เดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา มีเรื่องราวดีๆเกิดขึ้นหลายอย่าง เป็นช่วงเวลาที่ดีและพิเศษอีกครั้ง เพราะ กลุ่มสังฆะของโรงพยาบาล ได้นิมนต์หลวงพี่จากวัดดอยกิ่วขมิ้น มานำภาวนาให้ในค่ำวันหนึ่ง
ก่อนหน้านี้ข้าพเจ้าได้ไปกราบหลวงพี่พร้อมกับน้องหมอจากเมืองปายเราได้สนทนาธรรมกับท่านอยู่นานพอสมควร ข้าพเจ้าจึงได้กราบเรียนหลวงพี่ว่า ในอนาคตข้างหน้านี้จะขอนิมนต์หลวงพี่ไปนำภาวนาที่โรงพยาบาลอีกสักครั้ง หลวงพี่ท่านยิ้มๆแล้วกล่าวว่า นั่นก็แล้วแต่เหตุและปัจจัยนะโยม ท่านไม่ตอบรับแต่ก็ไม่ได้ปฎิเสธเสียทีเดียว และเนื่องจากเป็นช่วงเข้าพรรษา พวกเราก็ไม่แน่ใจว่า ท่านจะรับกิจนิมนต์อันใดหรือไม่ ทั้งดูเหมือนว่า หลวงพี่ท่านไม่ประสงค์จะไปไหนไกลนักในช่วงเข้าพรรษานี้ แต่เราต่างคิดเห็นในใจว่า การมานำภาวนาที่โรงพยาบาลใกล้ๆ ในตอนค่ำๆ แล้ว กลับวัดตอนสามทุ่ม คงจะเป็นไปได้สูงอยู่ที่ท่านจะรับนิมนต์
ห้องสมาธิของเราปรับปรุงใหม่อีกเล็กน้อย แถมเราต่างมีความเห็นร่วมกันว่า ควรจะมีอาสนะที่นั่งสำหรับพระภิกษุเก็บไว้ด้วย เพราะที่ผ่านมาเวลาไปนิมนต์พระอาจารย์มาสอน เราต้องไปหยิบยืมอาสนะทีนั่งจากวัดนั้นวัดนี้มา ไหนๆ สังฆะเราก็จะมีโครงการนิมนต์ครูบาอาจารย์ สายการปฎิบัติ มานำภาวนาอย่างน้อยเดือนละครั้งอยู่แล้ว เราเลยตกลงใจ ที่จะจัดหาอาสนะที่นั่งสำหรับพระไว้ให้พร้อม
ที่ผ่านมา เราได้เชื้อเชิญญาติโยมที่สนใจในจังหวัดแต่ไม่ได้ทำงานในโรงพยาบาล มาปฎิบัติสมาธิภาวนากับเราด้วย แถมในทุกวันพระ เราทั้งหลายที่พอจะมีเวลาว่าง ก็จะไป ทำวัตรเย็นและไปนั่งสมาธิกับ พ่ออุ้ยแม่อุ้ยที่มีบ้านเรือนอาศัยในเมืองแม่ฮ่องสอน และมีธรรมเนียมปฎิบัติไปวัดกันในวันพระ( ที่นี่เขาเรียกว่าไปนอนวัด) พวกท่านเหล่านี้จะนุ่งขาวห่มขาวไปอยู่วัด และมีนั่งสมาธิกันด้วยในตอนค่ำๆ ข้าพเจ้าได้มีโอกาสไปทำวัตรเย็นที่วัดบ้านใหม่มาแล้วหนึ่งครั้ง เป็นบรรยากาศที่ดีมากๆ หลวงพ่อทองปานและบรรดาพระทั้งหมดของวัดมาทำวัตรเย็นสวดมนต์กับญาติโยมจากนั้นก็นั่งสมาธิกัน โดยมีหลวงพ่อเป็นผู้นำภาวนา
ที่เห็นและเป็นอยู่ ผู้คนที่นี่ยังสนใจใส่บาตรทำบุญในตอนเช้า พากันไปวัดในวันพระ และจะมีการปฎิบัติสมาธิภาวนาด้วยกันที่วัด เป็นวิถีปฎิบัติแบบพุทธเถรวาทค่อนข้างเต็มรูปแบบมากๆ ข้าพเจ้าไม่ค่อยพบเจอนักในเมืองใหญ่ การใส่บาตรทำบุญอาจจะยังคงมีอยู่ แต่วิถีแห่งการไปภาวนาไปปฎิบัติ ไม่ค่อยมีให้เห็นสักเท่าไหร่แล้ว
