
เป็นเรื่องของสิ่งประทับใจบนขบวนรถไฟด่วนพิเศษราชธานีของอินเดีย ระหว่างเดินทางไปบวชถวายกุศลแด่ในหลวงครบ 80 พรรษาที่วัดไทยพุทธคยา, อินเดียเมื่อ ปี 2550 ของผมกับลูกชายคือคุณพลเดช วรฉัตร ซึ่งตอนนั้นเป็นอัคราชฑูตที่สถานฑูต ณ กรุ่งนิวเดลี การเดินทางโดยทางรถไฟในอินเดียของพวกเรา ครั้งนั้น นับเป็นครั้งแรกในชีวิตของทุกคนที่ร่วมในการเดินทาง คือ ผม,คุณพลเดชฯ, มารดาคุณพลเดชฯ ,และเพื่อนผู้หญิงของมารดาคุณพลเดชฯ อีกคนหนึ่ง อายุอานามของทุกคนทั้งคณะรวมกันแล้ว เกือบ 300 ปึ่ทีเดียว รถออกจากเดลี ประมาณ 19.00 น. มีกำหนดถึงสถานี การ์ยา Gaya ซึ่งเป็นสถานีที่อยู่ใกล้วัดไทยพุทธคยาที่สุดเวลา ประมาณ 04.30 น. แต่เอาจริง ๆ เข้ากลับถึงเอาตั้งเกือบ 07.00 น. เล่นเอาผมและทุกคนหงุดหงิดตลอดทางด้วยกลัวจะลงรถผิดสถานี ไปไม่ทันพิธีบวช
นายตรวจคนที่เห็นในรูปบอกตอนแรกกับเราว่า จะมาบอกก่อนเวลาถึง แต่พอใกล้ 04 น.ก็ไม่เห็นมาบอกอะไร ซ้ำหายตัวไปเลยเสียอีกด้วย จึงพอจะเดาได้ว่ารถคงจะเสียเวลาเป็นเหมือนกันกับบ้านเรา แม้จะเป็นรถด่วนพิเศษที่โด่งดังก็ตาม คุณพลเดชฯแทบไม่เป็นอันกินอันนอน ต้องลุกไปถามผู้โดยสารที่พูดภาษาอังกฤษได้ ตลอดเวลาว่า เกือบถึงหรือยัง ๆ โชคดีที่มีผู้โดยสารคนจีนสามีภรรยาคู่หนึ่ง มีน้ำใจงามมาก เขาบอกว่า รถเสียเวลาไปมาก อีกตั้ง 2 ชม.กว่า ๆ กว่าจึงจะถึง เขาบอกว่าจะมาบอกเองเมื่อถึงสถานีการ์ยา พวกเราต่างก็โล่งใจว่าคงไม่ลงสถานีผิดเป็นแน่ ความจริงรถก็ออกจากเดลี ตามกำหนด แต่ไม่ทราบว่าไปเสียเวลาตอนไหนและอย่างไร ก่อนลงจากรถ เราไปกล่าวขอบคุณสามี-ภรรยา คู่นั้นด้วยความจริงใจ และเชิญให้เขาไปเที่ยวเมือ่งไทยบ้าง เราจะบริการเต็มที่
ทีนี้มาพูดถึงขบวนรถบ้าง เนื่องจากเป็นขบวนรถด่วนพิเศษ ผู้โดยสารจึงคับคั่งตั้งแต่ก่อนออกเดินทางทั้งที่ชานชลาและเบนขบวนรถ ความ พิเศษอีกอย่างหนึ่งก็คึอ ในชั้น 1 และ 2 นอน นั้น อย่าหวังจะไปซื้อตั๋วที่สถานีในวันเดินทางเลย เพราะตั๋วทั้ง 2 ชั้นนี้ จะต้องจองล่วงหน้ากันอย่างน้อย เป็นเดือน ๆ สำหรับพวกเรานี้ จองล่วงหน้าเพียง 1 เดือนก็เกือบจะไม่ได้ตั๋วด้วยซ้ำ หนำซ้ำ ตั๋วที่ได้มาก็ไม่ได้อยู่รวมกันทั้งหมด คุณพลเดชฯ ต้องแยกออกไปนั่งอีกที่ต่างหาก แต่ค่าตั๋วเขาดีอย่างที่รวมค่าอาหารบนรถไว้ทั้งหมดแล้ว ผู้โดยสารจึงไม่ต้องเสียเงินหาอาหารกินระหว่างเดินทางอีก นับว่าเป็นการอำนวยความสะดวกสบายให้แก่พวกเราได้โขอยู่ทีเดียว
