แม้นักประชาสัมพันธ์จะไม่ใช่ผู้ผลิตรายการวิทยุโทรทัศน์ แต่สามารถที่จะรวบรวมข้อมูลที่ต้องการจะประชาสัมพันธ์มาเขียนให้อยู่ในรูปแบบของบทวิทยุโทรทัศน์ได้ ดังนั้นจึงต้องเข้าใจถึงกระบวนการผลิตรายการวิทยุโทรทัศน์

กระบวนการผลิตรายการวิทยุโทรทัศน์ (Wurtzel, 1979, pp. 435 – 436) ดังนี้

 

1. กระบวนการผลิตรายการวิทยุโทรทัศน์

 

การผลิตรายการวิทยุโทรทัศน์แบ่งการทำงานออกเป็น 4 ขั้นตอนเช่นเดียวกับการผลิตรายการวิทยุกระจายเสียง (รุ่งรัตน์ ชัยสำเร็จ, 2546, หน้า 177 – 178) ดังนี้

1.1 ขั้นก่อนการถ่ายทำ เป็นขั้นตอนของการวางแผนและเตรียมการผลิตรายการ ซึ่งจะมีการแสวงหาแนวความคิด หรือการหาไอเดีย (idea) ในการผลิตรายการ มีการค้นคว้าข้อมูล และการเขียนบทจะอยู่ในขั้นตอนนี้ด้วย

                                  1.2 ขั้นถ่ายทำ เป็นขั้นตอนที่กลุ่มผู้เกี่ยวข้องต้องดำเนินการตามระยะเวลาสำหรับการผลิตรายการที่กำหนดไว้ ซึ่งมีทั้งหมด 3 ขั้นตอน คือ ขั้นการประชุมก่อนการผลิต ขั้นซ้อม และบันทึกรายการหรือออกอากาศจริงถ้าเป็นรายการสด  ผู้รับผิดชอบในทุกขั้นตอนของการดำเนินการผลิตคือ ผู้กำกับรายการ (production director) ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากผู้ผลิตรายการ (production)

1.3 ขั้นหลังการถ่ายทำ เป็นขั้นของการตัดต่อลำดับภาพและบันทึกเสียง เพื่อให้เป็นรายการที่มีความสมบูรณ์ ภายหลังจากถ่ายทำเสร็จแล้ว ในปัจจุบันมักนิยมสอดใส่เทคนิคการตัดต่อสมัยใหม่ด้วยเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ซึ่งช่วยสร้างความสวยงามน่าสนใจเพิ่มขึ้น หลังจากนั้นจึงสามารถนำมาถ่ายทอดออกอากาศได้ตามต้องการ

1.4 ขั้นการประเมินผล ขั้นนี้เป็นขั้นตอนสุดท้าย การประเมินอาจทำได้โดยการสุ่มตัวอย่างสัมภาษณ์ด้วยโทรศัพท์ หรือด้วยตัวเอง หรือการส่งแบบสอบถาม หรือการเก็บข้อมูลจากจดหมายหรือโทรศัพท์ที่มีผู้เขียนหรือโทรศัพท์เข้ามาติชม หรือจากการวิพากษ์วิจารณ์ของสื่อมวลชน หรือนำข้อมูลจากการประเมินจากบริษัทที่ทำการวิจัยตลาด (marketingresearch) ซึ่งจะบอกได้ว่า รายการที่ออกอากาศไปแล้วนั้นในช่วงหนึ่งมีคนรับชมมากน้อยเท่าไร เมื่อเทียบหน่วยเป็นพัน และจัดอยู่ในอันดับใดเมื่อเทียบกับรายการอื่น กลุ่มเป้าหมายผู้รับชมตรงกับที่ทางรายการกำหนดไว้หรือไม่ เมื่อได้ข้อมูลแล้วก็นำมาปรับปรุงรายการให้ดีขึ้น ทั้งที่เป็นรายการเก่าที่ได้ผลิตขึ้นแล้วและรายการใหม่ที่จะได้ผลิตต่อไป

