บทนำหนังสือ “ประวัติศาสตร์ โบราณคดี : เมืองอู่ทอง” ของ รศ. ศรีศักร วัลลิโภดม (สำนักพิมพ์เมืองโบราณ, ๒๕๔๙) ที่บ่นว่าคนไทยมักเข้าสู่การศึกษาโดยเน้นเบื้องต้นที่เทคนิคและรูปแบบจนเป็นสิ่งสำเร็จในตัวเอง (End in Itself) แทบจะไมเข้าใจเลยว่า ความรู้ทางวิธีการและเทคนิคเหล่านั้นเป็นเครื่องมือนำไปสู่ความสำเร็จ (Means to an End) ในการสร้างเนื้อหาและความรู้.... ซึ่งผมตีความว่าคนไทยเราเรียนแบบ “เรียนความรู้สำเร็จรูป”
ทำให้ผมย้อนกลับมาสำรวจและตีความชีวิตของตนเอง ว่าผมเป็นคนที่ดำรงชีวิตแบบ “ไร้จุดสุดท้าย” (Life with No End) ซึ่งเป็นชีวิตที่สุดโต่งไปในแนวที่มองทุกอย่างเป็น means ไปหมด ซึ่งคงจะมีทั้งข้อดีและไม่ดี
กล่าวใหม่ว่า ผมมีแนวโน้มจะมองสิ่งที่เกิดขึ้นหรือผลลัพธ์ของกิจการงานและสิ่งต่างๆ ในชีวิตเป็นหนทางแห่งการเรียนรู้ เป็นเครื่องมือสำหรับการเรียนรู้ เพื่อนำความรู้หรือประสบการณ์ไปใช้ในกิจการอย่างอื่นต่อไป ชีวิตของผมเน้นที่ means มากกว่าที่ end ในระดับที่มากกว่ากันเป็นสิบเป็นร้อยเท่า
เขียนอย่างนี้อาจจะผิด เพราะผมเอาใจใส่การทำงานที่ได้ผลสำเร็จจริงจังเป็นอย่างยิ่ง ผมระมัดระวังไม่ถลำตัวเข้าไปทำงานแบบหวังผลลมๆ แล้งๆ ต้องได้ผลแท้จริงต่อบ้านเมือง แต่นั่นคือผลต่อบ้านเมืองหรือส่วนรวม
ส่วนที่เป็นผลต่อตัวผมเอง เน้นที่การเรียนรู้ means สำหรับนำไปปรับใช้ต่อ ในการทำงานหรือการดำรงชีวิต ผมจึงตีความว่า ชีวิตของผมเป็นชีวิตที่แบ่งปันผลประโยชน์ได้ลงตัว คือ ends เป็นของส่วนรวม หน่วยงาน หรือบ้านเมือง ส่วน means ตกเป็นของผม และเมื่อผมรับผลบุญส่วนนี้แล้ว ผมก็จะเขียนหนังสือออกเผยแพร่ แต่ตอนนี้หันมาเน้นเขียน บล็อก
ไม่ทราบว่าตีความอย่างนี้เป็นการยกหางตัวเองหรือไม่
วิจารณ์ พานิช
๑๓ ก.ค. ๕๒
ครับ
ผมเห็นด้วยในสิ่งที่พูดข้างต้น อยากให้มีประชาชนสักส่วนหนึ่งมีความคิดเหล่านี้บ้าง
..ยายธีได้ดูหนังประวัติ..ไอน์สไตน์..เมื่อเขาแก่เขาพูดว่าเขามีโอกาศแก่เป็นเรื่องโชคดีเขาพูดถึงความตายว่าไม่มีใครรู้ว่าจะต้องตายเมื่อไรแต่ถ้าเขารู้ว่าอีกสามวันจะตาย...เขาจะเอาเวลานั้นรวบรวมความคิดกระดาษบนโต๊ะที่เขียนไว้เรียบเรียงให้ดีที่สุด..end..means...ของอัจจริยะบุคคล...ยายธีว่าท่านอาจารย์ไม่ได้ยกหางตัวเองแน่นอน