ชีวิตผู้คนในเมืองใหญ่คงจะยุ่งยากเกินไป และสูญเสียเวลาไปทำสิ่งอื่นๆ ในทางโลกมากเกินไป แถมอาจจะเห็นว่าสิ่งนั้นมีความสำคัญมากกว่า การไปภาวนาไปนั่งนิ่่งเงียบตามลมหายใจเป็นไหนๆ หลายคนทนไม่ได้แม้กระทั่งการนั่งนิ่งเงียบตามลำพังกับตัวเองสักห้านาทีด้วยซ้ำ พวกเขาต้องหาอะไรทำ ต้องเปิดทีวี ต้องอ่านหนังสือ ต้องคิดโน่นคิดนี่ ชีวิตที่มีคุณค่าคือการยุ่งวุ่นวายกับอะไรสักอย่างในความคิดเห็นของพวกเขา คนที่จะมานั่งเฉยๆ แบบนั้นได้ต้องเป็นคนขี้เกียจ หรือเป็นคนที่ไม่มีอะไรทำมากกว่า
ข้าพเจ้าเคยพูดทีเลยทีจริงกับน้องหมอที่สนิทกัน และยุ่งอยู่กับงานตลอดเวลาว่า เคยได้ยินคำว่า The power of do nothing ไหม๊ แค่วันละสามนาทีห้านาทีกับการอยู่กับตัวเองก็อาจจะทำให้เราผ่อนคลายสบายใจได้ ไม่ต้องทำอะไร ไม่ต้องคิดอะไร แค่นั่งอยู่เฉยๆ น่ะ .. ข้าพเจ้านึกขำตนเองที่พบว่า หลังเข้าสู่การปฎิบัติธรรม ข้าพเจ้ามักจะขอให้คนที่รู้จักและคุ้นเคย หยุดทำอะไรต่อมิอะไรเสียงั้น (ทั้งๆที่แต่ก่อนนั้นเรามักจะคุยกันถึงเรื่องการทำโน่นทำนี่ ทำนั่นอยู่ตลอดเวลา )
ตอนที่หลวงพี่พิทยามานำภาวนาที่นี่ มีกัลยาณมิตรทางธรรมที่ไม่ได้ทำงานในโรงพยาบาล แต่เป็นชาวเมืองแม่ฮ่องสอน มาเข้าร่วมงานภาวนากับเราอยู่หลายท่านและต่างประทับใจมาก แถมกล่าวว่า มีความสนใจและยินดีมากถ้ากลุ่มสังฆะเราจะมีงานภาวนาใดๆ พวกท่านเหล่านี้ก็จะมาภาวนากับเราด้วย
ข้าพเจ้าพบว่าเป็นเรื่องทีดี เมื่อเราได้เข้าไปสู่ชุมชนของเมืองนี้ที่สนใจการปฎิบัติสมาธิภาวนา เราจึงมีกัลยาณมิตรทางธรรมข้างนอกโรงพยาบาล หลายสาขาอาชีพ นอกจากนี้ในนามของสังฆะโรงพยาบาล เราได้ร่วมกันทำบุญบริจาคเงินพิมพ์หนังสือชื่อ “ทางเอก “ ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชโช แล้วนำไปแจกจ่ายให้ยังสถานที่ต่างๆ ตั้งแต่วัดในเมืองแม่ฮ่องสอน ให้ท่านพ่อเมือง (ผู้ว่าราชการ) ให้โรงเรียน ให้กัลยาณมิตรที่สนใจนอกโรงพยาบาล แถมมอบให้ผู้อำนวยการโรงพยาบาลทุกโรงพยาบาลในจังหวัด รวมทั้งนายแพทย์ สสจ. ด้วย
