พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงปลูกฝังให้พสกนิกรมีความรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และทรงส่งเสริมความเข้มแข็งให้แก่ประชาชนในการช่วยทหารป้องกันภัยอันอาจเกิดขึ้นแก่ประเทศชาติด้วยการโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งกองเสือป่าขึ้น โดยได้เริ่มประกาศและชักชวนให้มีการจัดตั้งกองอาสาสมัครเสือป่า เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2454 และมีพิถีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาครั้งแรกของเสือป่าที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2454
“ เสือป่า” ที่กล่าวถึงข้างต้นนี้คงมีผู้สงสัยว่าคือใครหรือคืออะไร 
จึงใคร่ขออธิบายให้ทราบว่า เสือป่า คือ ผู้ชายไทยที่มิได้เป็นทหารแต่ได้รับการฝึกให้รู้จักวิธีการรับเพื่อจะได้สามารถป้องกันชาติบ้านเมืองยามเมื่อมีภัยได้ทั้งนี้คำว่า “ เสือป่า” คือ ผู้ชายไทยที่มิได้เป็นทหารที่เป็น “ เสือป่า” ทำหน้าที่สืบข้าวข้าศึกหรือสอดแนม ส่วนทหารที่เป็น “ แมวมอง” ทำหน้าที่เป้นกองระวังด่าน เมื่อข้าศึกผ่านมาก็บอกข่าวให้แม่ทัพทราบเท่าที่สังเกตเห็น โดยไม่ต้องพ้นไปจากที่ตั้งของตน
เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่ได้ทรงตั้งกองเสือป่า พระองค์ได้ทรงกำหนดหน้าที่ของเสือป่าไว้ดังนี้
หน้าที่ของเสือป่า
๑. หน้าที่ควรกระทำให้เป็นประโยชน์ในเวลาสงคราม
๑.๑ รักษาบ้านเมืองซึ่งอยู่หน้าศึกซึ่งไม่มีทหารรักษา
๑.๒ ปะทะต้านทาน หน่วงเหนี่ยวข้าศึกไว้เพื่อให้กองทหารยกไปทัน
๑.๓ รักษาด่านและขัดตาทัพในที่บางแห่งช่วยกองทหารไม่ให้ต้องแยกกองย่อยทำให้เปลืองกำลังเปล่าๆ ๑.๔ รักษาการติดต่อ บรรเทาภารกิจของกองทหาร
๑.๕ ช่วยลาดตระเวนสืบข่าว
๒. รักษาความสงบเรียบร้อยภายใน
๒.๑ ช่วยเจ้าหน้าที่รักษาความสงบทั่วไป
๒.๒ ช่วยเหลือเวลาเกิดเพลิงไหม้
๒.๓ ล้อมวังรักษาพระองค์
๒.๔ ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์
ทรงฝึกการซ้อมรบเสือป่า
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้เสือป่าหญิงและข้าราชบริพารถ่ายภาพร่วมกับพระองค์
หน้าที่ของเสือป่าข้างต้นทำให้เห็นได้ว่า ทรงต้องพระราชประสงค์ที่จะฝึกอบรมพลเมืองไทยให้มีความรู้ความเข้าใจวิธีการรักษาชาติบ้านเมืองและเพื่อให้แต่ละคนมีความเข้าใจว่าตนควรทำอะไร อย่างไร ในเหตุการณ์ใดบ้าง ความชัดเจนในการกำหนดหน้าที่ดังกล่าวจะทำให้ผู้เป็นสมาชิกเสือป่าสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่างๆ ในการช่วยป้องกันรักษาชาติบ้านเมืองได้ทันเวลา
