สื่อสารแบบนักเศรษฐศาสตร์ ด้วยการใช้ตัวเลข ใช้เรื่องเงินมาอธิบาย เรื่ื่องความหมายของการตายดีและตายอย่างมีศักด์ศรีมันเพี้ยนยิ่งกว่าเพี้ยนจริง-จริง

เพิ่งเห็นบทความในมติชนฉบับวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๒ หัวข้อ "การตายอย่างมีศักดิ์ศรี" โดย วรากรณ์ สามโกเศส มีเนื้อความสนับสนุนเรื่องการทำข้อกฎหมายอนุญาตให้มี euthanasia แบบสมัครใจล่วงหน้า - ทั้งที่ปัจจุบันกำลังมีการผลักดันให้มีข้อกฎหมายอนุญาตให้ทำ Living Will

อ่านแล้วปวดใจ เหมือนจะส่งเสริม แต่กลับเป็นการขัดขวางข้อกฎหมาย Living Will เสียมากกว่า -- ใครอ่านแล้วเข้าใจได้บ้างว่า euthanasia คือการตายอย่างมีศักดิ์ศรี?

ใครก็ได้ บอกเฮียวรากรณ์ฯ ที คิดแบบนักเศรษฐศาสตร์ สื่อสารแบบนักเศรษฐศาสตร์ ด้วยการใช้ตัวเลข ใช้เรื่องเงินมาอธิบาย เรื่ื่องความหมายของการตายดีและตายอย่างมีศักด์ศรีมันเพี้ยนยิ่งกว่าเพี้ยนจริง-จริง

 

 

ตายอย่างมีศักดิ์ศรี

โดย วรากรณ์ สามโกเศศ



การ ตายของ Sir Edward Downes วาทยกรมีชื่อเสียงคนหนึ่งของอังกฤษ และภรรยา Lady Joan เมื่อเร็วๆ นี้ในสวิตเซอร์แลนด์ ท่ามกลางการเฝ้าดูของลูกชายและลูกสาว ปลุกให้มีการถกเถียงกันในเรื่องความตายขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งในโลก

Sir Edward มีอายุ 85 ปี ตาบอดเกือบสนิทและหูแทบไม่ได้ยิน ส่วน Lady Joan อายุ 75 ปี อยู่ในขั้นสุดท้ายของโรคมะเร็ง ทั้งสองจับมือกันและดื่มยากล่อมประสาทอย่างแรงเพื่อให้ตายตามความปรารถนา หรือที่เรียกว่า euthanasia ชนิด voluntary (สมัครใจ)

euthanasia มีรากมาจากภาษากรีก คือ eu หมายถึง good, well ส่วน thanatos หมายถึง death รวมกันจึงหมายถึง good death หรือวิธีการทำให้ชีวิตจบลงอย่างไม่เจ็บปวด

Sir Edward และ Lady Joan ได้แสดงความปรารถนาที่จะจากโลกนี้ไป แต่ไม่อาจทำในอังกฤษได้เพราะคนรู้เห็นอาจถูกตั้งข้อหาว่าร่วมประกอบ อาชญากรรม จึงเดินทางไปยังคลีนิคฆ่าตัวตายชื่อ Dignitas ในเมืองซูริค ซึ่งมีคนจากทั่วโลกประมาณ 100 คน ในแต่ละปีเดินทางไป และจ่ายเงินคนละ 9,300 เหรียญ (350,000 บาท) สำหรับค่าความช่วยเหลือให้ตายสมใจ

กฎ หมายสวิตเซอร์แลนด์ไม่เอาผิดผู้ช่วยให้เกิดการฆ่าตัวตายตราบที่ผู้ช่วยมิได้ ผลประโยชน์จากการตายนั้น ส่วนการฆ่าตัวตายนั้นในโลกตะวันตกส่วนใหญ่ถือว่าไม่ใช่คดีอาญา หากแต่ผิดศีลธรรมตามคำสอนของทุกศาสนาในโลก