 

 

2. ศัพท์เทคนิคในการผลิตรายการวิทยุโทรทัศน์

 

     การรู้จักศัพท์เทคนิคที่ใช้ในการผลิตรายการวิทยุโทรทัศน์ จะช่วยในการสั่งช่างกล้องเพื่อการถ่ายทำ การเคลื่อนกล้อง และการตัดต่อเป็นภาพ (shot) ต่าง ๆ ได้ ศัพท์เทคนิคทางวิทยุโทรทัศน์มีอยู่มากมาย นักประชาสัมพันธ์จำเป็นต้องรู้ในบางคำที่นำมาใช้บ่อย (Hilliard, 1978, pp. 144– 149) ดังนี้

extreme close-up (E.C.) จะเป็นภาพซึ่งละเอียดมาก โดยจำกัดเนื้อที่ของภาพอยู่บริเวณที่เล็กที่สุดของหน้า หรือส่วนหนึ่งส่วนใดของหน้า เช่น ตา ปาก หรือจมูก เพียงส่วนเดียว

face shot (V.C. หรือ very close-up)คือ ภาพส่วนของใบหน้าไม่ต้องมีผมและคาง

big close (B.C.U.)ภาพเต็มหน้าและศีรษะ ศีรษะคนจะใช้เนื้อที่ห้าส่วนหกของจอภาพ

close-up (C.U.)ภาพตั้งแต่ศีรษะถึงบ่า  ศีรษะใช้เนื้อที่สองส่วนสามของจอภาพ

medium close-up (M.C.)ภาพตั้งแต่ศีรษะถึงหน้าอก ศีรษะใช้เนื้อที่หนึ่งส่วนสองของจอภาพ

mid-shot (M.S.)ภาพตั้งแต่ศีรษะถึงเอว  ศีรษะใช้เนื้อที่หนึ่งส่วนสามของจอภาพ ในภาพจะสามารถเห็นพื้นด้านหลัง (background) บางส่วน ภาพนี้ส่วนใหญ่จะเห็นในรายการสนทนา รายการข่าว ภาพนี้เป็นระยะของภาพที่สบายตา ในการมองภาพของบุคคลซึ่งพูดกับกล้องโดยตรง

medium  long  shot (M.L.S.)ภาพของคนตั้งแต่ศีรษะถึงหัวเข่า ศีรษะใช้เนื้อที่หนึ่งส่วนหกของจอภาพ ภาพชนิดนี้ใช้มากในภาพยนตร์ เพราะสามารถแสดงให้เห็นการกระทำในเวลาเดียวกันด้วย ให้ภาพใบหน้าที่สวยเหมาะเจาะ ในจอวิทยุโทรทัศน์อาจจะมองภาพใบหน้าได้ไม่ละเอียดเท่าของภาพยนตร์

full-length shot (F.L.S.)ภาพตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า มีเนื้อที่ว่างสำหรับปลายเท้านิดหน่อย  ศีรษะใช้เนื้อที่หนึ่งส่วนแปดของจอภาพ

long shot (L.S.)ภาพเต็มตัว มีที่ว่างเหนือศีรษะและปลายเท้าพอสมควร

establishing shotภาพแสดงให้เห็นถึงทัศนียภาพรอบ ๆ แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในภาพและสิ่งแวดล้อมรอบ ๆ ตัว บางครั้งผู้ชมอยากทราบถึงสภาพแวดล้อมในขณะที่ตัวแสดงกำลังแสดงการกระทำบางอย่าง

pan หมายถึง การเลื่อนกล้องในแนวระดับ จากด้านหนึ่งไปสู่ด้านหนึ่ง อาจจะไปทางซ้ายหรือขวา การ Pan นี้ยังแยกออกเป็น

