เมื่อเรารู้วิธีว่าจะพ้นทุกข์อย่างไร เราก็จะรู้วิธีว่าจะสร้างสุขได้อย่างไรเช่นกัน.

เดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา  มีเรื่องราวดีๆเกิดขึ้นหลายอย่าง    เป็นช่วงเวลาที่ดีและพิเศษอีกครั้ง เพราะ กลุ่มสังฆะของโรงพยาบาล  ได้นิมนต์หลวงพี่จากวัดดอยกิ่วขมิ้น  มานำภาวนาให้ในค่ำวันหนึ่ง

ก่อนหน้านี้ข้าพเจ้าได้ไปกราบหลวงพี่พร้อมกับน้องหมอจากเมืองปายเราได้สนทนาธรรมกับท่านอยู่นานพอสมควร   ข้าพเจ้าจึงได้กราบเรียนหลวงพี่ว่า ในอนาคตข้างหน้านี้จะขอนิมนต์หลวงพี่ไปนำภาวนาที่โรงพยาบาลอีกสักครั้ง หลวงพี่ท่านยิ้มๆแล้วกล่าวว่า  นั่นก็แล้วแต่เหตุและปัจจัยนะโยม   ท่านไม่ตอบรับแต่ก็ไม่ได้ปฎิเสธเสียทีเดียว  และเนื่องจากเป็นช่วงเข้าพรรษา  พวกเราก็ไม่แน่ใจว่า  ท่านจะรับกิจนิมนต์อันใดหรือไม่  ทั้งดูเหมือนว่า หลวงพี่ท่านไม่ประสงค์จะไปไหนไกลนักในช่วงเข้าพรรษานี้  แต่เราต่างคิดเห็นในใจว่า การมานำภาวนาที่โรงพยาบาลใกล้ๆ ในตอนค่ำๆ  แล้ว กลับวัดตอนสามทุ่ม  คงจะเป็นไปได้สูงอยู่ที่ท่านจะรับนิมนต์

ห้องสมาธิของเราปรับปรุงใหม่อีกเล็กน้อย  แถมเราต่างมีความเห็นร่วมกันว่า ควรจะมีอาสนะที่นั่งสำหรับพระภิกษุเก็บไว้ด้วย  เพราะที่ผ่านมาเวลาไปนิมนต์พระอาจารย์มาสอน เราต้องไปหยิบยืมอาสนะทีนั่งจากวัดนั้นวัดนี้มา ไหนๆ สังฆะเราก็จะมีโครงการนิมนต์ครูบาอาจารย์ สายการปฎิบัติ มานำภาวนาอย่างน้อยเดือนละครั้งอยู่แล้ว เราเลยตกลงใจ ที่จะจัดหาอาสนะที่นั่งสำหรับพระไว้ให้พร้อม

          ที่ผ่านมา  เราได้เชื้อเชิญญาติโยมที่สนใจในจังหวัดแต่ไม่ได้ทำงานในโรงพยาบาล มาปฎิบัติสมาธิภาวนากับเราด้วย   แถมในทุกวันพระ เราทั้งหลายที่พอจะมีเวลาว่าง ก็จะไป ทำวัตรเย็นและไปนั่งสมาธิกับ พ่ออุ้ยแม่อุ้ยที่มีบ้านเรือนอาศัยในเมืองแม่ฮ่องสอน และมีธรรมเนียมปฎิบัติไปวัดกันในวันพระ( ที่นี่เขาเรียกว่าไปนอนวัด) พวกท่านเหล่านี้จะนุ่งขาวห่มขาวไปอยู่วัด  และมีนั่งสมาธิกันด้วยในตอนค่ำๆ  ข้าพเจ้าได้มีโอกาสไปทำวัตรเย็นที่วัดบ้านใหม่มาแล้วหนึ่งครั้ง  เป็นบรรยากาศที่ดีมากๆ  หลวงพ่อทองปานและบรรดาพระทั้งหมดของวัดมาทำวัตรเย็นสวดมนต์กับญาติโยมจากนั้นก็นั่งสมาธิกัน  โดยมีหลวงพ่อเป็นผู้นำภาวนา 