นับถึงปัจจุบัน euthanasia หรือการฆ่าเพื่อลดความเจ็บปวดทั้งสมัครใจและไม่สมัครใจ (อยู่ในสภาพที่บุคคลอื่นเห็นว่าควรจบชีวิตลง) ในบางลักษณะถูกต้องตามกฎหมายในเบลเยียม ลักซัมเบิร์ก เนเธอร์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ รัฐโอเรกอน รัฐวอชิงตันในสหรัฐอเมริกา และประเทศไทย (ดูพระราชบัญญัติสาธารณสุขแห่งชาติ 2550 ซึ่งมีน้อยคนรู้และหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาพูด)

euthanasia อาจกระทำในรูปแบบของ passive หรือ non-active หรือ active รูปแบบของ passive euthanasia นั้นกระทำกันอยู่ทุกวันในโรงพยาบาล เช่น เลิกให้ยาฆ่าเชื้อ หรือเลิก chemotherapy สำหรับคนป่วยโรคมะเร็ง หรือเลิกยาลดการปวด ฯลฯ ซึ่งรู้ว่าจะนำไปสู่การเสียชีวิต

non-active euthanasia ได้แก่ การถอดการใช้เครื่องมือสนับสนุนการมีชีวิต เช่น เครื่องช่วยหายใจหรือเครื่องมือสนับสนุนชีวิตอื่นๆ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ถกเถียงกันมากและอื้อฉาวที่สุดว่าจะตัดสินใจ อย่างไร ใครเป็นคนตัดสินใจ

เคยมีคดี Quinlan ในสหรัฐอเมริกาในยุคทศวรรษ 1970 ที่พ่อแม่ขอให้หมอถอดเครื่องช่วยหายใจออกเพราะอยู่ในสภาพ "เป็นผัก" (persistent vegetative state) และชนะคดีในศาล เมื่อถอดออกเธอก็มีชีวิตอยู่ต่อมาถึง 9 ปี

ประเภทสุดท้ายของ euthanasia คือ active ซึ่งก็คือกรณีของ Sir Edward และ Lady Joan ซึ่งเป็นเรื่องของการมีผู้ช่วยทำให้ตนเองตาย (assisted suicide) ส่วนการฆ่าตัวตายนั้น เป็นเรื่องที่เป็นไปตามที่เกิดขึ้นกันอยู่ทุกวัน

ประเด็น ของกฎหมายอังกฤษในเรื่อง euthanasia แบบตั้งใจหรือ assisted suicide อยู่ตรงที่ว่าผู้รู้เห็นและผู้ร่วมมือด้วย เช่น ลูก หรือญาติ ต้องรับโทษในคดีอาญาร่วมฆ่าคนตายหรือไม่ ตำรวจอังกฤษได้ไต่สวนคดีเช่นนี้จำนวนมากและไม่เคยส่งฟ้องใครถึงแม้จะร่วม เดินทางไปด้วยก็ตาม เสมือนเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ รัฐสภาอังกฤษพยายามออกกฎหมายเพื่อให้บุคคลผู้รู้เห็นและติดตามเดินทางไปด้วย เหล่านี้ได้รับการยกเว้นจากการเป็นผู้ร่วมกระทำคดีอาญาอย่างชัดแจ้งเสีย แต่กฎหมายไม่ผ่านสภาขุนนาง (สภาสูง)

มีผู้เสนอว่าถ้าปรารถนาจะให้ เกิด assisted suicide เขาก็ควรกระทำได้โดยประกาศว่าไม่ได้ถูกกดดันให้จบสิ้นชีวิตตนเองลง มีหมอ 2 คนยืนยันว่ามีสติสัมปชัญญะและป่วยในขั้นถึงตายแน่นอน จากนั้นก็ให้ระยะเวลาสักพักเพื่อไม่ให้เปลี่ยนใจ แล้วจึงให้มีผู้ช่วยทำให้ตายอย่างไม่เจ็บปวด

ข้อถกเถียงเรื่อง euthanasia ไม่ว่าสมัครใจหรือไม่สมัครใจมีมานานแล้วทั้งในยุโรปและสหรัฐอเมริกา ในปี 1828 มีการออกกฎหมายห้าม euthanasia ในหลายรัฐของสหรัฐอเมริกา แต่หลังสงครามกลางเมืองในทศวรรษ 1860 หมอจำนวนหนึ่งและประชาชนจำนวนไม่น้อยเริ่มคล้อยตามเรื่อง euthanasia แบบสมัครใจจนเป็นที่ยอมรับมากขึ้นเป็นลำดับ แต่ถึงกระนั้นก็ตามก็มีกฎหมายอนุญาตในไม่กี่ประเทศในโลกในปัจจุบัน