พวกเราไม่รู้หรอกว่า ท่านเหล่านี้สนใจในการปฎิบัติสมาธิภาวนาหรือไม่ แต่เป็นสิ่งที่เราทำด้วยความสุขใจ เราต่างหวังว่าสักวันหนึ่ง หนังสือเล่มนี้จะเป็นสิ่งที่สำคัญและจะเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับพวกท่านเหล่านั้นบ้าง
กิจกรรมแจกหนังสือธรรมะ เป็นกิจกรรมที่เราทำกันในช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา มาเดือนกรกฎาคม เราก็เริ่่มกิจกรรม“ภาวนาด้วยกันทุกวันศุกร์“ และนอกจากการภาวนาด้วยกันทุกวันศุกร์แล้ว ก็ยังมีการภาวนาใหญ่ขึ้นมาอีกหน่อย ด้วยการนิมนต์ครูบาอาจารย์สายการปฎิบัติของเมืองนี้มานำภาวนา และเชื้อเชิญกัลยาณมิตรนอกโรงพยาบาลที่สนใจมาเข้าร่วมด้วย
เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา สังฆะเราก็ได้ไปนิมนต์หลวงพี่เพทายจากวัดดอยกิ่วขมิ้น มานำภาวนาอีกครั้ง นี่เป็นครั้งที่สองที่เราไปนิมนต์ท่าน หลังจากที่เราจัดให้มีห้องสมาธิขึ้นมา
ค่ำวันนั้นช่วงแรกของธรรมบรรยาย หลวงพี่สอนถึงแนวทางการปฎิบัติ ท่านบอกว่านี่จะเป็นเหมือนการชี้แผนที่ก่อน ว่าเราจะไปทางไหน มาปฎิบัติไปทำไม และจะได้อะไรจากการมาปฎิบัติ หลังจากนั้นท่านก็นำภาวนาให้ ท่าน สอนเรื่องหลักของการปฎิบัติหลายประการ โดยกล่าวว่า เราทั้งหลายนั้นมีความทุกข์แต่มักจะแก้ไขความทุกข์กันไปแบบโลกๆ ได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง บางทีก็แก้ไม่ตรงจุด ไม่ได้แก้ที่ปัญหาจริง ๆ แต่การภาวนาจะช่วยให้เรามีปัญญาในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ตรงจุดและตรงประเด็นขึ้น ท่านยังเน้นย้ำเช่นเดิมว่า เวลาเรามีความทุกข์ เวลาเราโกรธใครสักคน เราก็มักจะโทษคนอื่นสิ่งอื่นอยู่เสมอว่าเป็นสาเหตุของสิ่งทั้งปวง เราควรจะพิจารณาเรื่องนี้ให้ดี ว่าอะไรเป็นสาเหตุกันแน่ หลักของเหตุและปัจจัยคือหลักสำคัญ เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมีขึ้นมา เมื่อสิ่งนี้ดับไปสิ่งนั้นก็จะดับไปด้วย ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามกฏนี้เสมอ เมื่อมีเหตุการณ์ใดๆเกิดขึ้นในชีวิตเรา จึงควรต้องพิจารณาถึงหลักแห่งเหตุและปัจจัยให้มาก