ที่เห็นและเป็นอยู่ ผู้คนที่นี่ยังสนใจใส่บาตรทำบุญในตอนเช้า  พากันไปวัดในวันพระ และจะมีการปฎิบัติสมาธิภาวนาด้วยกันที่วัด เป็นวิถีปฎิบัติแบบพุทธเถรวาทค่อนข้างเต็มรูปแบบมากๆ ข้าพเจ้าไม่ค่อยพบเจอนักในเมืองใหญ่  การใส่บาตรทำบุญอาจจะยังคงมีอยู่ แต่วิถีแห่งการไปภาวนาไปปฎิบัติ  ไม่ค่อยมีให้เห็นสักเท่าไหร่แล้ว

ชีวิตผู้คนในเมืองใหญ่คงจะยุ่งยากเกินไป และสูญเสียเวลาไปทำสิ่งอื่นๆ ในทางโลกมากเกินไป  แถมอาจจะเห็นว่าสิ่งนั้นมีความสำคัญมากกว่า การไปภาวนาไปนั่งนิ่่งเงียบตามลมหายใจเป็นไหนๆ  หลายคนทนไม่ได้แม้กระทั่งการนั่งนิ่งเงียบตามลำพังกับตัวเองสักห้านาทีด้วยซ้ำ  พวกเขาต้องหาอะไรทำ  ต้องเปิดทีวี   ต้องอ่านหนังสือ  ต้องคิดโน่นคิดนี่ ชีวิตที่มีคุณค่าคือการยุ่งวุ่นวายกับอะไรสักอย่างในความคิดเห็นของพวกเขา  คนที่จะมานั่งเฉยๆ แบบนั้นได้ต้องเป็นคนขี้เกียจ หรือเป็นคนที่ไม่มีอะไรทำมากกว่า 

ข้าพเจ้าเคยพูดทีเลยทีจริงกับน้องหมอที่สนิทกัน และยุ่งอยู่กับงานตลอดเวลาว่า  เคยได้ยินคำว่า The power of do  nothing ไหม๊  แค่วันละสามนาทีห้านาทีกับการอยู่กับตัวเองก็อาจจะทำให้เราผ่อนคลายสบายใจได้ ไม่ต้องทำอะไร ไม่ต้องคิดอะไร   แค่นั่งอยู่เฉยๆ น่ะ  ..   ข้าพเจ้านึกขำตนเองที่พบว่า หลังเข้าสู่การปฎิบัติธรรม ข้าพเจ้ามักจะขอให้คนที่รู้จักและคุ้นเคย หยุดทำอะไรต่อมิอะไรเสียงั้น   (ทั้งๆที่แต่ก่อนนั้นเรามักจะคุยกันถึงเรื่องการทำโน่นทำนี่ ทำนั่นอยู่ตลอดเวลา  )

ตอนที่หลวงพี่พิทยามานำภาวนาที่นี่  มีกัลยาณมิตรทางธรรมที่ไม่ได้ทำงานในโรงพยาบาล  แต่เป็นชาวเมืองแม่ฮ่องสอน มาเข้าร่วมงานภาวนากับเราอยู่หลายท่านและต่างประทับใจมาก  แถมกล่าวว่า มีความสนใจและยินดีมากถ้ากลุ่มสังฆะเราจะมีงานภาวนาใดๆ  พวกท่านเหล่านี้ก็จะมาภาวนากับเราด้วย 

ข้าพเจ้าพบว่าเป็นเรื่องทีดี  เมื่อเราได้เข้าไปสู่ชุมชนของเมืองนี้ที่สนใจการปฎิบัติสมาธิภาวนา  เราจึงมีกัลยาณมิตรทางธรรมข้างนอกโรงพยาบาล หลายสาขาอาชีพ  นอกจากนี้ในนามของสังฆะโรงพยาบาล เราได้ร่วมกันทำบุญบริจาคเงินพิมพ์หนังสือชื่อ “ทางเอก “ ของหลวงพ่อปราโมทย์  ปาโมชโช แล้วนำไปแจกจ่ายให้ยังสถานที่ต่างๆ  ตั้งแต่วัดในเมืองแม่ฮ่องสอน  ให้ท่านพ่อเมือง (ผู้ว่าราชการ)    ให้โรงเรียน  ให้กัลยาณมิตรที่สนใจนอกโรงพยาบาล   แถมมอบให้ผู้อำนวยการโรงพยาบาลทุกโรงพยาบาลในจังหวัด  รวมทั้งนายแพทย์ สสจ. ด้วย