surveying-pan เป็นการ pan เพื่อเปลี่ยนจากภาพหนึ่งมาเป็นภาพ ที่คาดเอาไว้ ดูว่าอะไรก็ตามที่เกิดขึ้น และทำให้เราสนใจ ถ้าค่อย ๆ pan อย่างช้า ๆ สบาย ๆ เพื่อค้นหาว่าสิ่งที่คาดหวังไว้กำลังจะเกิดขึ้น ถ้า pan โดยเร็วทันทีทันควันเพื่อแสดงให้ผู้ชมทราบว่าเหตุการณ์ตื่นเต้นกำลังจะเกิดขึ้นระหว่างที่ 2 แห่ง

following-pan การเคลื่อนกล้องตามการ pan แบบนี้จะใช้เมื่อต้องการเน้นผู้แสดง (subject) ซึ่งกำลังเคลื่อนที่และต้องการให้ผู้ชมเห็นสภาพแวดล้อมต่างๆ ที่ผู้แสดงผ่านไปด้วยพร้อมๆ กันทั้งนี้เพื่อให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างสภาพแวดล้อมและผู้แสดง การใช้ following-pan มักจะจัดภาพผู้แสดงอยู่ตรงกลางเสมอ แต่บางครั้งมีข้อยกเว้นเหมือนกัน

tilt เป็นการเลื่อนกล้องไปในแนวดิ่ง การ tilt ทำให้เราสามารถเชื่อมต่อภาพต่าง ๆ ได้การ tilt มีทั้งยกกล้องขึ้น (tilt up) และกดกล้องลง (tilt down)

tilt up ผู้แสดงจะแสดงประกอบเพื่อให้ความรู้สึกสนใจ และอารมณ์ต่าง ๆ เพิ่มสูงขึ้นในขณะที่ tilt down จะสร้างความสัมพันธ์โดยจะทำให้ความสนใจและอารมณ์ต่ำลง สร้างความรู้สึกผิดหวัง เศร้าหมอง

    dollyคือ การเคลื่อนกล้องเข้าไปใกล้ หรือเคลื่อนถอยไกลจากผู้แสดง

                        dolly in หรือ tracking คือการเลื่อนกล้องเข้าไปหาผู้แสดงหรือภาพ สร้างความน่าสนใจ ความรู้สึกตึงเครียด แต่เมื่อกล้องเข้าไปใกล้มาก ภาพกล้องจะมีผลให้เกิดความผิดหวัง เปิดเผยความจริง ความไม่สำคัญ ให้ความสนใจน้อยลงไป

                        dolly out หรือ tracking back ให้ผลคือความน่าสนใจมีน้อย เป็นการผ่อนคลายความเครียด truck or track การลากกล้องไปทางมุมขวา หรือลากขนานไปกับผู้แสดงที่เคลื่อนที่ไปเคลื่อนกล้องผ่านฉาก

                        truck หรือ track นั้น รวมเอา dolly shot, traveling shot, crab bin เข้าไว้ด้วย กรณีที่มีการ track ถอยหลังควรทำเมื่อมีผู้แสดงเดินออกไปข้างหน้า ถ้าไม่จำเป็นไม่ควร track ถอยหลังหลีกเลี่ยงได้โดยการใช้ตัด (cut) แทน

                       zoom เป็นการเลื่อนขนาดของเลนส์ เพื่อให้รูปชัดขึ้นมา

                       zoom in จะใช้เลนส์มุมแคบถ่ายให้เห็นถึงจุดกลางของภาพที่ต้องการเต็มจอภาพ และจะช่วยสร้างความลึกที่ย่อส่วนลงมาก

                       zoom out ใช้เลนส์มุมกว้างให้ภาพที่ไกลกว่า และมีบริเวณมากกว่า จะให้ความลึกที่ขยายออกมา

                      camera movement การเคลื่อนไหวของกล้อง ทำให้ภาพสวยงาม และสร้างความรู้สึกต่าง ๆ แต่ถ้าเคลื่อนไหวโดยไม่จำเป็นจะทำให้ผู้ดูเบื่อหน่ายไม่สนใจ