ท่านกล่าวอีกว่า เหตุทั้งหมดของความทุกข์ทั้งปวงมาจากจิตเราเอง เมื่อเกิดผัสสะรับรู้อะไรบางอย่างขึ้นมา จิตมักจะมีการปรุงแต่งต่อไปแล้วมากมาย และเรามีสติรู้ไม่ทันการปรุงแต่งนั้น จึงเกิดเป็นตัวเป็นตนหรืออัตตาขึ้นมา แถมเรายังไปยึดมั่นถือมั่นเป็นตัวเป็นตนอยู่อย่างนั้นไม่ยอมเลิกยอมปล่อย ท่านแนะนำว่าเราต้องนึกถึงหลักแห่งความเป็นอนัตตาให้มาก การบอกว่า ให้นึกถึง ไม่ได้หมายถึง การท่องเอา คิดเอา แต่การปฎิบัติธรรมจะทำให้เรามองเห็นสิ่งนี้ อารมณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในจิตใจเรานั้น ท่านว่า ถ้าเราลองสังเกตให้ดี จะพบว่ามันมีเกิดขึ้น สักพักก็อ่อนลง แล้วก็หายไปได้เอง ทุกอย่างเป็นไปแบบนั้นตามธรรมชาติ ไม่มีใครไปทำขึ้น ไม่มีใครมาบันดาลให้เกิดขึ้น เราก็ไม่ได้ทำ คนอื่นก็ไม่ได้ทำ มันเป็นไปเช่นนั้นตามหลักธรรมชาติของสิ่งต่างๆ ตามเหตุและปัจจัย แต่มันเกิดเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมา เพราะเมื่อจิตเรารับรู้ แต่ไม่มีสติกำกับ จึงมีกาีรปรุงแต่งต่อไปมากมาย กลายเป็นตัวเป็นตน เกิดคำว่าตัวฉันของฉันที่จะไม่ยอมให้ใครมาทำลาย มาทำร้ายได้
เวลาเราโกรธอะไรหรือโกรธใครสักคน ท่านให้เราถามตัวเองให้ดีก่อนว่า เราโกรธที่ตัวเขาหรือว่าโกรธเพราะเขามาทำลายความคิดเห็น หรือมาทำลายความมีตัวมีตนของเรากันแน่ และด้วยความยึดมั่นถือมั่นในความคิดเห็น ในศักดิ์ศรีที่เป็นตัวเป็นตนนั้น เราจึงโกรธขึ้นมา ใช่หรือไม่
หลวงพี่ยังกล่าวอีกว่าอันที่จริงแล้ว ความเป็นตัวเป็นตนของเรานั้นก็ไม่ได้มีตลอดเวลา ท่านถามว่าเวลาเรานอนหลับสนิทไปโดยไม่ฝันเลย ตัวเราไปไหนล่ะเราหายไปไหน
เมื่อลืมตาตื่นขึ้ินมาในตอนเช้า ท่านแนะนำให้เราลองมองดูฝ่ามือตนเองทันทีเป็นอันดับแรก ให้สังเกตความรู้สึกแรกสุดที่เรามองดูฝ่ามือไว้ เริ่มต้นเราแค่มองเห็นฝ่ามือ ยังไม่มีผู้กระทำยังไม่มีำผู้คิด แต่สักพักเดียวเราจะเกิดความรู้สึกใหม่ว่านี่คือมือของฉัน นี่คือตัวฉัน ดังนั้นมีอยู่บางสภาวะ ที่เราก็ไม่ได้มีตัวมีตนเหมือนกัน แต่ส่วนใหญ่ความเป็นฉันและตัวฉันก็จะเกิดขึ้นเป็นพักๆ ท่านว่ามันเกิดตามเหตุและปัจจัยที่มีมากระทบ แล้วเรามักจะไม่ทัน เพราะหลังจากมีผัสสะเกิดขึ้น จะเกิดการปรุงแต่งต่อด้วยความจำได้หมายรู้ ด้วยความคิดเห็นต่างๆ เกิดเป็นตัวตนขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ความทุกข์ของเราทั้งหลายนั้นเกิดจากการยึดติด และคิดว่ามีตัวมีตนนั่นแหละ และไปมองเห็นว่าทุกสิ่งเป็นของจีรังยั่งยืนและต้องไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ที่เราไม่ยอมปล่อยอะไรเลยเพราะเรายึดติดคิดว่ามันเที่ยง เราจะยอมปล่อยก็ต่อเมื่อเกิดการรับรู้ด้วยตนเองนั่นแหละว่า มันไม่เที่ยงจริงๆ ถึงจะยอมปล่อย (แถมดูเหมือนว่าการรับรู้ที่ว่านั้น ต้องได้มาจากการปฏิิฺบัติสมาธิภาวนา เท่านั้น ไม่ได้มาจากการคิดเอาเอง )

