ไทยรัฐฉบับวันที่ 31 กรกฎาคม 2552 นำเสนอเรื่องราวดีๆ เกี่ยวกับยาต้านไวรัสหวัด 2009 ผู้เขียนขอนำมาเล่าสู่กันฟัง [ ไทยรัฐ ]

ถ้าท่านได้รับประโยชน์จากบทความนี้... เรียนเสนอให้แวะไปให้กำลังใจเว็บไซต์ "ไทยรัฐ" กันครับ [ ไทยรัฐ ]

...

[ ข้อความคัดลอก ][ ไทยรัฐ ]

อภ.รับกระจายยาซานามิ เวียร์ให้ภาครัฐ 5 หมื่นกล่อง วอนญาติผู้ป่วยที่เสียชีวิตอนุญาตให้คณะแพทย์ทำการผ่าพิสูจน์ศพศึกษาข้อมูล จะทำให้วงการแพทย์ไทยได้รับองค์ความรู้เพิ่มขึ้น.. [ ไทยรัฐ ]

วันนี้(30 ก.ค.)นพ.วิทิต อรรถเวชกุล ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม(อภ.) กล่าวถึงการกระจายยาต้านไวรัสซานามิเวียร์ ซึ่งเป็นยาที่ใช้ในการรักษาโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009ในกรณีที่เชื้อไวรัสดื้อยาโอเซลทามิเวียร์ ว่า

... 

ได้รับรายงานตัวเลขอย่างไม่เป็นทางการ ขณะนี้ประเทศไทยมีการนำเข้ายาชนิดนี้แล้ว 70,000 กล่อง โดย 20,000 กล่อง อยู่ในภาคเอกชน และอีก 50,000 กล่อง อภ.กำลังจะดำเนินการลงนามบันทึกข้อตกลงกับบริษัทยาเจ้าของลิขสิทธิ์ยาดังกล่าว

เพื่อเป็นผู้รับผิดชอบในการกระจายยาภาครัฐ ซึ่งงบประมาณที่คณะรัฐมนตรี (ครม.)อนุมัติให้กรมควบคุมโรคซื้อยาซานามิเวียร์ เพื่มอีก 20,000 กล่อง ก็อาจจะสั่งซื้อจากอภ.ศิริราชและวชิระ ขอใช้ยาซานามิเวียร์แล้วแห่งละ 5 ชุด 

...

ด้านนพ.มล.สมชาย จักรพันธุ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ขณะนี้มีการสำรองยาซานามิเวียร์อยู่ในความรับผิดชอบแล้ว 20,000 ชุด จ่ายยาออกไปแล้ว 50,000 ชุดให้กับโรงพยาบาลศิริราช 

นอกจากนี้ วิทยาลัยการแพทย์กรุงเทพมหานครและวชิรพยาบาล ขอสนับสนุนยามา 50,000 ชุด อย่างไรก็ตาม ไม่แน่ใจว่านำไปใช้กับผู้ป่วยติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 หรือไม่

... 

เพราะโดยปกติยาโอเซลทามิเวียร์ก็ใช้ในการรักษาผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ อื่นด้วยผู้เชี่ยวชาญแนะให้ยาโอเซลทามิเวียร์ควบคู่ซานามิเวียร์ในผู้ป่วย อาการรุนแรง 

ด้านศ.นพ.อมร ลีลารัศมี หัวหน้าภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และประธานคณะอนุกรรมการสาขาโรคติดเชื้อ ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า

... 

ขณะนี้ยังไม่พบรายงานไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ใหม่ 2009 ดื้อยาต้านไวรัสโอเซลทามิเวียร์ การที่โรงพยาบาลศิริราช ขอสนับสนุนยาซานามิเวียร์จากกรมควบคุมโรค

เนื่องจากแนวทางการรักษาผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ที่มีอาการรุนแรง ปอดบวม ระบบหายใจล้มเหลว มีออกซิเจนในเลือดต่ำของโรงพยาบาลศิริราช แพทย์จะพิจารณาให้โอเซลทามิเวียร์ควบคู่กับซานามิเวียร์ทันที

... 

ซึ่งทั่วประเทศคาดว่ามีผู้ป่วยอาการรุนแรงไม่เกิน 100 ราย คุ้มที่จะลงทุนช่วยชีวิตผู้ป่วย จึงอยากแนะนำให้แพทย์ใช้แนวทางการรักษาเช่นนี้กับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงด้วย

ศ.นพ.อมร กล่าวอีกว่า เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ตามฤดูกาลของปี 2008 เป็นเชื้อไวรัสเอช 1 เอ็น 1 เช่นเดียวกับไวรัสไข้หวัดใหญ่ 2009 แต่เป็นคนละสายพันธุ์

... 

มีรายงานเชื้อดื้อยาโอเซลทามิเวียร์จำนวนมาก อาทิ ในประเทศเดนมาร์ก ดื้อยาถึง 67 % ทั้งที่ไม่มีการให้ยาโอเซลทามิเวียร์ ประเทศแอฟริกา ดื้อยา 50-60 %

ประเทศไทยการรายงานในช่วง ม.ค. - มี.ค. 2552 พบดื้อยากว่า 90 % ซึ่งการดื้อยาของไวรัสสายพันธุ์เก่าในทั่วโลกเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมากเพียง 1 ปี จากที่ปี 2007 ยังไม่มีรายงานการดื้อยา แต่ปีต่อมากลับพบการดื้อยาในอัตราที่ค่อนข้างสูง และเชื้อที่ดื้อยานี้สามารถ มีชีวิตอยู่ต่อไปได้

... 