   dissolve, lap-dissolve เป็นการผสมระหว่าง fade-out กับ fade-in โดยการที่เรา fade-out ภาพหนึ่งในขณะที่ fade-in ภาพต่อไปเข้ามา ภาพ 2 ภาพนี้ถือว่าเป็น super-imposed ซึ่งขณะหนึ่งเมื่อภาพแรกจางหายไปเกือบหมดก็แทนที่ด้วยภาพที่สอง

   split-screenเป็นกลวิธีเพื่อแยกภาพออกเป็น 2 ส่วนหรือมากกว่านั้น แต่ละส่วนแสดงฉากซึ่งต่างกันไป

   montageหมายถึงการแสดงภาพหลาย ๆ ภาพเวลาเดียวกัน อาจจะใช้เป็น super-imposed หรือภาพวางเรียงกันก็ได้

 

3. ข้อกำหนดก่อนการเขียนบทวิทยุโทรทัศน์เพื่อการประชาสัมพันธ์

 

      การเขียนบทวิทยุโทรทัศน์เป็นการแปลงเนื้อหาที่เป็นข้อความออกมา เป็นเนื้อหาที่จะถ่ายทอดให้คณะถ่ายทำรายการได้ทราบว่า จะต้องถ่ายทำอะไรบ้าง ถ่ายทำอย่างไรเมื่อถ่ายทำแล้วจะมาตัดต่อ และบันทึกเสียงอย่างไร จึงจะสามารถเป็นสื่อถ่ายทอดความรู้ไปสู่ผู้ชมได้อย่างมีคุณภาพ ดังนั้น ผู้ที่จะเขียนบทวิทยุโทรทัศน์ได้ดี จะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ ความชำนาญการทั้งเนื้อหาของรายการที่จะผลิตและความรู้ในการผลิตรายการวิทยุโทรทัศน์ จึงจะสามารถเขียนบทวิทยุโทรทัศน์ได้ดี ดังนั้น ในการเขียนบทวิทยุโทรทัศน์ ผู้เขียนบทจึงควรจะทราบข้อกำหนดต่าง ๆ เพื่อที่จะทำให้ง่ายต่อการเขียนและสะดวกต่อการทำงานของฝ่ายผลิตรายการ ข้อกำหนดนั้นแบ่งออกเป็น 5 ส่วนใหญ่ ๆ (อรนุช เลิศจรรยารักษ์, 2548, หน้า 33) คือ

  3.1 การวางรูปแบบบทวิทยุโทรทัศน์ การวางรูปแบบบทวิทยุโทรทัศน์ โดยทั่วไปจะนิยมแบ่งออกเป็น 2 คอลัมน์ คือ คอลัมน์ภาพจะอยู่ครึ่งหน้ากระดาษทางซ้าย และคอลัมน์เสียงจะอยู่ครึ่งหน้ากระดาษด้านขวาของคอลัมน์ภาพ

   3.1.1 คอลัมน์ภาพ สิ่งสำคัญในการเขียนคอลัมน์ภาพ คือ ผู้เขียนต้องมีความรู้ความเข้าใจเรื่องภาพที่ใช้ในวิทยุโทรทัศน์ว่ามีหลายชนิด ที่เห็นใช้กันมาก คือ ภาพข้อเท็จจริง (factual image) ที่แสดงให้เห็นถึงสิ่งต่าง ๆ ตามความเป็นจริง  ภาพสร้างความนึกฝัน ความอัศจรรย์ น่าขนลุก หรือที่เรียกว่า ภาพแฟนตาซี (fantacy) และภาพนามธรรม (abstract) ซึ่งการแปลความหมายของภาพก็จะต่างกันไป ขึ้นอยู่กับบุคคลแต่ละคน เป็นต้น