ทั้งนี้ ในการฝึกซ้อมรบเสือป่า พระองค์ทรงเป็นผู้ฝึกเสือป่าด้วยพระองค์เอง ซึ่งนอกจากจะมีการฝึกการประลองยุทธแล้วพระองค์ก็ทรงนำเสือป่าเดินทางไกลจากค่ายหลวงพระราชวังสนามจันทร์ จังหวัดนครปฐม ไปจนถึงเจดีย์ยุทธหัตถี จังหวัดสุพรรณบุรีและเลยไปถึงกาญจนบุรีด้วย

ทรงฉลองพระองค์ชุดนายพลเสือป่าราบหลวงรักษาพระองค์
การเดินทางไกลของเสือป่าดังกล่าวนั้น กล่าวได้ว่าเป็นวิธีการสำรวจเส้นทางและภูมิประเทศแถบนี้ ซึ่งหากมีภัยใดๆ อันเกิดแก่ประเทศชาติก็จะสามารถหาวิธีการตั้งรับได้ การตั้งกองเสือป่าขึ้นจึงเป็นประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงขิงชาติได้อย่างดียิ่ง เพราะเป็นวิธีที่คนไทยต้องช่วยชาติอื่นมาช่วยเราแต่ฝ่ายเดียวนั้นคงจะไม่สามารถรักษาเสถียรภาพของชาติไว้ได้อย่างแน่นอน พระปรีชาญาณของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ทรงจัดตั้งกองเสือป่าขึ้นนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างยิ่ง เพราะนอกจากพระองค์จะทรงเหน็ดเหนื่อยตรากตรำพระวรกายแล้ว ยังทรงต้องใช้สติปัญญาอย่างสูงส่งลึกซึ้งในการที่จะทำให้บุคคลต่างๆ เข่าใจและเกิดศรัทธาที่จะรับการฝึกฝนอบรมอย่างต่อเนื่องอนึ่ง เมื่ทรงฝึกเสือป่าชายจนคนไทยส่วนใหญ่เข้าใจกิจการที่พระองค์ทรงกระทำแล้ว พระองค์ก็ทรงเปิดโอกาสให้มีเสือป่าหญิงในปี พ.ศ. 2463 โดยเริ่มจากเจ้านายฝ่ายในก่อนคือ พระวรกัญญาปทานพระองค์เจ้าวัลลภาเทวี ซึ่งทรงเป็นพระคู่หมั่น และพระญาติพระวงศ์ในราชสกุลวรวรรณอีกหลายองค์
ในส่วนของการปลูกฝังความรักชาติให้แก่เยาวชน โดยเฉพาะเด็กชายไทยซึ่งจะต้องเติบโตเป็นชายฉกรรจ์อันจะเป็นกำลังของชาติบ้านเมืองนั้นพระองค์ก็ได้ พระราชทานกำเนิดกิจการลูกเสือ ขึ้นในวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2454 จึงนับได้วา พระองค์ทรงเป็นบิดาแห่งการลูกเสือไทย
การที่มีกิจการลูกเสือเกิดขึ้นในบ้านเมืองไทยครั้งนี้ นับเป็นเกียรติแก่ประเทศไทยอย่างยิ่งเพราะเป็นประเทศลำดับที่ 3 ที่ก่อกำเนิดลูกเสือขึ้นในโลก (ประเทศแรก คือ ประเทศอังกฤษ โดยลอร์ด เบเดน เพาเวล ( Lord Barden Powell) เป็นผู้ริเริ่มกิจการลูกเสือขึ้นประเทศที่ ประเทศที่ 2 คือ ประเทศสหรัฐอเมริกา) กล่าวได้ว่าพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีสายพระเนตอันยาวไกล และมีพระวินิจฉัยอันถูกต้อง ทรงเห็นความสำคัญและประโยชน์ต่อชาติบ้านเมืองของกิจการนี้ การที่จะทรงจัดตั้งกิจการลูกเสือขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้ประเทศอื่นๆ ในโลกได้เห็นว่าไทยเป็นประเทศที่มีความเจริญยิ่งจึงสามารถที่จะเข้าใจกิจการอันเป็นสากลนี้

หนังสือพิมพ์ The Scout ของอังกฤษลงข่าวเกี่ยวกับ พระราชกรณียกิจเรื่องเสือป่าและลูกเสือ (ปี ค.ศ. ๑๙๑๒)