ในการนั่งสมาธิท่านสอนว่า เอาความอยากออกไปก่อน เอาความรู้ เอาคำสอนของครูบาอาจารย์ทั้งหลายออกไปก่อน รวมทั้งตำหรับตำราทั้งหลายที่อ่านมาด้วย ขอให้เป็นเพียงผู้ดูเฉยๆ ได้ไหม๊ เหมือนนั่งดูคนเดินผ่านหน้าบ้านไป ไม่มีฉันเจ็บ ไม่มีฉันนั่ง ไม่มีฉันโน่น ไม่มีฉันนี่ เอาคำว่าฉันออกไปเสีย ขอเป็นเพียงการมองสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างแท้จริง ให้ดูทุกอารมณ์ ทุกความรู้สึก โดยไม่มีผู้กระทำ ทั้งไม่ควรคาดหวัง ไม่ควรอยากได้โน่นได้นี่ เมื่อมีตัวฉันเกิดขึ้น มีความคิดเกิดขึ้นก็ให้รับรู้ไป เมื่อมีอารมณ์ใดเกิดขึ้นในสมาธิภาวนาก็รับรู้ไป ไม่ต้องอยากให้ดับให้หาย เพราะเมื่อมีความอยากเกิดขึ้นมาเมื่อใด ก็แสดงว่าต้องมีผู้อยาก (มีประธานเกิดขึ้น ) และเมื่อมี ผู้ที่อยาก จะให้เกิดนั่นเกิดนี่ขึ้นในขณะนั่งภาวนา ก็แสดงว่าได้เกิดอัตตาตัวตน ตัวเราของเราขึ้นมาแล้วนั่นเอง
ในค่ำวันนั้น หลวงพี่ยังกล่าวอีกว่า เรามาปฎิบัติธรรม เพื่อเอาไปใช้ในชีวิตจริง พวกโยมบางทีอาจต้องทำมากกว่าพระด้วยซ้ำ เพราะชีวิตพวกโยมเจอปัญหายุ่งยากซับซ้อนมากกว่าพระหลายอย่าง พระนั้นไม่มีอะไรให้เป็นทุกข์มากหรอก
เรามาปฎิบัติธรรมเพื่อเอาธรรมะไปใช้ในชีวิต ไม่ใช่มาปฎิบัติเพื่อเอาไปอวดใครๆให้ได้ชื่อว่าเป็นผู้ปฎิบัติเฉยๆ หลวงพี่ยังบอกเล่าในตอนท้ายว่า หลังจากเข้าสู่หนทางการปฎิบัติสมาธิภาวนาเราควรจะเป็นยังไง หรือจะทำอะไรต่อ ท่านแนะนำว่า โยมไม่ต้องวิ่งหนีไปไหน หรือไปทำอะไร โยมก็ใช้ชีวิตไปตามปกติธรรมดานี่แหละ กลับมาสู่ ความเป็นปกติและธรรมดาดังที่เคยเป็นมาก่อนที่จะปฎิบัติธรรม แต่โยมจะได้สิ่งหนึ่งติดตัวไป… โยมจะได้ปัญญาไปใช้ในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิต การปฎิบัติธรรมจะทำให้เราพ้นทุกข์อย่างแท้จริง แก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง และเมื่อเรารู้วิธีว่าจะพ้นทุกข์อย่างไร เราก็จะรู้วิธีว่าจะสร้างสุขได้อย่างไรเช่นกัน.