 นอกจากนี้ควรมีความรู้เรื่องหน้าที่ของภาพ ว่าภาพทำหน้าที่หลายประการในบท เช่น บอกข้อเท็จจริง เพื่อส่งข่าวสารโดยตรง บอกสภาพแวดล้อม หรือบอกสถานที่ แปลความหมาย เป็นสัญลักษณ์ และเลียนแบบการกระทำ เป็นต้น

3.1.2 คอลัมน์เสียง เมื่อผู้เขียนบทต้องการใส่คำบรรยาย เพลง เสียงประกอบ ให้ใส่ในคอลัมน์เสียง นอกจากนี้ในการอธิบายสิ่งต่าง ๆ ให้กับตัวแสดง ผู้แสดงแบบ หรือผู้บรรยาย เช่น อธิบายหน้าที่ที่ต้องทำการเคลื่อนไหว อารมณ์ เป็นต้น ก็ต้องใช้คอลัมน์เสียง จะไม่ใช้คอลัมน์ภาพ สำหรับอธิบายสิ่งต่าง ๆ ให้กับตัวแสดงไม่ว่าจะอยู่หลังกล้องหรือหน้ากล้อง

 เสียงมิใช่เป็นเพียงส่วนประกอบของภาพ เพราะเสียงสามารถใช้เพื่อเน้นภาพให้มีความสำคัญมากยิ่งขึ้น เสียงที่ดีจะสามารถสร้างจุดรวมของความน่าสนใจ และทำให้ภาพกลายเป็นเพียงส่วนประกอบก็ได้ ทั้งนี้เสียงก็สามารถทำหน้าที่ต่าง ๆ ในบท ได้เท่าภาพ

3.2 ข้อมูลเขียนก่อนบทวิทยุโทรทัศน์  สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนควรจะเขียนไว้ก่อนบทวิทยุโทรทัศน์ คือ คำอธิบายเกี่ยวกับลักษณะผู้แสดง (character) ฉาก (setting) และอุปกรณ์ที่ใช้ประกอบฉาก ตลอดจนงานด้านกราฟิก ภาพที่ใช้ประกอบ (props and involved graphics) เอาไว้หน้าเดียวหรือหลายหน้าก็ได้ จะไม่มีการเขียนรายละเอียดเกี่ยวกับลักษณะผู้แสดง ฉาก และอุปกรณ์ที่ใช้ประกอบฉาก ภาพและงานด้านกราฟิกเอาไว้ในบท เพราะรายละเอียดเหล่านี้ทำให้เกิดการสับสน และเป็นสาเหตุของความผิดพลาด ขณะที่อ่านบทอย่างรวดเร็วระหว่างการผลิตรายการ ตัวอย่างรายการและคำอธิบายซึ่งเขียนไว้ก่อนบท (อรนุช เลิศจรรยารักษ์, 2542, หน้า 36) เช่น

 

เทปบันทึกภาพ ยาว 1 นาที แบ่ง 3 ช่วง

1.เห็นทิวทัศน์ของบ้านทหารพราน

2.เห็นความผูกพันของพ่อแม่และลูก

3.สนามรบ

 

บทโทรทัศน์

      รายการ                                    ...1 นาที

ตอน                                           ห่วงชาติยิ่งสิ่งใด

เขียนบทโดย                            อรนุช เลิศจรรยารักษ์

ผู้แสดง                                      ทหารพราน 1 คน

สุภาพสตรี 1 คน

เด็กผู้ชาย 1 คน

ลักษณะตัวละคร                     ทหารพรานตัวเอกรูปร่างบึกบึนทะมัดทะแมง หน้าตาอ่อนโยน