อนึ่ง ขณะนั้นกิจการลูกเสือในประเทศอังกฤษแพร่หลายมากขึ้น ทางราชการอังกฤษจึงมีระเบียบให้จดทะเบียนและขนานนามกองลูกเสือให้เหมาะสม นายซิดนีย์ ริสเชิส ( Sydney Riches) ซึ่งบิดาเคยดำรงตำแหน่งกงสกลสยามกิตติมศักดิ์ได้มีหนังสือขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตขนานนามกองลูกเสือที่เขาตั้งขึ้นเป็นผู้บังคับการว่า King of Siam’s Own Troop of Boy Scouts ( กองลูกเสือในสมเด็จพระเจ้ากรุงสยามมีชื่อย่อว่า K.S.O. ) เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้ากรุงสยาม รวมทั้งได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตใช้ตราช้างเผือเป็นตราประจำกองลูกเสือด้วย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตตามความประสงค์ของกองลูกเสือดังกล่าวเมื่อ พ.ศ.2455 (เครื่องหมายประจำกองของ K.S.O. เป็นตราช้างเผือกอันเป็นสัญญาลักษณ์ของกรุงสยามประทับลงบนธงยูเนียนแจ๊ก (Union Jack) ซึ่งเป็นธรงชาติของสหราชอาณาจักร) ทั้งนี้กองลูกเสือนี้ได้ปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ ซึ่งเป็นเกียรติประวัติอย่างยิ่งในนามของกองลูกเสือในสมเด็จพระเจ้ากรุงสยามมาจนถึงปัจจุบัน
อนึ่ง การสถาปนาลูกเสือไทยนั้นก็เพื่อฝึกอบรมเด็กชายไทยให้มีความเข้มแข็ง มีระเบียบวินัยและรู้จักหน้าที่ของการเป็นพลเมืองดี และนับแต่ได้มีการสถาปนากิจการลูกเสือ กิจการดังกล่าวก็มีความเจริญรุ่งเรืองมาจนถึงปัจจุบันทั้งนี้ ทุกวันที่ 1 เดือนกรกฎาคมของทุกปี ได้กำหนดให้เป็นวันลูกเสือแห่งชาติ ซึ่งจะมีการชุมนุมลูกเสือและมีการจัดกิจกรรมต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีการถวายบังคมเพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นเกล้าเจ้าอยู่หัวกันทั่วประเทศ
จากที่กล่าวมาข้างต้นนี้ จะเห็นได้ว่า การเสริมความแข็งแกร่งในการป้องกันประเทศชาติให้อยู่รอดปลอดภัยได้นั้น นอกจากทรงเตรียมประชาชนให้ช่วยเสริมกำลังทหารซึ่งมีหน้าที่ในการป้องกัน อธิปไตยของชาติโดยตรงแล้ว พระองค์ก็ทรงเสริมศักยภาพทางการทหารให้เพิ่มพูนมากขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งศักยภาพของทหารเรือ เนื่องจากในสมัยนั้น ภัยจากมหาอำนาจทางตะวันตกซึ่งกำลังล่าอาณานิคมอยู่ในดินแดนแถบประเทศตะวันออกมักจะถูกรุกรานโดยใช้กำลังเข้ามาทางทะเล พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงสนับสนุนการจัดตั้งราชนาวีสมาคมและได้ทรงรณรงค์ให้ประชาชนบริจาคเงินช่วยการจัดซื้อเรือรบพระร่วง จนเป็นผลสำเร็จ อันเป็นการช่วยชาติและเป็นการเพิ่มแสนยานุภาพให้แก่กองทัพเรือให้มีเรือรบที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพสูงและยัง ทรงจัดหาที่ดินที่สัตหีบไว้เพื่อจัดสร้างฐานทัพเรือ นอกจากนี้ยังทรงเตรียมการป้องกันภัยของประเทศทางอากาศด้วยการโปรดเกล้าฯ ให้ตั้ง กองบินทหารบกขึ้นเป็นครั้งแรกในปีพ.ศ. 2456 ต่อมาพัฒนาเป็น กรมอากาศยาน และยกฐานะเป็นกองทัพอากาศ และทรงตั้ง ทหารรักษาวัง ที่จังหวัดภาคใต้ เพื่อป้องกันพระราชอาณาเขตตั้งแต่เพชรบุรีลงไปด้วย