ถ่ายภาพเองมั้ยค่ะ สวยจังค่ะ
ภาพนี้ก็สวยค่ะ สวยมากเหมือนกัน
สวัสดีค่ะคุณสุดสายป่าน
ทั้งสองภาพ แบ่งปันมาจาก google.com ค่ะ
สวยดีนะคะ ผู้ที่ถ่ายภาพนี้ฝีมือยอดเยี่ยมจริงๆ ภาพเส้นทางเดิน และมีต้นไม้ดอกไม้อยู่ริมทาง เป็นภาพที่ดึงดูดใจมาก รวมทั้งภาพด้านล่างนี้ค่ะ
เมื่อเดือนก่อนผมได้มีโอกาสไปกราบครูบาอาจารย์ที่วัดแห่งหนึ่ง ท่านมอบหนังสือทางเอก ให้หนึ่งเล่ม ซึ่งเป็นธรรมทานจากกลุ่มสังฆะ รพ.ศรีสังวาลย์ ท่านบอกให้เอาไปแบ่งๆ กันอ่าน
ผมฟังธรรมะจากหลวงพ่อปราโมทย์มาได้สักระยะแล้วครับ แต่พบว่าหนังสือเล่มนี้เนื้อหาค่อนข้างหนักทีเดียว อ่านไปได้ครึ่งเล่มก็ต้องวาง เพราะรับน้ำหนักเนื้อหาไม่ไหว พาลจะเสียกำลังใจเอา ไว้มีกำลังสติปัญญามากกว่านี้จะกลับไปอ่านอีกรอบครับ
ไม่กี่วันจากนั้น กัลยณมิตรท่านหนึ่งให้หนังสืออีกเล่มของท่าน คือ "ดูจิตปีแรก" พบว่าอ่านง่าย เบาสบาย และอ่านจบภายในเวลาอันสั้น เหมาะกับสติปัญญามือใหม่อย่างผมครับ : )
สวัสดีค่ะน้องต้นกล้า
ดีใจค่ะ ที่หนังสือได้ถูกแบ่งปันไปจนถึงมือน้องต้นกล้าด้วย เรามีหนังสือดูจิตปีแรกเหมือนกันค่ะ แต่ก็ได้แจกจ่ายไปหมดแล้วเช่นกัน ด้วยเหตุและปัจจัยบางอย่าง หนังสือก็ถูกส่งผ่านไปยังผู้สนใจจนได้ ธรรมะจัดสรรจริงๆ
โห พี่ เขียนจากความทรงจำเหรอเนี่ย แสดงว่าสติดีมาก
ดีใจที่หนังสือทางเอกไปถึงมือคุณต้นกล้า อ่านแล้วยังไม่ค่อยเข้าใจนั้นไม่แปลกหรอก วางหนังสือลงแล้วปฏิบัติบ่อย ๆ รู้ตัวบ่อย ๆ แล้วลองกลับมาอ่านดูใหม่ รับรองว่าจะซึ้งขึ้นมาก คำถามที่เกิดขึ้น สิ่งที่สงสัย บางทีคำตอบมันก็ผุดขึ้นมาเองเฉย ๆ จากการปฏิบัติ
ขอยอมรับว่า เท่าที่จำได้ และเข้าใจได้ มีประมาณนี้แหละ ที่จริงคงมีมากกว่านี้แต่จำได้ไม่ชัดเจนนัก ธรรมะของหลวงพี่มีความลึกซึ้งและยากทีเดียว เลยต้องรับฟังเข้าไปก่อน เข้าใจไม่เข้าใจค่อยว่ากัน จากนั้นรอเวลาให้ธรรมบรรยายของท่านตกผลึกออกมาอีกที เลยตกผลึกได้เท่านี้แหละ คิดเอาก็ไม่ได้ด้วยนะ เคยลองคิดวิเคราะห์ตามสิ่งที่ท่านพูดแล้ว ทำเอาหัวบวม ปวดหมองไปเลย
เพราะท่านเน้นเรื่องของจิตล้วนๆ น้องนิถึงกับบอกว่า ท่านพูดยังกะจิตแพทย์ แถมพูดเหมือนเข้าไปนั่งในใจของคนปฎิบัติ ที่กำลังติดขัดอะไรบางอย่างอยู่ ...