พวกเราไม่รู้หรอกว่า  ท่านเหล่านี้สนใจในการปฎิบัติสมาธิภาวนาหรือไม่ แต่เป็นสิ่งที่เราทำด้วยความสุขใจ  เราต่างหวังว่าสักวันหนึ่ง  หนังสือเล่มนี้จะเป็นสิ่งที่สำคัญและจะเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับพวกท่านเหล่านั้นบ้าง

กิจกรรมแจกหนังสือธรรมะ เป็นกิจกรรมที่เราทำกันในช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา มาเดือนกรกฎาคม เราก็เริ่่มกิจกรรม“ภาวนาด้วยกันทุกวันศุกร์“ และนอกจากการภาวนาด้วยกันทุกวันศุกร์แล้ว ก็ยังมีการภาวนาใหญ่ขึ้นมาอีกหน่อย ด้วยการนิมนต์ครูบาอาจารย์สายการปฎิบัติของเมืองนี้มานำภาวนา และเชื้อเชิญกัลยาณมิตรนอกโรงพยาบาลที่สนใจมาเข้าร่วมด้วย

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา  สังฆะเราก็ได้ไปนิมนต์หลวงพี่เพทายจากวัดดอยกิ่วขมิ้น มานำภาวนาอีกครั้ง นี่เป็นครั้งที่สองที่เราไปนิมนต์ท่าน หลังจากที่เราจัดให้มีห้องสมาธิขึ้นมา

ค่ำวันนั้นช่วงแรกของธรรมบรรยาย หลวงพี่สอนถึงแนวทางการปฎิบัติ  ท่านบอกว่านี่จะเป็นเหมือนการชี้แผนที่ก่อน  ว่าเราจะไปทางไหน  มาปฎิบัติไปทำไม และจะได้อะไรจากการมาปฎิบัติ   หลังจากนั้นท่านก็นำภาวนาให้  ท่าน สอนเรื่องหลักของการปฎิบัติหลายประการ โดยกล่าวว่า เราทั้งหลายนั้นมีความทุกข์แต่มักจะแก้ไขความทุกข์กันไปแบบโลกๆ ได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง  บางทีก็แก้ไม่ตรงจุด ไม่ได้แก้ที่ปัญหาจริง ๆ แต่การภาวนาจะช่วยให้เรามีปัญญาในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ตรงจุดและตรงประเด็นขึ้น   

 ท่านยังเน้นย้ำเช่นเดิมว่า  เวลาเรามีความทุกข์ เวลาเราโกรธใครสักคน  เราก็มักจะโทษคนอื่นสิ่งอื่นอยู่เสมอว่าเป็นสาเหตุของสิ่งทั้งปวง  เราควรจะพิจารณาเรื่องนี้ให้ดี ว่าอะไรเป็นสาเหตุกันแน่ 

หลักของเหตุและปัจจัยคือหลักสำคัญ  เมื่อสิ่งนี้มี  สิ่งนี้จึงมีขึ้นมา  เมื่อสิ่งนี้ดับไปสิ่งนั้นก็จะดับไปด้วย   ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามกฏนี้เสมอ    เมื่อมีเหตุการณ์ใดๆเกิดขึ้นในชีวิตเรา จึงควรต้องพิจารณาถึงหลักแห่งเหตุและปัจจัยให้มาก 