อนึ่ง พระองค์ได้ทรงทำให้ประเทศสยามได้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกในเวลาและโอกาสอันเหมาะสมและเป็นการแสดงให้เห็นถึงความพร้อมทางด้านการทหารของไทยด้วยการส่งทหารไปร่วมรบในคราวที่เกิดภัยสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งเป็นการตัดสินพระราชหฤทัยได้อย่างถูกต้องเหมาะควรยิ่ง ทั้งนี้ผลสำคัญยิ่งที่ทำให้ไทยได้รับในฐานะที่เป็นประเทศที่เป็นฝ่ายชนะสงครามก็คือ ทำให้สามารถขอแก้ไขสัญญาทางการศาล ซึ่งไทยเสียเปรียบชาวต่างชาติมาเป็นเวลานานได้ผลสำเร็จทำให้ได้รับสิทธิสภาพะนอกอาณาเขตและได้รับเสรีภาพในการจัดเก็บภาษีขาเข้านำรายได้กลับคืนสู่ประเทศ และยังทำให้มีการแลกเปลี่ยนผู้ช่วยทูตทหารเป็นครั้งแรกคลอดจนทำให้ไทยได้เป็นสมาชิกขององค์กรระหว่างประเทศ เช่น องค์กรอนามัยโลก เป็นต้น
การส่งทหารไทยไปร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ 1 นี้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวมิได้ทรงส่งให้ทหารไปเพื่อร่วมรบแต่เพียงอย่างเดียวแต่ยังโปรดเกล้าฯ ให้ทหารบางคนไปเข้าเรียนการบิน ทั้งนี้บุคคลเหล่านั้นได้กลับมาเป็นกำลังสำคัญเกี่ยวกับเรื่องการบินของไทยนับว่าพระองค์ทรงเป็นบุคคลสำคัญยิ่งในการสร้างบุคลากรทางด้านนี้ของชาติ
พระมหากรุณาธิคุณต่างๆ ดังกล่าวนี้ ล้วนเป็นผลดีต่อประเทศชาติอย่างยิ่ง และเป็นการนำชาติไปสู่ความเป็นสากลได้อย่างมีศรีสง่า ทั้งนี้ในส่วนที่เป็นผลดีอันเกิดแก่ประชาชนก็คือ เป็นการปลูกฝังจิตสำนึกของความรักชาติบ้านเมืองให้เกิดขึ้นความซึมซาบในเรื่องดังกล่าวทำให้รู้สึกและเข้าใจหน้าที่ของความเป็นพลเมืองที่จะต้องมีหน้าที่ในการปกปักรักษาชาติบ้านเมืองของตน รู้ถึงการเสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ซึ่งหากมีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันเช่นนี้ ก็จะทำให้ประเทศชาติมีความเข็มแข็ง เกิดพลังของการสมัครสมานสามัคคี อันเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้สามารถรักษาชาติบ้านเมืองให้เป็นเอกราชอยู่ได้ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างใหญ่หลวงแก่ชาติและประชาชน เพราะทำให้เกิดความภูมิใจในความเป็นชาติไทยที่มิต้องตกเป็นเมืองขึ้นของผู้ใดและภูมิใจในความมีเกียรติมีศักดิ์ศรีที่ไม่ด้อยกว่าชาติใดในโลก