ใน ปี 1995 กฎหมายสำคัญเกี่ยวกับ euthanasia อีกซีกหนึ่งของโลกก็ผ่านสภาออกใช้ใน Northern Territory (ดินแดนทางเหนือที่ยังไม่ได้เป็นรัฐ) ของออสเตรเลีย มีคนไข้ 4 คน หาประโยชน์จากกฎหมายฉบับนี้ อย่างไรก็ดี อีก 2 ปีต่อมา Federal Parliament ของประเทศก็ให้ยกเลิกกฎหมายนี้

กฎหมายลักษณะเดียวกันมาเกิดแทนใน ยุโรป เช่น ในปี 2002 เนเธอร์แลนด์ และเบลเยียมก็ออกกฎหมายผ่อนปรนให้หมอผู้ช่วยให้เกิดการฆ่าตัวตายไม่มีโทษทาง อาญา สวิตเซอร์แลนด์เป็นประเทศที่ออกกฎหมายไม่เอาผิดหมอที่ช่วยให้เกิดการสิ้น ชีวิตตามความประสงค์ของคนไข้ตราบที่หมอไม่ได้ประโยชน์ตั้งแต่ ค.ศ.1937

ประชาชนในประเทศอื่นๆ ซึ่งเป็นส่วนใหญ่ของโลกยังตะขิดตะขวงใจในเรื่อง euthanasia แม้แต่ในกรณีสมัครใจด้วยเหตุผล

(ก) จะทำให้มาตรฐานการรักษาพยาบาลของบุคลากรทางการแพทย์ลดต่ำลงโดยเฉพาะแพทย์ เนื่องจากถึงรักษาไม่ดีเต็มที่ในที่สุดคนไข้ก็สมัครใจตายไปเองอย่างไม่ก่อ ปัญหามากมาย ซึ่งในกรณีปกติแพทย์ต้องรักษาอย่างสุดชีวิตจนนาทีสุดท้าย ดังนั้น จึงอาจตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่มากกว่า

(ข) กลุ่มศาสนาบอกว่าเป็นสิ่งผิดศีลธรรมและรับไม่ได้ euthanasia ก็คือฆาตกรรม ถึงแม้สมัครใจก็คือการฆ่าตัวตายชนิดหนึ่งที่ทางศาสนารับไม่ได้

(ค) การตัดสินใจว่าจะยอมให้ชีวิตของตนเองจบลงเป็นของคนไข้ ภายใต้ความมีสติสัมปชัญญะ การประเมินว่าผู้ป่วยอยู่ในสภาพนี้หรือไม่เป็นเรื่องยากโดยเฉพาะในยามที่ ป่วยไข้

(ง) คนไข้อาจถูกกดดันให้เกิด euthanasia แบบสมัครใจ เนื่องจากเกรงภาระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นกับครอบครัว และโรงพยาบาลเองอาจมีส่วนกดดันคนไข้เพื่อประโยชน์ด้านธุรกิจของตน

euthanasia ทั้งสองลักษณะยังไม่ไปไหนในโลกปัจจุบันถึงแม้ว่ามีสถิติชัดเจนว่าในเวลาอัน ใกล้โลกจะเผชิญกับสภาวะ "คนแก่ล้นโลก" ก็ตาม ในเวลาจากนี้ไป 40 ปี ประเทศพัฒนาแล้วจะมีประชาชนอายุสูงกว่า 60 ปีถึงหนึ่งในสามประเทศกำลังพัฒนาจะมีสัดส่วนนี้ร้อยละ 20 สำหรับประเทศไทยปัจจุบันมีประชากรวัย 60 ปีขึ้นไปอยู่ร้อยละ 12 ในเวลาอีก 25 ปี (พ.ศ.2578)สัดส่วนนี้จะพุ่งขึ้นไปถึงร้อยละ 25

โลกต้อง ตัดสินใจเร็วๆ ว่าจะทำอย่างไรกับ euthanasia ทั้ง 2 ลักษณะมีคนไม่น้อยปรารถนาจะตายอย่างมีศักดิ์ศรี ในลักษณะที่ตนเองต้องการ ไม่ต้องการตายแบบมีสายท่อระโยงระยางรอบตัวแถมมีหน้ากากออกซิเจนปิดหน้าปิด จมูก และถึงอย่างไรอีกไม่นานก็ตายแน่ ลูกหลานก็ไม่ต้องการตัดสินใจที่ลำบาก

ถ้ามีข้อกฎหมายอนุญาต euthanasia แบบสมัครใจอย่างชนิดระบุไว้ล่วงหน้า ทุกคนก็จะ win-win