สุภาพสตรีชาวบ้านนุ่งผ้าถุงเป็นภรรยาทหารพราน

เด็กผู้ชายอายุราว 6-7 ปี แต่งกายสะอาดสะอ้าน

ฉากและอุปกรณ์      แบ่งเป็น 2 ฉาก

1.       บ้านพักของทหารพราน

2.       สนามรบ

แผ่นเสียง

1.       แผ่น Kramer VS. Kramer เพลง Kramer VS. Kramer หน้า 1 ร่อง 1

2.       แผ่น The Sea Solves เพลง The pursuit หน้า 1ร่อง 6

3.       เสียงประกอบ ( Sound effect ) เสียงระเบิด เสียงยิงปืน

 

3.3 รูปแบบของบทวิทยุโทรทัศน์ รูปแบบของบทวิทยุโทรทัศน์ที่เหมาะสมกับการนำมาใช้เพื่อการประชาสัมพันธ์นั้นมี 2 รูปแบบ คือ

  3.3.1 บทวิทยุโทรทัศน์แบบสมบูรณ์ (the fully scripted show)เป็นบทแสดงรายละเอียดของภาพที่จำเป็น และทางด้านเสียงจะบอกคำพูดทุกคำที่ผู้พูดจะพูดในรายการตั้งแต่ต้นจนจบ พร้อมกับบอกรายละเอียดด้านภาพและเสียงโดยสมบูรณ์ รายการที่ใช้บทประเภทนี้ได้แก่รายการละคร รายการตลก รายการข่าว และรายการโฆษณาสินค้าที่สำคัญ ส่วนรายการเพื่อการศึกษา บทประเภทนี้จะนำมาใช้ เมื่อมั่นใจว่าผู้แสดงรู้จักการพูดบทแทนการอ่านบทในขณะแสดง มิฉะนั้นจะทำให้รายการน่าเบื่อ

ประโยชน์ของการเขียนบทประเภทนี้ คือสามารถมองภาพของรายการได้อย่างทะลุปรุโปร่ง เพราะมีการกำหนดมุมกล้องขนาดของภาพ ลักษณะของเลนส์ที่ใช้การเคลื่อนไหวกล้องอย่างชัดเจน แต่ก็มีข้อเสียคือเป็นการกำหนดตายตัว โดยไม่เปิดโอกาสให้ผู้กำกับได้ใช้ความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ กำหนดมุมภาพหรือการดำเนินเรื่องอย่างอิสระ และเมื่อใดก็ตามที่ผู้แสดงลืมบท ผู้คุมกล้องลืมมุมกล้องตามที่กำหนดไว้จะทำให้กระทบกระเทือน และต้องถ่ายทำซ้ำแล้ว ซ้ำอีก ทำให้เกิดเสียเวลาและงบประมาณในการถ่ายทำ

ตัวอย่างบทวิทยุโทรทัศน์แบบสมบูรณ์ เช่น (อตินุช ดวงแก้ว, 2546, หน้า 101)

สารคดีเชิงข่าว เรื่อง สวัสดีปีใหม่จากใจ ทศท

ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 5 วันศุกร์ที่ 3 มกราคม 2546

 

ภาพ

เสียง

พิธีกร

ทศท ขอเชิญชาวไทยส่งความสุขปีใหม่ผ่านวายเทล 1234 ราคาประหยัดสูงสุดเพียงนาทีละ 1 บาท

 

ภาพ/เสียง

นายสิทธิชัย

ในวาระส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ที่จะมาถึงนี้ ผมขออวยพรให้ทุกท่านมีความสุข สุขภาพแข็งแรง คิดหวังสิ่งใดก็ให้สมปรารถนานะครับ สำหรับคนที่ไกลบ้านก็สามารถส่งความรัก ความห่วงใย ความคิดถึง ผ่านโทรศัพท์ของ ทศท ได้นะครับ สะดวก รวดเร็ว และประหยัดครับ

 

สำนักงาน

บริการ

สำหรับทุกท่านที่ต้องการโทรศัพท์เคลื่อนที่เครื่องใหม่ ตั้งแต่ 1 มกราคม – 31 มีนาคม 2546 เพียงคุณนำใบเสร็จรับเงินค่า