ท่านกล่าวอีกว่า เหตุทั้งหมดของความทุกข์ทั้งปวงมาจากจิตเราเอง     เมื่อเกิดผัสสะรับรู้อะไรบางอย่างขึ้นมา จิตมักจะมีการปรุงแต่งต่อไปแล้วมากมาย และเรามีสติรู้ไม่ทันการปรุงแต่งนั้น  จึงเกิดเป็นตัวเป็นตนหรืออัตตาขึ้นมา แถมเรายังไปยึดมั่นถือมั่นเป็นตัวเป็นตนอยู่อย่างนั้นไม่ยอมเลิกยอมปล่อย ท่านแนะนำว่าเราต้องนึกถึงหลักแห่งความเป็นอนัตตาให้มาก   การบอกว่า ให้นึกถึง  ไม่ได้หมายถึง การท่องเอา คิดเอา แต่การปฎิบัติธรรมจะทำให้เรามองเห็นสิ่งนี้       อารมณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในจิตใจเรานั้น ท่านว่า ถ้าเราลองสังเกตให้ดี จะพบว่ามันมีเกิดขึ้น  สักพักก็อ่อนลง แล้วก็หายไปได้เอง  ทุกอย่างเป็นไปแบบนั้นตามธรรมชาติ ไม่มีใครไปทำขึ้น ไม่มีใครมาบันดาลให้เกิดขึ้น  เราก็ไม่ได้ทำ คนอื่นก็ไม่ได้ทำ  มันเป็นไปเช่นนั้นตามหลักธรรมชาติของสิ่งต่างๆ  ตามเหตุและปัจจัย   แต่มันเกิดเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมา  เพราะเมื่อจิตเรารับรู้ แต่ไม่มีสติกำกับ จึงมีกาีรปรุงแต่งต่อไปมากมาย  กลายเป็นตัวเป็นตน  เกิดคำว่าตัวฉันของฉันที่จะไม่ยอมให้ใครมาทำลาย มาทำร้ายได้ 

เวลาเราโกรธอะไรหรือโกรธใครสักคน  ท่านให้เราถามตัวเองให้ดีก่อนว่า  เราโกรธที่ตัวเขาหรือว่าโกรธเพราะเขามาทำลายความคิดเห็น หรือมาทำลายความมีตัวมีตนของเรากันแน่  และด้วยความยึดมั่นถือมั่นในความคิดเห็น ในศักดิ์ศรีที่เป็นตัวเป็นตนนั้น เราจึงโกรธขึ้นมา ใช่หรือไม่

หลวงพี่ยังกล่าวอีกว่าอันที่จริงแล้ว ความเป็นตัวเป็นตนของเรานั้นก็ไม่ได้มีตลอดเวลา  ท่านถามว่าเวลาเรานอนหลับสนิทไปโดยไม่ฝันเลย ตัวเราไปไหนล่ะเราหายไปไหน

เมื่อลืมตาตื่นขึ้ินมาในตอนเช้า  ท่านแนะนำให้เราลองมองดูฝ่ามือตนเองทันทีเป็นอันดับแรก ให้สังเกตความรู้สึกแรกสุดที่เรามองดูฝ่ามือไว้  เริ่มต้นเราแค่มองเห็นฝ่ามือ ยังไม่มีผู้กระทำยังไม่มีำผู้คิด  แต่สักพักเดียวเราจะเกิดความรู้สึกใหม่ว่านี่คือมือของฉัน  นี่คือตัวฉัน

ดังนั้นมีอยู่บางสภาวะ ที่เราก็ไม่ได้มีตัวมีตนเหมือนกัน   แต่ส่วนใหญ่ความเป็นฉันและตัวฉันก็จะเกิดขึ้นเป็นพักๆ  ท่านว่ามันเกิดตามเหตุและปัจจัยที่มีมากระทบ แล้วเรามักจะไม่ทัน เพราะหลังจากมีผัสสะเกิดขึ้น จะเกิดการปรุงแต่งต่อด้วยความจำได้หมายรู้  ด้วยความคิดเห็นต่างๆ  เกิดเป็นตัวตนขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