สาธุครับ
จิตเป็นนาย
กายเป็นบ่าวครับ
ให้รู้ลงที่จิต
สวัสดีครับ
อนุโมทนาสาธุครับ
ปลายเดือน กค 52 ก็เป็นเดือนที่ดีที่สุด ช่วงหนึ่งของชีวิตเช่นกันครับ
จากการมาของพี่สาว ครูอาจารย์ท่านหนึ่งของผม...
พี่กะปุ๋ม ครับ
http://gotoknow.org/blog/kapoommind/280614
http://gotoknow.org/blog/kapoommind/281102
http://gotoknow.org/blog/kapoommind/281661
ปีหน้า อยากให้พี่จัด R2R ที่ศว.
น่าจะได้ทั้งความรู้เพื่องาน
และได้ศึกษาธรรมะแบบเนียนเข้ากับชีวิตประจำวัน
ที่พี่กะปุ๋มใช้คำว่า Engaged Buddhism ครับ...
http://gotoknow.org/blog/kapoommind
สวัสดีครับ...)
ขอบคุณค่ะ พี่ยา
ที่แบ่งปันธรรมะให้เราได้รับรู้อีกครั้ง...
ผู้ปฏิบัติที่เกิดจากความเข้าใจ เห็นปัญญาด้วยตนเองอย่างพระอาจารย์ เพทาย และ
พระอาจารย์ อีกหลายๆท่าน ก็ทำให้เรายิ่งเตือนตน ขณะที่กำลังเดินทางในเส้นทางนี้
ได้ดีเหลือเกินค่ะ เพราะที่เกิดขึ้นเราไม่สามารถบังคับจิตเราได้เองเลย
แต่เราก็ยังเผลอไปบังคับอยู่เสมอ action เองตลอด ไม่เคยมองให้เหมือนผ่านหน้าบ้านได้เท่าไหร่เลย
อนัตตาก็ยิ่งห่างไกลเหลือเกิน เพราะติดว่ากายนี้ใจนี้เป็นของเราอยู่ค่ะ
ขอบคุณกลุ่มสังฆะอีกครั้งค่ะ
วี
สวัสดีค่ะคุณPhornphon
จิตเป็นนายกายเป็นบ่าว จริงๆ ค่ะ
สุดท้ายก็คือ การดูที่จิต ..
น้อง kmsabai
ชอบเรื่องราวที่ อาจารย์ kapoom เล่าใน .blog.มากเลย อ่านแล้วรู้สึกดีๆ ค่ะ คงจะมีโอกาสได้พบเจอตัวจริงบ้าง ในสักวันหนึ่ง ..
น้อง วี
ถ้าสังฆะที่นี่มีเรื่องราวดีๆ จะนำมาแบ่งปันเรื่อยๆค่ะ
ขออนุโมทนาบุญ กับกลุ่มสังฆะ แห่ง รพ.ศรีสังวาลย์ด้วยค่ะ ขอให้เจริญในธรรมยิ่งๆขึ้นไปค่ะ
พี่ยาจ๋า เห็นด้วยว่า ทางเอกหนักไปสำหรับมือใหม่จ้า ขอแนะนำ หนังสือ "สุขง่ายๆที่ปลายจมูก" ของพระมหาวิเชียร ชินวํโส ตามเวบนี้เลยจ้าhttp://www.chinawangso.net/index.php?lay=show&ac=article&Ntype=3