ส่วนเรื่องอื่น ๆ ที่อยากหยิบยกมาเล่าให้ฟังอีกก็มีบ้างเหมือนกัน เช่น ตัวรถของเขากว้างกว่ารถไฟของเมืองไทยอย่างเห็นได้ชัด ห้องเคบินกว้างขวาง มีม่านสวยงามกั้น ด้านทางเดิน เบาะนั่งกว้าง สะอาด มีผ้าปูที่นอน มาเปลี่ยนให้เช่นเดียวกัน ที่นอนกว้าง เตียงชั้นบนอยู่สูงสักหน่อย เพื่อรองรับคนตัวสูง ๆ เช่นพวกฝรั่ง หรือแม้แต่ชาวอินเดียเองบางเผ่าก็ตัวสูง ๆไม่แพ้ฝรั่งเหมือนกัน มีพนักงานเดินกวาดทำความสะอาดแนวทางเดินตลอดเวลาเช่นกัน อีกเรื่องหนึ่งที่ไม่เล่าก็ไม่ได้ก็คือบริการห้องสุขาของเขา เอาเรื่องอ่างล้างหน้าก่อน ก็พอฟัดพอเหวี่ยงกัน และน้ำไม่ค่อยใหลเช่นกัน เช่นเดียวกับสบู่ล้างมือ ก็ไม่ค่อยมีมาวางให้พอเพียงนัก ส่วนห้องสุขานั้น พบว่ามีที่เป็นส้วมแบบนั่งยอง ๆ อยู่แถบหนึ่งสำหรับคนพื้นเมืองใช้ อีกแถบหนึ่งค่อยดีหน่อยเป็นแบบโถนั่งสูงเหมือนส่วนใหญ่ที่เราใข้กันที่บ้านทั่วไป อย่างไรก็ตาม ผู่โดยสารใหม่ที่เข้าไปใข้บริการมักจะไม่รู้หรอกว่าห้องที่ตัวเข้าไปใข้บริการนั้น จะเป็นที่นั่งแบบใดและคงจำใจใช้ไปตามที่เห็นนั้นอย่างไม่มีทางเลือก หากเป็นแบบนั่งยอง ๆ ถ่ายทุกข็แบบนั้น ๆ แต่ลักษณะของแบบห้องบริการสิ่งเหล่านี้ ก็คล้าย ๆ กัน เช่นประตูเปิดปิด น่าจะเป็นห้องสำเร็จรูปทำด้วยอลูมิเนียมเหมือนกับรถขบวนดี ๆ ของเรา ส่วนกระดาษชำระนั้น ทุกคนจะต้องพึ่งตัวเองคือต้องเตรียมของตัวเองไปให้พร้อม จะหวังใช้ของในห้องสุขานั้น อย่าได้คิดทำทีเดียว เพราะบางช่วงบางเวลา กระดาษชำระจะหมดหรือเจ้าหน้าที่นำมาไว้ใหม่ไม่ทัน มิฉนั้นแล้วท่านอาจออกจากห้องน้ำไม่ได้ถ้าไม่เสียสละผ้าเช็ดหน้าสักผืนหรืออะไรที่ใช้แทนกันได้ก่อน ก็เป็นได้ ส่วนน้ำบริการราดส้วมนั้น ค่อยยังชั่วเพราะมีใหลพอใช้งานได้ค่อนข้างน่าพอใจ
สำหรับแอร์ในขบวนรถนั้น เย็นใช้ได้ดีทีเดียว บางครั้งออกจะหนาว ๆ เอาด้วยซ้ำ ออกไปนอกรถบ้าง แต่เป็นตอนที่รถยังจอดอยู่ที่สถานี นะครับ โปรดอย่าเข้าใจว่าผมออกไปตอนรถกำลังวิ่งทีเดียวเชียว ไปที่รางรถก่อน, รางของเขาเราสังเกตุดูแล้ว รู้สึกว่าสันรางหนา,สูง และความห่างระหว่างราง 2 ข้างกว้างกว่าของรถไฟไทยเรา เยอะเหมือนกัน จึงทำให้รถเขาวิ่งทำความเร็วได้สูง ไม่กลัวการพลิกตกรางง่าย ๆ ส่วนรางที่ใช้งานก็น่าจะเชื่อมติดกันเป็นช่วง ๆ แบบเดียวกับบ้านเราเหมือนกัน จะสังเกตุได้จากเสียงล้อที่บดไปบนราง ระรื่นหูไปแทบตลอดทาง แต่บางช่วงก็มีชึกชักชึกให้ได้ยินเป็นช่วงสั้น ๆ บ้างเหมือนกัน ส่วนผู้โดยสารที่ปีนป่ายนั่งบนหลังคารถในขบวนรถด่วนพิเศษนี้ ไม่เห็นมี ถ้าเป็นขบวนท้องถิ่นชั้น 3 ทั่วไปที่วิ่งกลางวันน่าจะยังมีอยู่พอ ๆ กับบ้านเราบ้าง