ความทุกข์ของเราทั้งหลายนั้นเกิดจากการยึดติด  และคิดว่ามีตัวมีตนนั่นแหละ  และไปมองเห็นว่าทุกสิ่งเป็นของจีรังยั่งยืนและต้องไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง  ที่เราไม่ยอมปล่อยอะไรเลยเพราะเรายึดติดคิดว่ามันเที่ยง  เราจะยอมปล่อยก็ต่อเมื่อเกิดการรับรู้ด้วยตนเองนั่นแหละว่า มันไม่เที่ยงจริงๆ ถึงจะยอมปล่อย  (แถมดูเหมือนว่าการรับรู้ที่ว่านั้น  ต้องได้มาจากการปฏิิฺบัติสมาธิภาวนา เท่านั้น ไม่ได้มาจากการคิดเอาเอง )

ในการนั่งสมาธิท่านสอนว่า  เอาความอยากออกไปก่อน  เอาความรู้ เอาคำสอนของครูบาอาจารย์ทั้งหลายออกไปก่อน  รวมทั้งตำหรับตำราทั้งหลายที่อ่านมาด้วย  ขอให้เป็นเพียงผู้ดูเฉยๆ ได้ไหม๊ เหมือนนั่งดูคนเดินผ่านหน้าบ้านไป  ไม่มีฉันเจ็บ  ไม่มีฉันนั่ง ไม่มีฉันโน่น  ไม่มีฉันนี่  เอาคำว่าฉันออกไปเสีย   ขอเป็นเพียงการมองสิ่งต่างๆ  ที่เกิดขึ้นอย่างแท้จริง  ให้ดูทุกอารมณ์ ทุกความรู้สึก โดยไม่มีผู้กระทำ  ทั้งไม่ควรคาดหวัง   ไม่ควรอยากได้โน่นได้นี่   เมื่อมีตัวฉันเกิดขึ้น มีความคิดเกิดขึ้นก็ให้รับรู้ไป เมื่อมีอารมณ์ใดเกิดขึ้นในสมาธิภาวนาก็รับรู้ไป ไม่ต้องอยากให้ดับให้หาย  เพราะเมื่อมีความอยากเกิดขึ้นมาเมื่อใด    ก็แสดงว่าต้องมีผู้อยาก (มีประธานเกิดขึ้น ) และเมื่อมี  ผู้ที่อยาก  จะให้เกิดนั่นเกิดนี่ขึ้นในขณะนั่งภาวนา  ก็แสดงว่าได้เกิดอัตตาตัวตน  ตัวเราของเราขึ้นมาแล้วนั่นเอง 

 ในค่ำวันนั้น หลวงพี่ยังกล่าวอีกว่า  เรามาปฎิบัติธรรม เพื่อเอาไปใช้ในชีวิตจริง  พวกโยมบางทีอาจต้องทำมากกว่าพระด้วยซ้ำ เพราะชีวิตพวกโยมเจอปัญหายุ่งยากซับซ้อนมากกว่าพระหลายอย่าง  พระนั้นไม่มีอะไรให้เป็นทุกข์มากหรอก 

เรามาปฎิบัติธรรมเพื่อเอาธรรมะไปใช้ในชีวิต ไม่ใช่มาปฎิบัติเพื่อเอาไปอวดใครๆให้ได้ชื่อว่าเป็นผู้ปฎิบัติเฉยๆ 

หลวงพี่ยังบอกเล่าในตอนท้ายว่า   หลังจากเข้าสู่หนทางการปฎิบัติสมาธิภาวนาเราควรจะเป็นยังไง หรือจะทำอะไรต่อ  ท่านแนะนำว่า  โยมไม่ต้องวิ่งหนีไปไหน หรือไปทำอะไร  โยมก็ใช้ชีวิตไปตามปกติธรรมดานี่แหละ

กลับมาสู่ ความเป็นปกติและธรรมดาดังที่เคยเป็นมาก่อนที่จะปฎิบัติธรรม  แต่โยมจะได้สิ่งหนึ่งติดตัวไป… โยมจะได้ปัญญาไปใช้ในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิต   

 การปฎิบัติธรรมจะทำให้เราพ้นทุกข์อย่างแท้จริง    แก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง

และเมื่อเรารู้วิธีว่าจะพ้นทุกข์อย่างไร   เราก็จะรู้วิธีว่าจะสร้างสุขได้อย่างไรเช่นกัน.