือนเคียง ไม่เกรงกลัวอำนาจอานุภาพของเมืองแสนหวีฟ้าเชียงรุ่งหรือเมืองลื้อ โดยเฉพาะ จีน ฮ้าน เมืองไกหุง ขอมเขมร เมืองละโว้ ละแวด และม่านเมืองปูก่ำ, ยามนั้นเมืองยองรัฐบุรีมีเจ้าอุปราชแกมเมือง ได้สืบขึ้นนั่งหอหลวงเป็นเจ้าฟ้าหลวงเมืองยอง องค์ที่ 14, ส่วนตัวท่านเจ้าก็มีจิตใจอ่อนโยนเหมือนสมเด็จเจ้าสี่ไตย เชียงรุ่งไม่มีนโยบายสร้างอนุภาพทางทหาร ไปทำศึกสงครามกับชนเผ่าอื่น แต่ตัวท่านเจ้าได้สร้างสรรค์เวียงซ้างเมืองยองด้วยการเสริมสร้างก่ำแพงเวียงให้หมั้นคงยิ่งกว่าเก่า ขุดคูร่องน้ำเหมือง นาแซว-นาช้าง(นาม่าน) ให้กว้างลึกกว่าเก่า เพื่อขวากพื้นที่นาปลูกข้าวขยายออกอีก, ปรับปรุงเส้นทางผ่านระหว่างเมืองยองที่ติดต่อกับนครหลวงเชียงรุ่ง-เมืองโยณก (เชียงแสน) และเมืองเขมรัฐ (เชียงตุง) ให้ ม้า ลา ล้อวัว ล้อควายเดินผ่าน (เตียว) ได้สะดวกรวดเร็ว แล้วท่านเจ้ายังบูรณะพุทธศาสนาสถาน สร้างวัดวาอาราม ก่อสร้างพระธาตุเจดีย์และสังคยาทานธรรมปิฎก