เอ้ากลับเข้าในรถอีกที พูดถึงอาบังนายตรวจตั๋วตามภาพที่ถ่ายมาให้ดูข้างต้นอีกครั้ง นายตรวจคนนี้ ร่างสูงใหญ่ พูดอังกฤษได้ดี และพูดไทยบางคำได้ด้วย เช่น สวัสดีครับ ขอบคุณมากครับ เป็นต้น เข้าใจว่าคงมีคนสอนให้พูด ที่สำคัญคือเครื่องแบบนายตรวจของเขาดูเท่ห์ และสง่างามมาก เป็นสีน้ำเงินเข้ม ซ้ำปลายแขนเสื้อยังมีแถบทองอีกหลายแถบ ดูยังกะกัปตันเครื่องบินยังไงยังงั้น ถ้าจะเทียบกับของไทยเรา เราสวยและสง่างามสู้ของเขาไม่ได้หรอก อยากคิดว่าเพราะเขาเป็นอินเตอร์มากกว่าเรากระมั้ง แต่อาจคิดผิดก็ได้ครับ อ้อ อีกอย่างเกือบลืม คือจะมีคนเดินขายของบนรถไฟเดินถือกาต้มน้ำทองเหลือใบใหญ่ พวยกายาวยื่นเฉียงขึ้นข้างบนเดินไปมา ร้อง จาย ๆ ๆ ทีแรกพวกเราก็ไม่รู้ว่าเป็นอะไร เมื่อลองบอกให้เอามาให้ลองกิน เขาก็รินน้ำในกาใหญ่นั้นใส่แก้ว ยื่นมาให้คนละแก้ว พอกินแล้วจึงรู้ว่าเป็นชาร้อนผสมน้ำมะนาว รสเปรี้ยว ๆ หวาน ๆ อ่ร่อยเหมือนกันนั่นเอง จายที่เขานำเดินบริการไปมานี้ ไม่ได้รวมกับค่าอาหารในตั๋ว ต้องเสียเงินซื้อต่างหากนะครับ สนนราคาค่างวดของมันก็ทู๊กถูกคือ แก้วละเพียง 5 รูปีเท่านั้น คิดเป็นเงินไทยก็ไม่ถึง 5 บาทด้วยซ้ำ นับว่าถูกมาก เมืองไทยเรากาแฟร้อนหรือชาร้อนตอนนี้อย่างต่ำต้อง 10.00 บาทเข้าไปแล้ว
ทิดพ่อครับ
มาร่วมระลึกถึงความหลังครับ
ในเวลาที่เดินทางนั้น ไปอยู่เดลีไม่กี่เดือนก็ต้องไปอุปสมบทเฉลิมพระเกียรติที่พุทคยา จึงไม่เคยขึ้นรถไฟอินเดียเช่นกันกับคณะที่มาจากเมืองไทยครับ
จึงตื่นเต้นมากเป็นธรรมดา(ในเวลานั้น)
แต่พออยู่ไปๆ ชักชิน รถไฟอินเดียก็ใช้ได้ครับ หากเลือกชั้นโดยสารที่เหมาะสมกับเรา
ได้เห็นวิถีชีวิตที่หลากหลายและหากมองให้เป็นก็ได้ความรู้ครับ
เป็นเจ้าหน้าที่ตรวจตั๋วที่หล่อเอาการนะครับ
สวัสดีค่ะคุณพ่อสกล
ผิดคาดเลย
คิดว่ารถไฟที่อินเดียจะคลุกฝุ่น
เหมือนรถเมล์ที่นั่งบนหลังคา
แต่นี่ดูหรูดี น่านั่งจัง
ไม่รู้ว่าสนามบิน กับสถานีรถไฟ
อันไหนจะหรูกว่ากัน
ขอบคุณครับ ที่เข้ามาเยี่ยมเยียน สนามบินกับสถานีรถไฟนั้น ต้องยอมรับว่าสนามบินใหญ่ ๆ อย่างสนามบินอินทิราคานธี ที่เดลี หรูกว่าสถานีรถไฟแน่ ๆ แต่ทว่า มันเป็นบริการคนละประเภทกันนะครับ