ขณะที่เชื้อดื้อยาจากการกินยาพบเพียง 0.4 - 4 % ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในเด็กและเชื้อไวรัสที่ดื้อยาจะหายไปเองการให้ยามากอาจ ไม่ใช่ปัจจัยหลักเชื้อหวัด 2009 ดื้อยา

หัวหน้าภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล กล่าวด้วยว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ดื้อยา น่าจะเกิดเพราะ 2 ประเด็น ได้แก่

... 

1. เชื้อไวรัสมีการพัฒนาตนเองจนเชื้อดื้อยา อาจใช้เวลา 6 เดือน หรือ 1-2 ปี และ

2. เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ใหม่ 2009 ผสมกับเชื้อไวรัสเอช 1 เอ็น 1 ที่ระบาดในปี 2008 ที่ดื้อยาในอัตราสูงแล้วเกิดเป็นสายพันธุ์ใหม่ที่ดื้อยาโอเซลทามิเวียร์

... 

แต่การผสมระหว่าง 2 สายพันธุ์นี้ ความดุร้ายของเชื้อไม่น่าจะเพิ่มขึ้นเพราะเชื้อไวรัส 2009 มีความรุนแรงน้อย เว้นแต่จะมีการกลายพันธุ์อีกครั้งโดยการผสมกับเชื้อไวรัสไข้หวัดนก เอช 5 เอ็น 1 ที่มีความรุนแรงของโรคค่อนข้างสูงซึ่งน่าห่วงมาก 

“การที่เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 จะดื้อยาน่าจะเกิดขึ้นเพราะตัวของมันเอง ไม่เกี่ยวกับการให้ยา

... 

การกระจายกินยาโอเซลทามิเวียร์จำนวนมากๆให้กับผู้ป่วย อาจไม่ใช่ปัจจัยเสริมหลักที่ทำให้เชื้อไวรัสดื้อยา เพราะเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เดิมที่มีการดื้อยาก็ปรากฎชัดว่า

ในกรณีที่ไม่มีการใช้ยาโอเซลทามิเวียร์ เชื้อไวรัสก็ดื้อยา ซึ่งกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์จะต้องเฝ้าระวังเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด หากพบเชื้อดื้อยาเพียง 2-3 ราย แต่ไม่ได้เกิดขึ้นในพื้นที่เดียวกัน แสดงว่าเชื้อดื้อยาแพร่กระจายไปมากแล้ว”ศ.นพ.อมรกล่าว

...

ศ.นพ.อมร กล่าวอีกด้วยว่า ในฐานะแพทย์อยากขอร้องญาติผู้ป่วยที่เสียชีวิตจากการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สาย พันธุ์ใหม่ 2009 ให้อนุญาตให้คณะแพทย์ทำการผ่าพิสูจน์ศพศึกษาข้อมูล จะทำให้วงการแพทย์ไทยได้รับองค์ความรู้เพิ่มขึ้น

อาทิ ผู้เสียชีวิตมีการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำหรือไม่ หรือไวรัสชนิดนี้ทำลายปอดรุนแรงขนาดไหน ซึ่งหากได้ผ่าพิสูจน์ศพผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ 4-5 ราย จะทำให้ได้ข้อมูลหนักแน่นขึ้น แพทย์ไทยเก่งขึ้น และนำมาใช้ในการช่วยเหลือคนไทยทั้งประเทศต่อไป

...

ขณะที่ รศ.(พิเศษ)นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ ผู้ทรงคุณวุฒิระดับ 11 กรมการแพทย์ กล่าวว่า ขณะนี้ทั่วโลกมีรายงานเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ดื้อยาโอเซลทามิเวียร์แล้ว 8 ราย

แบ่งเป็นญี่ปุ่น 4 ราย แคนาดา 1 ราย เดนมาร์ก 1 ราย จีน 1 รายและฮ่องกง 1 ราย ในจำนวนนี้ 7 รายเกิดจากการให้ยาโอเซลทามิเวียร์ อีก 1 ราย ไม่มีประวัติได้รับยากรมวิทย์ฯ ชี้กินยา 7-8 ปี ดื้อยาเป็นธรรมดา 

...

ดร.วัฒนา อู่วาณิชย์ เจ้าหน้าที่สำนักวิชาการวิทยาศาสตร์การแพทย์ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยว่า อัตราการดื้อยาของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เดิมของปี 2008 ที่กรมฯเฝ้าติดตามอยู่นั้น ขณะนี้พบว่ามีอัตราการดื้อยาโอเซลทามิเวียร์สูง

ในไทยพบแล้วประมาณ 60-70% ของผู้ป่วยทั้งหมด ซึ่งประเทศอื่นๆก็แนวโน้มเช่นเดียวกันกับประเทศไทยเหมือนกัน

... 

โดยในสหรัฐอเมริกาเหนือและญี่ปุ่นมีอัตราการดื้อยาสูงมากถึง 90% ของผู้ป่วยทั้งหมด ทั่วโลกได้ใช้ยาโอเซลทามิเวียร์มาตั้งแต่ 7-8 ปีก่อน ซึ่งอัตราการดื้อยาจะเกิดขึ้นเมื่อมีการใช้ยาประมาณ 5-6 ปี

ซึ่งยาดังกล่าวก็ใช้มานานเกินแล้วก็ถือว่า เป็นปกติที่จะเกิดการดื้อยาได้ ซึ่งหากเกิดการดื้อยามากๆ ก็ทำให้ต้องเปลี่ยนยารักษาโรคไข้หวัดใหญ่ไปเรื่อย [ ไทยรัฐ ]

[ ข้อความคัดลอก ][ ไทยรัฐ ]